ในดินแดนแห่งสรวง์ ที่อบอุ่นไปด้วยแสงแดดและสายลมอันอ่อนโยน ดินแดนที่เป็ที่พักพิงของเหล่าเทวดา ดินแดนที่พระผู้เป็เ้าสร้างสรรค์ เป็ที่พักพิงของผู้ล่วงลับที่แสนดีงามอันสมบูรณ์ แต่กระนั้นดินแดนอันสมบูรณ์ก็ถูกไฟแห่งาของลูซิเฟอร์นำพามาซึ่งา
ราฟาเอล อัครทูต์แห่งการรักษา เป็หนึ่งในพยานถึงการล่มสลายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสรวง์ การฏของลูซิเฟอร์
เขาเห็นมีคาเอลใช้ดาบแห่งความยุติธรรมขับไล่อัครทูต์แห่งแสงสว่างลงสู่ห้วงเหว ราฟาเอลเห็นความเย่อหยิ่ง, ความริษยา, และความปรารถนาอันบ้าคลั่งที่จะแทนที่พระเ้า แต่สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจของราฟาเอลไม่ใช่ความโกรธ แต่คือ ความไม่เข้าใจ
"ทำไมถึงเลือกความพินาศ?" แม้การก่อฏจะจบลง แต่คำถามนั้นเป็เหมือนาแที่ไม่ถูกรักษา
การตัดสินใจของลูซิเฟอร์นั้นยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว เป็การตัดสินใจเพื่อแลกกับอำนาจสูงสุด มันคือปริศนาที่ชวนให้สงสัย ว่าทำไมสติปัญญาอันบริสุทธิ์จึงเลือกความมืดมิด
นับั้แ่นั้นมา ราฟาเอลยังคงทำหน้าที่ของตน เขารักษาดวงิญญา นำทางผู้หลงทาง ตลอดเวลาที่เขาคอยทำหน้าที่ตามพระประสงค์ของพระเ้า เขาได้แต่เก็บงำความสงสัยในการกระทำที่เรียกไดว่า "ความผิดพลาด" เพียงครั้งเดียวของลูซิเฟอร์ อดีตอัครทูต์ผู้ทรงอำนาจที่สุดต้องลงเอยแบบนี้
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความสงสัยในตัวลูซิเฟอร์ก็ค่อย ๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วย ความเบื่อหน่ายที่น่ากลัวในตัวมนุษย์
มนุษย์ได้รับ เจตจำนงเสรี ที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับเหล่าทูต์ แต่พวกเขาใช้มันเพื่อทำลายตัวเองในระดับที่น่าเวทนา
ราฟาเอลเฝ้าดูมนุษย์ที่เขาเพิ่งจะช่วยรักษาชีวิต กลับออกไปใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความโลภและความเห็นแก่ตัวภายในวันเดียวกัน
เขาเห็นการทำาที่ไม่จบสิ้น เพียงเพราะเส้นแบ่งเขตแดนที่เปลี่ยนไป หรือความ้าสะสม ทรัพย์สินที่ไร้ความหมาย
ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ แต่เป็ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ นับพันล้านครั้งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การทรยศ, การโกหก, ความเฉยชาต่อความทุกข์ยาก, การเลือกความสุขง่าย ๆ ชั่วขณะแทนความเมตตาที่ยั่งยืน
ราฟาเอลเฝ้ามองเหล่ามนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า "แต่พวกเขาล้มลงด้วยการเลือกความชั่วร้ายที่ ไร้แก่นสาร... ทำไมพวกเขาถึงทำผิดพลาดซ้ำ ๆ ได้มากขนาดนี้? พวกเขาทำผิดพลาดมากเกินไป จนข้าไม่เข้าใจว่า พระองค์คาดหวังสิ่งใด ต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้"
