บทที่ 17 คนที่ไม่สมควรเป็คน ลู่เหล่าเอ้อร์
"ไม่ผิด นี่คือการข่มขู่!"
ลู่เยี่ยมองจ้องเซวียไป๋ซงอย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
เสียงของเขาดังลอยกลับมาว่า "เ้าเป็หนี้ชีวิตของท่านอารองข้าหนึ่งชีวิต ในภายหลัง ข้าจะทวงคืนด้วยมือของข้าเอง!"
ใบหน้าแก่ ๆ ของเซวียไป๋ซงยิ่งดูน่าเกลียดขึ้น ทรวงอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง
แต่สุดท้ายเขาก็กลั้นความโกรธในใจเอาไว้ได้
เพราะมีเซี่ยหลิงชิวอยู่ ทำให้เขาไม่กล้าทำอะไรหุนหันพลันแล่นอีกต่อไป!
"ท่านแม่ทัพ ข้าอยากขอให้ท่านอาจารย์หยวนคุนไปด้วยกัน ขอท่านโปรดอนุญาตด้วย!"
ลู่เยี่ยเดินมาถึงข้างเซี่ยหลิงชิว ก็ประสานมือคำนับ
วันนี้อาจารย์หยวนคุนยอมสละทุกสิ่ง เพื่อออกหน้าปกป้องเขา จนได้รับาเ็สาหัส ลู่เยี่ยย่อมไม่อาจจากไปเฉย ๆ ได้
เซี่ยหลิงชิวพยักหน้าตอบ "ได้!"
"ขอบคุณท่านแม่ทัพ!"
ลู่เยี่ยค้อมกายคำนับอีกครั้ง
หัวใจของหยวนคุนเริ่มปั่นป่วน ไม่อาจสงบลงได้เป็เวลานาน
เขาไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของลู่เยี่ย หลังจากผ่านเหตุการณ์วันนี้ สำนักศึกษาเทียนเหอย่อมไม่อาจให้ที่ทางแก่เขาได้อีกต่อไป การอยู่ต่อไปมีแต่จะนำภัยมาให้
"ไปกันเถอะ สำนักศึกษาเทียนเหอแห่งนี้ ไม่อยู่ก็ดีแล้ว!"
เซี่ยหลิงชิวพาลู่เยี่ย ลู่ผิง และหยวนคุนจากไปพร้อมกัน
ั้แ่ต้นจนจบไม่มีใครกล้าขัดขวาง
"เดินหมากผิดพลาดไปเพียงตาเดียว ความสำเร็จที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมกลับพังทลาย! ก่อเื่ใหญ่ถึงเพียงนี้ จะจบลงได้อย่างไรกันเล่า..."
เ้าสำนักเซวียไป๋ซงถอนหายใจยาว ดูเหมือนคนไร้ิญญา
เื่ราวในวันนี้วุ่นวายเกินไปแล้ว
หากถูกกรมโหรหลวงแห่งต้าเฉียนสืบสวน ตัวเขาในฐานะเ้าสำนักย่อมหนีไม่พ้นความผิด!
"ท่านเ้าสำนักไม่ต้องกังวล พวกเราทำเพื่อตระกูลพาน ตระกูลพานย่อมไม่ยืนดูอยู่เฉย ๆ แน่"
ผู้าุโสูงสุดหลี่ฉางเฟิงก้าวเข้าไปข้างหน้าแล้วส่งเสียงกระซิบ
เขาาเ็สาหัส ทุกข์ทรมานและอิดโรย โดยเฉพาะความตายของหลี่ทั่วหลานชายที่ทำให้ใจของเขาเต็มไปด้วยความแค้น
"ตระกูลพาน?"
เซวียไป๋ซงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "เซี่ยหลิงชิวก็คือแม่ทัพอาภรณ์สีแดงที่มาจากตระกูลเซี่ย ซึ่งเป็ตระกูลใหญ่ผู้พิทักษ์แคว้น และนางเป็น้องสาวแท้ ๆ ของอ๋องฟู่ไห่!"
"ตระกูลพานกินดีหมีหัวใจเสือเข้าไปหรือ ถึงกล้าไปขัดแย้งกับเซี่ยหลิงชิว?"
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความท้อแท้
หลี่ฉางเฟิงส่งเสียงกระซิบ "ท่านเ้าสำนักลืมไปแล้วหรือว่า ตระกูลพานมีผู้หนุนหลังที่ยิ่งใหญ่อยู่ในราชวงศ์ต้าเฉียนด้วยเช่นกัน?"
