สำนักเหยาฉือ?
คำสองสามคำนี้ปลุกความทรงจำของฉินอวี่ขึ้นมาภาพที่งดงามก็ปรากฏขึ้นในใจของเขาเสียงที่เป็นดั่งสายลมที่พัดผ่านต้นไม้ใบหญ้าในธรรมชาติดูเหมือนยังก้องอยู่ในหูของเขา
“เจ้ากำลังบอกว่าเจ้ามีวิชามรรคาเหยาฉือ?”
สำนักเหยาฉือ?
ในที่สุดนางก็ไปยังสำนักเหยาฉือแล้วสินะ...
รอก่อนนะ นางคนบ้า?
ฉินอวี่หันศีรษะอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเห็นผู้หญิงสวมหน้ากากในชุดสีขาวเหยียบกระบี่เข้ามาฉินอวี่ก็รีบหันศีรษะอย่างดุเดือดมองไปทางสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีแต่กลับพบว่าใบหน้าของพวกเขาก็แปลกมากเช่นกัน
สยงท่าเทียนหวาดกลัวและโกรธมากขณะที่หลี่เทียนจีเริ่มหน้าดำหน้าแดง
นี่มันเรื่องอะไรกัน? เดี๋ยวนะ
ฉินอวี่จำได้ว่าสยงท่าเทียนเคยกล่าวไว้ว่าเป็นเพราะผลการทำนายของหลี่เทียนจีทำให้พวกเขาบุกเข้าไปยังภูเขาด้านหลังของสำนักหนึ่งและไปพบกับศิษย์หญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่กำลังอาบน้ำอยู่...
เป็นไปได้หรือไม่ว่า... สำนักที่ว่านั่นคือสำนักเหยาฉือ?และศิษย์หญิงคนนั้นคือศิษย์ของสำนักเหยาฉือ?
ฉินอวี่จ้องไปที่คนสองคนด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันรู้สึกเพียงว่าทั้งสองคนต่างได้ลบล้างประสบการณ์ทั้งหมดของเขาไปแล้วสองคนนี้เป็นอัจฉริยบุคคลจริงๆ
ถึงกับกล้าที่จะขึ้นไปภูเขาด้านหลังของสำนักเหยาฉือเพื่อแอบดูศิษย์หญิงสำนักเหยาฉืออาบน้ำ...
เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะเบื่อชีวิตตัวเองแล้ว?
ในอดีต สำนักเหยาฉือเป็นสำนักใหญ่ที่เลื่องชื่อเช่นเดียวกับสำนักเทียนฉีและยังมีเส้นสนกลในที่ดูลึกลับกล่าวกันว่าเป็นสำนักที่ได้รับการสืบทอดในตำนานของจักรพรรดินีแดนเซียนในตำนาน
การทดสอบของสำนักเหยาฉือมีความเข้มงวดอย่างถึงที่สุดจะรับเพียงศิษย์หญิงเท่านั้น ไม่เพียงต้องมีรากฐานที่ดีเท่านั้น แต่คุณสมบัติและความเข้าใจต้องดีด้วย นอกจากนั้นยังต้องมีหน้าตาดี กล่าวคือไม่ว่าจะมีความรู้ความเข้าใจ หรือความถนัดมากเพียงใด ตราบใดที่เติบโตมาดูไม่ดีก็นับว่าไม่ผ่านอยู่ดี
ดังนั้นศิษย์ของสำนักเหยาฉือทุกคนจึงมีความโดดเด่นในโลกมนุษย์ในอดีตผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนล้วนแต่ปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ศิษย์หญิงสำนักเหยาฉือเป็นคู่บำเพ็ญ
เพียงแต่ศิษย์นิกายเหยาฉือนั้นล้วนแต่มีค่าและมีความเย่อหยิ่งและถือพรหมจรรย์เป็นเรื่องที่สำคัญจริงจัง
ในอดีตฉินอวี่ได้ยินว่ามีผู้ฝึกตนคนหนึ่งได้ตัดเสื้อชั้นในของศิษย์หญิงขาดโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้เหล่าศิษย์หญิงต่างไล่ล่าผู้ฝึกตนคนนั้นอยู่หลายร้อยปีนี่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าสำนักเหยาฉือนั้นให้ความสำคัญต่อเรื่องพรหมจรรย์มากเพียงใด
เจ้าสองคนนี้มันแน่จริงๆนึกไม่ถึงว่าจะเห็นกลุ่มศิษย์หญิงของนิกายเหยาฉืออาบน้ำ... นี่เกือบจะเป็นการแทงรังแตนแล้วล่ะ
ในเวลานี้ ใบหน้าของฉินอวี่ก็ร้อนระอุขึ้นมาเหมือนอยากจะตะโกนออกไปดังๆ ว่าข้าไม่รู้จักกับเจ้าสองคนนี้