สำหรับราฟาเอล, มนุษย์นั้นล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า นำพาตัวเอง, เผ่าพันธุ์, รวมถึงโลกที่พระเ้าทรงสร้างสู่การล่มสลาย การปฏิเสธความดีอย่างไม่สิ้นสุด เลือกกระทำสิ่งที่แสนโง่เขลา หลายครั้งที่ราฟาเอลสิ้นหวัง มองเหล่ามนุษย์ไม่ต่างอะไรกับการเป็ ลูซิเฟอร์ตัวจิ๋ว
เมื่อความสิ้นหวัง, ความเหนื่อยหน่ายและความสงสัยถาโถมเข้ามาจนถึงขีดสุด ราฟาเอลรู้ว่าคำตอบไม่ได้อยู่บนสรวง์อีกต่อไป
"ข้าต้องลงไปเป็หนึ่งในพวกเขา" ราฟาเอลประกาศต่อความว่างเปล่า เขาไม่ได้ขออนุญาต และเป็การละทิ้งหน้าที่ของตน
เขาจะทิ้งรัศมีแห่งการรักษาและปีกของอัครทูต์ เพียงเพื่อหาคำตอบ ความหวังใดที่พระเ้ายังคงเห็นในมนุษย์ มันคืออะไรกันแน่? และทำไม... การเลือกความชั่วร้ายจึงเป็ปริศนาที่มนุษย์ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ราฟาเอลมุ่งมั่นที่จะหาคำตอบ ให้กับคำถามการฏของลูซิเฟอร์ และหนทางการแก้ไขความล้มเหลวของมนุษย์ ด้วยร่างกายที่แสนอ่อนแอ
การจุติและจุดเริ่มต้น (ปี 1930)
ราฟาเอลจุติลงมาในร่างของเด็กชายที่เพิ่งเสียชีวิต อายุ 8 ปี ราฟาเอลตื่นขึ้นมาในซอยแคบ ๆ ที่สกปรกและอับชื้น สภาพของเขาเป็ได้เพียงคนไร้บ้าน เขารับรู้ถึงความหนาวสะท้านไปทั่วร่าง และความทรมานจากความหิวโหย ด้วยอำนาจของอัครทูต์ที่เขายังพอหลงเหลืออยู่ ราฟาเอลเข้าถึงความทรงจำเดิมของร่าง ร่างนี้ชื่อว่า แอซ จากความทรงจำ เขาอยู่ในปี 1930 แอซเริ่มจะลุกขึ้นเดินเพื่อเดินทางจากซอยแคบ ๆ นี้ แต่พอลุกขึ้นได้ไม่กี่ก้าวเขาก็ล้มลงอีกครั้ง ราฟาเอลสับสนกับความอ่อนแรงของตัวเอง กับความทรมานของความหนาวและความหิวโหย เมื่อครั้งเขาเป็อัครทูต์เขาไม่เคยต้องรู้สึกหนาวหรือหิว ในระหว่างที่สติของเขาเริ่มลืมเลือน ก็มีผู้หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาเรียกเขา แต่ไม่ทันที่ราฟาเอลจะพูดอะไรออกไป เขาก็หมดสติเสียก่อน
ราฟาเอลฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องเก่า ๆ และเตียงสำหรับเด็กเก่า ๆ ข้าง ๆ เตียงมีชั้นวางของและมีขนมปังก้อนหนึ่งวางเอาไว้ ราฟาเอลหยิบขนมปังมากินด้วยความหิวโหย ในระหว่างที่ราฟาเอลกำลังกินขนมปัง ก็มีคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนที่เขาเห็นก่อนหมดสตินั่นเอง เธอยิ้มและเข้ามาพูดคุยกับราฟาเอลด้วยท่าทีอบอุ่น หลังจากที่พูดคุยกัน ราฟาเอลก็ได้รู้ว่าเธอมีชื่อว่า เอลล่า ฟอน โซล เธอเป็ชาวเยอรมันที่อพยพมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ใน่าโลกครั้งที่หนึ่ง หลังจากที่ได้พูดคุยกัน เอลล่าจึงตัดสินใจพา ราฟาเอลไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ราฟาเอลได้รับชื่อใหม่ว่า