เซวียไป๋ซงอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที "ข้าเกือบลืมเื่นี้ไปเลย!"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วสั่งการว่า "ข้าจะไปพบคนจากตระกูลพาน เ้ากับเหล่าผู้าุโคนอื่น ๆ ไปจัดการเื่ในวันนี้"
"จำไว้ ต้องปิดข่าวนี้ให้ได้ ถ่วงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้!"
"ขอรับ!"
หลี่ฉางเฟิงรับคำสั่ง
การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ใครเล่าจะยอมก้มหัวให้ความตาย?
เซี่ยหลิงชิวจะเก่งกาจเพียงใดก็ตาม ตราบใดที่ตระกูลพานลงมือ ก็ยังพอจะหาทางประนีประนอมได้บ้าง!
.....
ณ ประตูใหญ่ของสำนักศึกษาเทียนเหอ
บริเวณข้างรถม้าจุ้ยเฟิงที่เป็ของกรมปราบปีศาจ
"ลู่ผิง เ้าจงไปหารถม้าสักคัน แล้วพาท่านอาจารย์หยวนคุนไปด้วย จากนั้นก็ตามพวกเราไปข้างหลัง"
ลู่เยี่ยเอ่ยกำชับ
ลู่ผิงเข้าใจดีว่าลูกพี่ลูกน้องยังมีเื่ต้องพูดคุยกับแม่ทัพอาภรณ์สีแดงเซี่ยหลิงชิว จึงรีบออกไปพร้อมกับหยวนคุนก่อนทันที
"แม่นางนั่วนั่ว พวกเราได้พบกันอีกแล้วนะ"
ลู่เยี่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม
คนที่กำลังบังคับรถม้าจุ้ยเฟิงนั้นก็คือหญิงสาวที่เขาเรียกว่าแม่นางนั่วนั่วนั่นเอง นางมีนามว่าถังนั่ว เป็ศิษย์ของเซี่ยหลิงชิว
"หึ!"
หญิงสาวกลอกตาอย่างแรง ก่อนจะหันหน้าหนีอย่างไม่คิดสนใจลู่เยี่ย
"ลู่เยี่ย เ้าตามข้ามา"
เซี่ยหลิงชิวเดินขึ้นรถม้าจุ้ยเฟิงเป็คนแรก
"เคารพเชื่อฟังย่อมดีกว่าขัดคำสั่ง"
ลู่เยี่ยตามขึ้นไปบนรถม้า
"เฮ้อ ไม่นึกว่าเ้าเด็กคนนี้จะสามารถเกาะกิ่งไม้สูงของเซี่ยหลิงชิวได้ ข้าดูถูกสายสัมพันธ์ของเขาไปเสียแล้ว!"
จนกระทั่งรถม้าจุ้ยเฟิงแล่นห่างออกไปไกล ที่ด้านข้างประตูใหญ่ของสำนักศึกษาเทียนเหอ เหล่าเกาผู้ดูแลประตูค่อย ๆ เดินออกมาจากกระท่อมหินหลังหนึ่ง
"เพียงแต่ว่า น้ำของตระกูลลู่นั้นขุ่นเกินไป คลื่นลมที่ก่อขึ้นก็ใหญ่เกินไป ถึงแม้เซี่ยหลิงชิวจะเป็สตรีผู้ฉลาดที่มีตำแหน่งและอำนาจสูงส่ง แต่นางคงไม่ยอมเข้าไปพัวพันด้วยอย่างง่ายดายหรอก..."
เหล่าเกาบ่นพึมพำ มือถือปล้องยาสูบแล้วสูบเข้าไป ใบหน้าแก่ชราที่เต็มไปด้วยริ้วรอยปรากฏขึ้นราง ๆ ในม่านควัน
......
รถม้าจุ้ยเฟิงค่อย ๆ แล่นเข้ามาในถนนและตรอกของเมืองเทียนเหอ
ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและงดงาม หมอกควันจากกระถางธูปรูปสัตว์มงคลลอยขึ้นมาอย่างช้า ๆ
"สามปีไม่ได้พบกัน ฝีมือของเ้านี่ดูเหมือนจะยิ่งร้ายกาจขึ้นทุกที"
เซี่ยหลิงชิวเหลือบมองลู่เยี่ยด้วยหางตา พร้อมใบหน้าที่ดูคล้ายจะมีรอยยิ้ม
อาภรณ์สีแดงราวกับเปลวเพลิง ร่างที่สูงเพรียวและน่าหลงใหลของนางพิงอยู่บนตั่งขนสัตว์นุ่มขาวดุจหิมะ
ขาหยกที่เรียวยาวของนาง แม้จะงอเล็กน้อยแต่ก็ยังดูยาวมาก
"ท่านแม่ทัพกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"
ลู่เยี่ยถามด้วยความเครารพ
เนื่องจากพื้นที่ในรถม้าไม่ได้กว้างมากนัก แม้ลู่เยี่ยจะพยายามนั่งในมุมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ยังคงอยู่ใกล้เซี่ยหลิงชิวมาก
ใกล้จนเขาสามารถเห็นเงาร่างของตัวเองที่สะท้อนในดวงตาใสกระจ่างอันมีเสน่ห์คู่นั้นของเซี่ยหลิงชิวได้อย่างชัดเจน
ส่วนเรือนร่างอ้อนแอ้นที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งงดงามของเซี่ยหลิงชิวนั้น ย่อมสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
เซี่ยหลิงชิวเผยรอยยิ้มเย็น "เ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าไม่รู้ว่าเ้าตั้งใจใช้นั่วนั่วเป็เหยื่อล่อ เพื่อหลอกให้ข้าติดกับ และช่วยเ้าจัดการเื่ราว?"