“แม่นาง ก็เห็นแล้วมิใช่หรือ พวกเจ้ายังไม่เสียหายอะไรเลยสักนิดยังต้องตามเล่นงานกันไม่ตายก็ไม่คิดจะหยุดเลยหรือ? พวกเจ้าคิดว่าการรังแกข้าสยงท่าเทียนสนุกมากนักหรือ? ถ้ายั่วโมโหข้า ข้าจะฉีกเสื้อผ้าเจ้าออกให้หมดแล้วลองดูสิว่าเจ้าจะเสียเปรียบหรือไม่” สยงท่าเทียนพูดสียงอู้อี้การถูกสำนักเหยาฉือตามไล่ล่าเช่นนี้ ทำให้สยงท่าเทียนรู้สึกรำคาญเป็นอย่างยิ่งในตอนนี้ เมื่อมีสำนักเหยาฉือตามไล่ล่ามาอีก จึงทำให้สยงท่าเทียนรู้สึกโกรธเป็นอย่างยิ่ง
ศิษย์หญิงของสำนักเหยาฉือที่ยืนอยู่บนกระบี่บิน มองไปทางสยงท่าเทียนด้วยสายตาเย็นชาดวงตาของนางฉายแววอาฆาตแค้น และพูดอย่างเย็นชา“ข้าหลิงเหยาอยากจะเห็นนักว่าปากของเจ้ามันจะแข็งสักเท่าไรกัน ราชาหมาป่าเจ้าสองคนนี้ยกให้ข้าเถอะ” พูดจบ ร่างของนางก็กระโดดขึ้นไปบนอากาศกระบี่บินใต้เท้าของนางก็พุ่งตรงเข้าหาสยงท่าเทียนในทันที
“ช้าก่อน! ราชาหมาป่า หากเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของสหายของข้าก็ขออย่าได้โทษว่าข้าโหดเหี้ยมอำมหิตเลย!”ฉินอวี่ไม่สนใจต่อเสียงของสยงท่าเทียน และพูดด้วยเสียงอันดังขึ้นมา พูดจบก็คว้าคอลูกหมาป่าและออกแรงบีบอย่างรุนแรง
“เอ๋งๆ!” ลูกหมาป่าส่งเสียงครวญราวกับลูกสุนัข
“โฮก...” ราชาหมาป่าส่งเสียงคำรามอย่างโกรธจัดจากนั้นก็นำร่างกระแทกใส่กระบี่บินนั้นทันที
“ปัง!” เสียงโลหะกระทบวัตถุดังขึ้นกระบี่บินถูกราชาหมาป่าปัดกระเด็นออกไปหลังจากที่ราชาหมาป่ามองหลิงเหยาอย่างโหดร้าย และจ้องไปทางฉินอวี่ ก่อนจะพูดว่า“เจ้าหนุ่ม เจ้ากำลังยั่วยุความโกรธของข้า!”
ฉินอวี่พูดอย่างสงบและใจเย็น “ราชาหมาป่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้บีบให้ข้าไร้ทางเลือก ข้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลูกหมาป่านั่นขอเพียงให้สหายของข้าทั้งสองสามารถออกมาได้เสียก่อน ลูกหมาป่าจึงจะปลอดภัย”เขายืนยันอย่างแน่วแน่ในใจว่าลูกหมาป่าตัวนี้จะต้องเป็นลูกของราชาหมาป่าสิ่งนี้ยิ่งทำให้ฉินอวี่มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
หลิงเหยาผู้นี้เป็นศิษย์สำนักเหยาฉือที่มีระดับการฝึกตนขั้นสูงเมื่อพิจารณาจากพลังปราณเพียงอย่างเดียว จะเห็นว่านางเข้าสู่ขั้นกุมารทิพย์แล้ว เห็นได้ว่าหญิงคนนี้มีพรสวรรค์ที่สูงส่งอีกทั้งนางเองก็ยังมีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี และแน่ใจว่ากำจัดสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีได้สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ไม่เพียงแต่ถอนหายใจเท่านั้นแต่เดิมคิดว่าหากสยงท่าเทียนกำลังก่อปัญหาอะไรขึ้นมา แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะมียอดฝีมือของสำนักเหยาฉือปรากฏตัวขึ้นจึงได้จังหวะพอดีที่จับลูกหมาป่าไว้เป็นข้อต่อรองกับอีกฝ่าย
ขอให้ได้ปล่อยตัวสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีออกไปก่อนฉินอวี่ก็ถูกบีบให้ทำเช่นนั้น ทั้งหากสามคนต่างอยู่ที่นี่ก็มีแต่จะยิ่งถ่วงกันไปมาเท่านั้น การปล่อยให้พวกเขาออกไปก่อนจึงเป็นการดีกว่าและเมื่อมีลูกหมาป่าอยู่ในมือ ฉินอวี่จึงแน่ใจว่าสามารถล่าถอยออกมาได้
เมื่อเห็นท่าทีที่ดูแค้นใจของสยงท่าเทียนฉินอวี่กังวลว่าเขาจะทำอะไรแผลงๆ ขึ้นมาอีก จึงพูดอย่างเข้มงวดอีกครั้ง“สยงท่าเทียน ถ้าเจ้าสร้างปัญหาอีกครั้ง พวกเราก็ตัดขาดกัน! หลี่เทียนจีพาเขาออกไป!”