แอซ ที่นั่นเขาไปเจอกับเด็กวัยเดียวกับเขา 5 คน โรเบิร์ต, วิลเลียม, ริชาร์ด, ลินดา และ แครอล เด็ก ๆ และผู้ดูแลต้อนรับแอซอย่างอบอุ่น ที่นี้ส่วนใหญ่ก็เป็เด็กที่ได้รับผลกระทบจากาโลกครั้งที่ 1 สถานเลี้ยงเด็กนี้ได้รับเงินจากรัฐบาล ทำให้สามารถรับดูแลเด็ก ๆ ได้จนถึงอายุ 14 ปี แม้แอซจะมีความสุขในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่เมื่อมีโอกาสเขาก็จะไปเยี่ยมเอลล่าเสมอ และ เมื่อเอลล่ามีเวลาว่าง เธอก็จะมาเยี่ยมแอซและเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเสมอ
หลังจากที่แอซเข้ามาอาศัยในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้แล้ว 2 ปี เอลล่า นำเอาอาหารและขนมมาเยี่ยมเด็ก ๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพราะวันนี้เป็วันเกิดของวิลเลียม ทุกคนเลยสนุกกับการฉลองวันเกิดจนค่ำมืด หลังจากที่กินเลี้ยงกันจบแล้วเอลล่าก็ขอตัวกลับบ้าน ในระหว่างที่ทุกคนกำลังทำความสะอาดก็ไปเจอเข้ากับกระเป๋าสะพายของเอลล่า แอซเลยขออาสาเอากระเป๋าไปคืน เพราะเขารู้จักบ้านของเอลล่าอยู่แล้ว
แอซวิ่งไปตามถนน พอวิ่งไปได้สักพักเขาก็ตามเอลล่าทัน เอลล่าแปลกใจที่เห็นเด็กตัวน้อยที่เธอคุ้นเคยวิ่งตามมา ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นกระเป๋าที่แอซถือมาด้วย เธอจึงเข้าใจทันที เธอขอบคุณเพื่อนเด็กตัวน้อยของเธอ แอซเองก็คิดว่าจะเดินพาเธอไปส่งที่บ้านของเอลล่าเลย เพราะตอนนี้พวกเขาก็อยู่ไม่ไกลนัก แต่เอลล่าเธอเองยังลังเลอยู่ว่า เธอจะเดินกลับไปส่งเพื่อนตัวน้อยของเธอที่สถานเลี้ยงเด็กก่อนดีไหม ในระหว่างที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น ก็มีผู้ชายวิ่งเข้ามากระชากกระเป๋าของเอลล่าก่อนจะใช้ขวดแก้วฟาดใส่ศีรษะของเอลล่าจนขวดแก้วแตก ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้แอซตัวสั่นยืนนิ่งไม่ขยับ แอซไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ผู้ชายคนนั้นรีบค้นของในกระเป๋า ก่อนที่เขาจะสบถออกมาอย่างไม่พอใจ เขาเหลือบไปเห็นแหวนแต่งงานที่อยู่ในนิ้วของเอลล่าที่ยังล้มอยู่บนพื้น ชายคนนั้นพยายามจะแย่งแหวนของเอลล่า แม้ว่าเอลล่าจะขอร้องด้วยน้ำตาว่านี่เป็ของที่ระลึกถึงสามีของเธอ ทั้งสองชุลมุนกันอยู่ แอซเริ่มตั้งสติได้ เขารีบเข้าไปห้ามหวังจะแยกทั้งสองคนออกจากกัน แต่ผู้ชายคนนั้นก็สะบัดแอซจนกระเด็นถอยหลัง แต่ไม่ทันที่แอซจะลุกขึ้น ผู้ชายคนนั้นก็เอาขวดที่แตกเหมือนปากฉลามแทงใส่เอลล่า พร้อมกับดึงแหวนออกจากนิ้วของเอลล่าก่อนจะวิ่งหนีหายไป แอซใเขาวิ่งไปดูอาการของเอลล่า เขาพยายามะโเรียกพระเ้า หรือแม้แต่พยายามสวดภาวนาขอให้พระเ้าช่วยชีวิตของเอลล่า เขาภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกต่อพระผู้เป็เ้าว่าเขาคือราฟาเอล ลูกของพระองค์ โปรดช่วยผู้หญิงคนนี้ด้วย
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น จนตอนนี้เอลล่าหมดสติ แอซยิ่งกระวนกระวาย เขาดึงเอาขวดที่เสียบอยู่ที่ร่างเอลล่าออก ก่อนที่เขาจะพยายามรวบรวมอำนาจของอัครทูต์ที่หลงเหลืออยู่ เพื่อรักษาเอลล่าจนาแเริ่มสมาน แต่แม้จะใช้พลังของอัครทูต์จนหมด ก็ยังไม่สามารถปิดปากแผลได้ แอซได้แต่สมเพชตัวเอง ถ้าเขายังเป็อัครทูต์เหมือนเมื่อก่อน อย่างว่าแต่รักษา ชายคนนั้นคงไม่สามารถทำลายเอลล่าได้ แถมตอนนี้เขาไม่เหลืออำนาจของอัครทูต์แล้ว
พอแอซจัดท่าทางของเอลล่าเสร็จ เขาก็รีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็ก เขาทำได้เพียงทิ้งเอลล่าไว้กับที่เพราะเขาไม่สามารถแบกหรืออุ้มร่างของเธอได้ สุดท้ายผู้ดูแลก็รีบออกมาช่วยเอลล่า พร้อมกับพาไปส่งที่โรงพยาบาลโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่หลังจากได้รับการรักษาไม่นานเอลล่าก็เสียชีวิตลงด้วยอาการเืคั่งในสมอง แอซได้แต่สับสน ทำไมชายคนนั้นถึงเลือกทำแบบนั้นนะ ทำไมถึงเลือกเส้นทางที่ชั่วร้ายแบบนั้น ทำไมตัวเขาถึงยืนนิ่งไปชั่วครู่ตอนที่เกิดเื่ขึ้นกับเอลล่า ถ้าเขายังเป็อัครทูต์ อย่างว่าแต่รักษาเอลล่าที่ถูกทำร้าย เหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น แถมตอนนี้เขาไม่เหลืออำนาจของอัครทูต์แล้ว
ผู้ดูแลและเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าต่างเสียใจกับการจากไปของเอลล่า แอซเองก็เสียใจมาก ๆ ต้องขอบคุณโรเบิร์ต, วิลเลียม, ริชาร์ด, ลินดา โดยเฉพาะ แครอล ที่คอยอยู่เคียงข้างเขา ตอนนี้เขาก็อายุ 10 ปีแล้ว อีก 4 ปีเขาก็ต้องออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เขาได้รับหน้าที่ให้เป็ผู้เยียวยาและรักษา ตลอดนี้พอไม่มีพระเ้ามาบอกว่าเขาต้องทำอะไร เขาเองก็รู้สึกหลงทาง แต่พอเขามองไปที่หลุมศพของเอลล่า มันก็เหมือนจะช่วยบอกเส้นทางที่เขาอยากจะไป
หลังจากที่อายุครบ 14 ปี เด็กทุกคนก็แยกย้ายกันไป แอซได้ทุนศึกษาแพทย์ แครอลได้ทุนศึกษารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ วิลเลียมไม่เรียนต่อแล้วไปทำงานช่างไม้ ริชาร์ดสมัครไปเป็ทหารเพราะทหารจะได้ทุนการศึกษาต่อ ส่วนลินดาเธอเลือกที่จะอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าต่อเป็ผู้ช่วยผู้ดูแล ทุกคนต่างเติบโตในเส้นทางของตัวเอง ในทุก ๆ ปีพวกเขาจะกลับมาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อฉลองและมาพบปะกันเสมอ