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็อาจเป็นอันตรายกับทั้งสามคนได้มีเพียงต้องให้พวกเขาทั้งสองคนออกไปก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถหาวิธีหลบหนีออกไปได้
สยงท่าเทียนตกตะลึงมองไปทางฉินอวี่ด้วยใบหน้าที่มืดมน เขาต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่หลี่เทียนจีที่กำลังสังเกตสถานการณ์อย่างใจเย็นก็ลากสยงท่าเทียนออกไปและพูดเบาๆ “เชื่อ... พี่... พี่ฉินเถอะพวกเราอยู่ที่นี่ต่อไปก็มีแต่จะยิ่งเป็นตัวถ่วงเขาเปล่าๆ”
เมื่อสยงท่าเทียนได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็เผยสีหน้าที่ดุร้ายออกมา เขารู้สึกเกลียดตนเองที่ไม่สามารถยืนกลางอากาศได้มิเช่นนั้น เขาก็คงจะรีบพุ่งเข้าไปต่อสู้กับหลิงเหยาให้ตายไปข้างหนึ่งเมื่อเห็นว่าฉินอวี่กำลังจ้องมองตนเอง เขาก็กำหมัดทั้งสองไว้แน่นและมองไปทางหลิงเหยา จากนั้นก็มองไปทางราชาหมาป่าสีคราม และกล่าวอย่างโอดครวญ“หากมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่ฉิน ตระกูลขวงสยงของข้าจะออกมาทำลายล้างสำนักเหยาฉืออย่างแน่นอนและจะทำลายสุสานอสูรแห่งนี้ให้ราบคาบ!”
ฉินอวี่ทั้งหงุดหงิดและซาบซึ้งใจ แม้เขาจะรู้ว่ามีคนตระกูลขวงสยงอยู่ไม่มากนักแต่คำพูดของสยงท่าเทียน ก็ทำให้สำนักเหยาฉือขุ่นเคืองอย่างไม่ต้องสงสัย
“เชื่อข้าเถอะ! ออกไป!” ฉินอวี่ตะโกนอย่างเข้มงวดเพราะเกรงว่าสยงท่าเทียนจะพูดจาอะไรที่หยาบคายออกมาอีก
สยงท่าเทียนมีสีหน้าบึ้งตึงคว้าหลี่เทียนจีและวิ่งออกไปยังชายขอบอย่างบ้าคลั่ง วิ่งไปพลางส่งเสียงร้องคร่ำครวญ“พี่ฉิน ท่านจะต้องมีชีวิตรอดนะ!”
แต่หลิงเหยาจะนั่งเฉยๆ ดูทั้งสองคนจากไปอย่างนั้นหรือ?จุดประสงค์ที่นางมาครั้งนี้ก็คือพวกสยงท่าเทียนทั้งสองคน เมื่อพวกเขาไปแล้วนางจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
แต่ขณะที่นางยังเหาะไปได้ไม่ไกลกลับได้ยินเสียงของฉินอวี่ดังขึ้นมา “ราชาหมาป่า ถ่วงเวลาเขาให้นานเข้า! ขอเพียงสหายของข้าได้ออกไปลูกหมาป่าของเจ้าก็จะปลอดภัย อีกอย่าง... การจากไปของเพื่อนข้ามีประโยชน์ต่อเจ้ามากกว่าเป้าหมายของนางคือสหายของข้า นางก็จะไม่สนใจความเป็นความตายของลูกเจ้าส่วนเป้าหมายของข้าคือการให้สหายได้หนีไป ได้โปรดลองคิดดูอีกครั้งเถิด!”