มกราคม ปี ค.ศ. 1941 ปีนี้พวกแอซก็มาเจอกันที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหมือนเดิมทุกปี ตอนนี้ทุกคนก็อายุ 20 ปีกันแล้ว พวกเขาทุกคนต่างกังวลต่อาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าในตอนนี้ประเทศของพวกเขาจะยังไม่ได้ประกาศเข้าร่วมา แต่ทุกคนต่างก็รับรู้ถึงความตึงเครียดต่อสถานการณ์โดยรวม โดยเฉพาะริชาร์ดที่อยู่ในกองทหารเขายิ่งรับรู้ถึงสถานการณ์มากกว่าคนอื่น ๆ แครอลเองก็เป็ผู้ฝึกงานให้องค์กรสันนิบาตชาติและเธอก็มีบทบาทสำคัญในการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ ถึงการเรียกร้องสันติภาพ แต่ตอนนี้องค์กรสันนิบาตชาติไม่ได้มีบทบาทเหมือนใน่าโลกครั้งที่ 1 แล้ว ตอนนี้ั้แ่กองทัพเยอรมนีบุกโปแลนด์ก็ผ่านมาได้ปีกว่าแล้ว แม้ตอนนี้องค์กรสันนิบาตชาติจะพยายามเพื่อยุติา แต่กระแสของคนส่วนใหญ่ต่าง้าเข้าร่วมา
หลังจากที่กินเลี้ยงกันเสร็จ แอซขับรถพาแครอลไปส่งที่บ้าน ทั้งสองต่างมีความรู้สึกที่ดีกันแม้จะยังไม่ได้ตกลงเป็แฟนกัน เพราะงานของทั้งคู่ยังไม่ได้มั่นคงนัก เมื่อถึงห้องพักของแครอล แอซก็ลงจากรถเดินไปส่งแครอลถึงหน้าประตู ในระหว่างที่ทั้งคู่จะบอกลากัน ทันใดที่แครอลเปิดประตูห้อง ก็มีกลุ่มคน 5 คนวิ่งเข้าด่าทอแครอล เพราะเห็นว่าเธอเป็ส่วนหนึ่งที่ขวางไม่ให้อเมริกาเข้าร่วมา แอซพยายามเจรจาและเกลี้ยกล่อมให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ยิ่งโต้เถียงกันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น แม้แครอลจะพยายามหนีเข้าห้องแต่ก็ถูกคนพวกนั้นผลักแอซจนล้ม แล้วบุกเข้าไปในห้องของแครอล
แอซรีบลุกขึ้นไปเตะไหล่ผู้ชายคนหนึ่งหวังจะห้าม แต่เข้าก็ถูกต่อยกลับมาจนล้ม แครอลที่เห็นแอซโดนต่อย เธอก็รีบพุ่งเข้าไปจะดูแอซด้วยความเป็ห่วง แต่แครอลเธอก็ถูกผู้หญิงในกลุ่มผลักเธอจนล้มก่อนที่แครอลจะไปถึงแอซ ส่วนแอซก็ถูกเตะท้องและเตะเข้าที่ใบหน้าอีกครั้ง แครอลที่เห็นแอซโดนทำร้าย เธอก็พยายามดิ้นจะเข้าไปห้ามแต่เธอก็ถูกผลักจนล้มแล้วโดนรุมทำร้าย
แอซเห็นภาพแครอลโดนทำร้าย เืของเธอเปื้อนพื้นห้อง ด้วยสติที่เลือนราง ภาพของแครอลและใบหน้าของเอลล่าที่เปื้อนเื ซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์ ในชั่วพริบตานั้น ความเบื่อหน่ายและความสิ้นหวังที่เขามีตุ่์ทั้งหมดได้แปรเปลี่ยนเป็ ความโกรธแค้นที่บริสุทธิ์
เขาคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งเป็เสียงที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดในสรวง์เคยได้ยิน เขาลุกขึ้นคว้าแท่งเหล็กที่ใช้เขี่ยฟืนข้างเตาผิง มันคืออาวุธชนิดแรกที่ราฟาเอลเคยจับนับั้แ่จุติลงมา
เขาฟาดแท่งเหล็กใส่ศีรษะชายคนที่เตะใบหน้าเขาเต็มวงสวิง เสียงโลหะปะทะกระดูกดังลั่น เือุ่น ๆ สาดกระเด็นใส่ใบหน้าของแอซ กลุ่มคนที่กำลังรุมทำร้ายแครอลต่างพากันตกตะลึง ในชั่วขณะนั้น สายตาของแอซที่แดงก่ำไม่ต่างอะไรจาก ปีศาจ
ผู้ชายอีกสองคนวิ่งพุ่งเข้าใส่แอซ แอซฟาดแท่งเหล็กใส่ขาคนหนึ่งจนล้ม เสียงกระดูกหักดังกร๊อบ แต่อีกคนพุ่งใส่เขาจนล้ม แท่งเหล็กในมือของแอซหลุดกระเด็น ชายคนนั้นขึ้นนั่งทับแอซพร้อมกับบีบคอแอซด้วยความโกรธ แอซที่กำลังสำลักมองเห็นแหวนแต่งงานที่นิ้วของชายคนนั้น มันไม่ใช่แหวนของเอลล่า แต่ความเกลียดชังก็เข้าครอบงำ
แอซถูกบีบคอจนตาถลน เขาใช้นิ้วโป้งทั้ง 2 ข้าง แทงลูกตาอีกฝ่ายอย่างจงใจ จนชายคนที่บีบคอแอซร้องด้วยความเ็ปจนปล่อยมือจากคอของแอซ ผู้หญิง 2 คนที่เห็นภาพที่เกิดขึ้นถึงกับผวาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น การต่อสู้นี้มันไม่ใช่การต่อสู้ของคนธรรมดาแล้ว ผู้หญิงทั้งสองคน กับผู้ชายที่ถูกตีขาต่างพากันเข้ามาช่วยชายที่ถูกฟาดหัว และ ชายที่ถูกแทงตาพาออกจากห้องของแครอล
ในขณะที่แอซยังสำลักหลังจากที่ถูกบีบคอไป แอซที่เริ่มตั้งสติได้เขาก็ใต่อมือที่เปื้อนเืของเขา เืของเขาและเืของชายคนนั้น ก่อนที่เขาจะมองไปเห็นร่างของแครอลที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น แอซรีบเข้าไปประคองแครอล พร้อมกับร้องเรียกพระเ้าอย่างลนลาน เขารีบอุ้มร่างของแครอลไปขึ้นรถแล้วรีบพาไปโรงพยาบาล
หลังจากที่แอซส่งแครอลถึงโรงพยาบาล ในระหว่างที่เขารอรักษาเขาทั้งเศร้า โกรธ และ สับสน ภาพมือที่เปื้อนเืของเขายังคงหลอกหลอนเขา เขาก้มลงมองฝ่ามือของตัวเอง มันคือมือที่เคยเยียวยาาแนับล้านดวงิญญา แต่ตอนนี้มันเปื้อนเืจากการทำลาย "ข้า...ได้เลือกความมืดมิดเสียเอง" เขาพึมพำกับตัวเอง ตัวเขาในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับลูซิเฟอร์ตัวจิ๋วเลย เขาได้พิสูจน์แล้วว่า มนุษย์ไม่ต่างอะไรจากทูต์ผู้หยิ่งยโสที่เลือกความพินาศ
หลังจากผ่านไปได้สองวัน โรเบิร์ต, วิลเลียม, ริชาร์ด และ ลินดา ต่างพากันมาเยี่ยมแครอล แต่ตอนนี้แครอลอยู่ในสภาพของเ้าหญิงนิทรา สภาพของแอซก็ย่ำแย่ไม่ต่างกัน เขาคอยนั่งเฝ้าแครอล แม้ว่าเขาจะอยู่ในชุดของคนป่วย ผ้าพันแผลเต็มตัว ทุกคนต่างเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ทุกคนจะบอกให้แอซไปพัก แต่แอซเขาไม่ยอมลุกจากที่นั่งข้างเตียงของแครอลเลย เขาพยายามสวดภาวนาต่อพระเ้า เขารู้ว่าพระเ้าเห็นและรับรู้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมันยิ่งทำให้เขารู้สึกเศร้าและเสียใจ ถ้าเขาไม่ละทิ้งหน้าที่เื่พวกนี้อาจไม่เกิดขึ้น ถ้าเขาไม่อยู่ที่นี้พระองค์อาจช่วยแครอลและเอลล่าก็ได้ ถ้าเขายังเป็อัครทูต์คงช่วยทั้งสองคนได้แล้ว เขาทั้งเศร้า โกรธ และ สับสน ภาพมือที่เปื้อนเืยังคงหลอกหลอนเขา "ข้า...ได้เลือกความมืดมิดเสียเอง" เขาพึมพำกับตัวเอง ตัวเขาในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับลูซิเฟอร์ตัวจิ๋วเลย เขาได้พิสูจน์แล้วว่า มนุษย์ไม่ต่างอะไรจากทูต์ผู้หยิ่งยโสที่เลือกความพินาศ