“โฮก!” ราชาหมาป่าส่งเสียงร้องอย่างโกรธเคือง หมาป่าสีครามระดับสามที่อยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่ารอบด้านก็พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าราชาหมาป่าสีครามก็เข้าสกัดขวางหลิงเหยาไว้ทันที
หน้าอกของหลิงเหยากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงระดับการฝึกฝนของนางและราชาหมาป่านั้นเทียบเท่ากันและเมื่อมีฝูงหมาป่าอยู่ที่นี่ด้วย การต่อสู้กันย่อมไม่เป็นผลดีกับนางเลยในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้เสมือนนักบุญหญิงแห่งสำนักเหยาฉือนางอยู่ในฐานะสูงส่งมาตลอด จึงคุ้นชินกับการห้อมล้อมของผู้คนแต่นางเคยต้องอึดอัดเช่นนี้เสียเมื่อไร? ด้วยความโกรธ นางจึงบีบมือทั้งสองเข้าด้วยกันเรียกกลวิชาเต๋าออกมาจากนั้นก็ฟาดฟันไปทางฉินอวี่ทันที
“วิชากระบี่เหยาฉือ หนึ่งกระบี่พิชิตสวรรค์!”
“ปัง!” ร่างของราชาหมาป่าสั่นสะท้านกระแทกตรงเข้าใส่วิชาของหลิงเหยาอีกครั้ง ลูกหมาป่ายังอยู่ในมือของฉินอวี่เขาย่อมไม่ยอมให้หลิงเหยาทำร้ายฉินอวี่อย่างแน่นอน
“ราชาหมาป่าสีคราม เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่?”หลิงเหยาจ้องราชาหมาป่าที่กำลังขวางทางอยู่ข้างหน้า และพูดอย่างเฉียบขาด
อารมณ์ของราชาหมาป่าไม่ต่างกันกับหลิงเหยาแต่เขาถูกบังคับให้ทำเช่นนั้นอย่างไรก็ตามลูกเพียงหนึ่งเดียวของเขากำลังอยู่ในมือฉินอวี่จึงทำได้แค่ปล่อยให้ฉินอวี่ชักนำ เขามองฉินอวี่อย่างโกรธเคือง และพูดกับหลิงเหยา“สหาย ข้าเองก็ถูกบีบให้ทำเช่นนี้ เจ้าอยู่ให้นานหน่อย ข้าก็จะไม่ขวางเจ้าอีก”
หลิงเหยามองสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีที่กำลังห่างไกลออกไปในใจของนางก็กังวลมากขึ้น ตอนออกมาจากสำนัก นางได้ปลอบขวัญศิษย์หญิงที่ถูกสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีมองเห็นเรือนร่างไว้ว่าจะจับตัวทั้งสองคนมาให้ได้หากครั้งนี้ต้องกลับไปมือเปล่าพวกนางจะคิดอย่างไรกับตนเอง?ในฐานะที่เป็นผู้เสมือนนักบุญหญิงหากเป็นเช่นนี้จะทำให้บารมีของนางดูลดลงไปอย่างมาก
แต่การเข้ามาพัวพันของราชาหมาป่า ทำให้นางไม่อาจขยับตัวทำอะไรได้เลยได้แต่มองฉินอวี่ที่เฉยเมยอย่างขมขื่น นางกัดริมฝีปากแดงของนางและพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป “เจ้าเด็กน้อย แม้ว่าราชาหมาป่าจะปล่อยเจ้าแต่ข้าหลิงเหยาไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่นอน หากปล่อยตัวลูกหมาป่ามาตอนนี้มันยังไม่สายเกินไป!”
“ขอบคุณในความเป็นห่วงของสหายอย่างยิ่งเจ้ารออีกสักพักหนึ่งเถอะ ทุกอย่างก็จะว่าง่ายขึ้น” ฉินอวี่ยิ้มบางๆ
“เจ้า...” สีหน้าของหลิงเหยาเปลี่ยนไปเล็กน้อยดวงตาของนางเบิกโพลงจ้องตรงไปที่ฉินอวี่ นางรู้สึกเหมือนตนเองไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลยทำให้นางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และฉินอวี่ที่เหมือนควบคุมทุกอย่างไว้ในมือยิ่งทำให้นางหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น ตนเองที่อยู่ในขั้นกุมารทิพย์แต่กลับถูกคนขั้นยุทธ์ระดับแปดขัดขวาง? หากเรื่องนี้แพร่ออกไปจะให้นางเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้?
ทันใดนั้น หลิงเหยาก็พูดขึ้นอย่างเย็นชา“เจ้าเด็กน้อย ทำแบบนี้เจ้ากำลังขุดหลุมฝังศพของตัวเองนะ รนหาที่ตาย! สำนักเหยาฉือของข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอน”
“ตาย? เจ้ากำลังพูดเรื่องความตายกับข้า? ราชาหมาป่า ฆ่านาง!” ฉินอวี่ตะโกนอย่างเย็นชา