แม้จะผ่านมาแล้ว 1 เดือน แอซออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่แครอลก็ยังไม่ฟื้น จนถึงตอนนี้อเมริกาก็ยังไม่ได้ประกาศเข้าร่วมา แอซ, โรเบิร์ต, วิลเลียม, ริชาร์ด ต่างแวะเวียนกันมาดูแลแครอลเสมอ โดยเฉพาะลินดา แม้ว่าเธอจะต้องดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแต่เธอก็หาเวลามาเยี่ยมแครอลเสมอ แอซเดิมทีเขาจะทำงานในโรงพยาบาลรัฐ แต่เพราะเขายอมรับตนเองไม่ได้ เขาเลยเปลี่ยนใจไปทำงานเป็ทหารแพทย์แทน แอซยังเป็ห่วงแครอล แต่เขาก็ผิดหวังกับตัวเองเกินกว่าอยากจะมีชีวิตอยู่ เขาได้แต่หวังลึก ๆ ว่างานนี้จะพาเขาไปที่ใดสักที่
แอซถูกย้ายไปประจำการที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ตอนนี้ก็ธันวาคม 1941 เขาได้มาประจำการ 2 เดือนแล้ว ในทุก ๆ เดือนเขาจะส่งเงินให้ลินดาเพื่อเป็ค่าใช้จ่ายในการดูแลแครอล ตอนนี้แม้ว่าแครอลจะยังไม่ฟื้นแต่ลินดาก็พาเธอมาพักอยู่ที่สถานเลี้ยงกำพร้าพร้อมกับสร้างห้องใหม่ให้แครอลอยู่ แอซได้แต่หวังว่าสักวันแครอลจะฟื้นขึ้นมา ในระหว่างที่เขากำลังเช็คยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่นั้น เพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกโจมตีโดยเครื่องทิ้งะเิ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แอซถูกแรงะเิจนหมดสติ พอเขาฟื้นขึ้นมาที่ที่เขาอยู่ก็เต็มไปด้วยศพ และเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากคนเจ็บ แอซรีบเข้าไปดูอาการคนป่วยและหาผู้รอดชีวิต
โอกินาวา (Hacksaw Ridge)
หลังจากเหตุการณ์ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ อเมริกาประกาศเข้าร่วมาเต็มตัว หลังจากนั้นแอซเข้าร่วมหลายสนามรบในฐานะทหารแพทย์ เขาต้องเห็นคนตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาถูกส่งไปเข้าร่วมยุทธการที่โอกินาวา แอซได้พบกับ พลทหารเสนารักษ์ เดสมอนด์ ดอสส์ เขาเป็นายทหารที่เข้าร่วมาโดยไม่ถืออาวุธ แอซมองเดสมอนด์ ดอสส์ ด้วยสายตาเศร้าหมอง เขาไม่เข้าใจในการกระทำของเดสมอนด์เลย วันหนึ่งแอซได้เข้าร่วมยุทธการที่ผามาเอดะ หมู่ของเขาจึงได้ร่วมกับหมู่ของเดสมอนด์ เพื่อปฏิบัติการโจมตียึดเนินสูง แอซจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับเดสมอนด์ ในคืนก่อนเริ่มยุทธการ
"เดสมอนด์ นายยังเหลือสายห้ามเืบ้างไหม" แอซพูดในขณะที่เขากำลังตรวจยุทธภัณฑ์
"ผมมีเหลืออยู่ 2 สายครับ คุณละ" เดสมอนด์ตอบ เขาเองก็ตรวจเช็คยุทธภัณฑ์อยู่เหมือนกัน
แอซที่ได้ยินแบบนั้น เขาก็โยนสายห้ามเืสายหนึ่งให้เดสมอนด์ "ฉันมี 4 สาย เราแบ่งให้เท่า ๆ กันแล้วกัน"
"ขอบคุณ" เดสมอนด์ตอบกลับพร้อมรับน้ำใจของแอซ
"เดสมอนด์ ทำไมนายถึงไม่พกอาวุธล่ะ" แอซถามพร้อมกับมองตาของเดสมอนด์
เดสมอนด์ยิ้มและขำแห้ง ๆ ออกมา "ถึงคุณไม่ใช่คนแรกที่ถามผมนะ แอซ แต่ก็นะ ผมแปลกใจมากกว่าที่คุณเพิ่งมาถามผมตอนนี้"
เดสมอนด์หยุดตรวจของก่อนจะหันมาพูดกับแอซอย่างจริงใจ "ผมขอต่อพระองค์ไว้นะ ผมขอพระองค์ไว้ว่าผมมาเพื่อช่วยคนเท่านั้น ดังนั้นจึงขอให้พระองค์ช่วยพาผมกลับบ้านแบบมีชีวิตนะ"
แอซที่ได้ยินแบบนั้น ภาพของแครอลกับภาพของเอลล่าแวบขึ้นมาในหัวของแอซ แววตาของแอซเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
"ฉันดีใจที่นายเชื่อใจในพระองค์" แอซนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "แต่บางครั้งพระองค์ก็เลือกที่จะเฝ้ามอง คุณเป็คนดีเดสมอนด์ ผมอยากให้คุณได้กลับบ้าน" แอซพูดจบเขาก็ก้มหน้าลงไปตรวจของต่อ
เช้ารุ่งขึ้นทหารทุกคนเริ่มโจมตี ตามปฏิบัติการในการโจมตีครั้งนี้ กลายเป็ศึกยืดเยื้อ ฝ่ายอเมริกาไม่สามารถบุกเข้าไปเพื่อยึดที่มั่นได้ ในระหว่างการบุกยึดนั้น กองทัพญี่ปุ่นใช้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุน จนฝ่ายแอซต้องล่าถอย ในระหว่างที่กำลังล่าถอยนั้นะุปืนใหญ่ลูกหนึ่งตกลงมากลางกองทัพ ทุกคนกระเด็นตามแรงะเิ ฝ่ายญี่ปุ่นเริ่มบุกไล่โจมตีเข้ามา แอซฟื้นขึ้นมาสติเลือนราง เขาถูกเศษไม้แทงเข้าขาข้างขวาและท้อง ตัวเขาถูกศพทหารนายหนึ่งทับตัวเขาอยู่ เขาคิดว่าคงมาได้เท่านี้ ในระหว่างนั้น เขาเห็นชายคนหนึ่งลุกขึ้นแบกทหารคนแล้วคนเล่า ด้วยสติที่เลือนรางเขาไม่รู้ว่าเป็ใคร จนกระทั่งชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้แอซ "แอซ อยู่กับผมก่อน" แอซที่ได้ยินเสียง เขาก็ใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนพูดออกไป "เดสมอนด์หรือ" แอซพูดด้วยลมหายใจที่โรยริน "คุณไปเถอะเอาอุปกรณ์ผมไปซะ คุณยังต้องกลับบ้าน" เดสมอนด์พยายามยกศพออกจากตัวของแอซ พร้อมกับดึงเอาป้ายทหารของพลทหารมาด้วย "ผมเหนื่อยแล้ว พระองค์ทรงผิดหวังในตัวผม คุณไปเถอะ" แอซยังคงพูดอยู่ "พระองค์ไม่ใจแคบแบบนั้นหรอก" เดสมอนด์พูดพร้อมกับแบกแอซขึ้นหลัง พาไปที่ปลอดภัย พอมาถึงเดสมอนด์บอกให้นายทหารที่พอจะขยับได้ใช้ผ้าห้ามเืแอซเอาไว้ก่อน เดสมอนด์ก้มลงมาคุยกับแอซ "ผมยังต้องไปช่วยคนอื่นต่อ ช่วยสวดภาวนาให้ผมด้วย" เดสมอนด์พูดเสร็จก็วิ่งออกไปช่วยพลทหารนายอื่นอีกครั้งโดยที่ไม่มีอาวุธ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร ดวงตาของแอซที่พร่ามัว กลับมองเห็นแผ่นหลังของเดสมอนด์ที่วิ่งออกไปช่วยคนโดยไม่มีอาวุธ ชัดเจนทั้งที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นควัน แอซจึงได้สวดภาวนา "ข้าบุตรของท่าน ราฟาเอล ขอสวดภาวนาแก่พระองค์....."