ลู่เยี่ยกะพริบตาปริบ ๆ กล่าวอย่างน้อยใจว่า "ท่านแม่ทัพใส่ร้ายข้า! ข้าเป็คนซื่อสัตย์และเรียบร้อยเช่นนี้ จะกล้าใช้ประโยชน์จากท่านแม่ทัพได้อย่างไร?"
"เลิกแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่กับข้า!"
เซี่ยหลิงชิวอดไม่ได้ที่จะกลอกตา จากนั้นก็กล่าวว่า "หากเ้าเป็คนซื่อสัตย์ นั่วนั่วจะยังโกรธแค้นเ้ามาจนถึงตอนนี้หรือ?"
"พวกคุณชายเสเพลในเมืองหลวงที่ถูกเ้าหลอกไปจนหมดเนื้อหมดตัวในตอนนั้น ถึงกับต้องสาปแช่งเ้าว่า 'คนที่ไม่สมควรเป็คน ลู่เหล่าเอ้อร์' ได้อย่างไร?"
เมื่อสามปีก่อน ลู่เยี่ยเคยสร้างความประทับใจให้กับเมืองหลวงในฐานะจ้วงหยวนด้านวิถียุทธ์ และได้ก่อเื่ใหญ่โตมากมายที่สร้างความฮือฮา
บุตรหลานผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่หลายตระกูลต่างเคยตกเป็เหยื่อของลู่เยี่ย และยังคงเก็บความแค้นไว้ในใจมาจนถึงวันนี้
แต่ลู่เยี่ยกลับกล่าวว่า "ใส่ร้าย! นี่เป็การใส่ร้ายอย่างแท้จริง! พวกเขาต่างหากที่ะโลงหลุมเอง มันเกี่ยวกับข้าตรงไหน?"
เซี่ยหลิงชิวรู้สึกขำ ไม่อยากเถียงกับลู่เยี่ยให้เสียเวลา นางจึงกล่าวตรง ๆ ว่า "หากเ้าไม่สามารถแก้ไขคำสาปของปีศาจกู่พิษเผาใจได้ ข้าจะส่งเ้ากลับไปที่สำนักศึกษาเทียนเหอทันที และมอบเ้าให้เซวียไป๋ซงจัดการ!"
ลู่เยี่ยรวบรวมสติ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามว่า "ขอถามท่านแม่ทัพ ท่านพบปีศาจกู่พิษเผาใจที่ใดหรือขอรับ?"
เซี่ยหลิงชิวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "เื่นี้เกี่ยวข้องกับความลับระดับหนึ่งของกรมปราบปีศาจ ข้าไม่สามารถบอกเ้าได้"
ความลับระดับหนึ่ง!
ลู่เยี่ยดูเหมือนจะคิดอะไรได้บางอย่าง
สามกรมใหญ่ของต้าเฉียนต่างล้วนกุมความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ และความลับเหล่านี้ก็ถูกแบ่งออกเป็ระดับต่าง ๆ
เช่น ความลับระดับหนึ่ง มักจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์บ้านเมืองโดยรวม
มีเพียงใต้เท้าระดับอาภรณ์สีแดงขึ้นไปของสามกรมใหญ่แห่งต้าเฉียนเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึงความลับเหล่านี้!
"เ้าบอกมาเถอะ สามารถแก้ไขได้หรือไม่?"
เซี่ยหลิงชิวถาม
"ได้!"
ลู่เยี่ยให้คำตอบที่ชัดเจน
"จริงหรือ?"
เงาร่างของเซี่ยหลิงชิวที่เอนพิงอยู่ตรงนั้นอย่างเกียจคร้าน พลันลุกขึ้นนั่งตัวตรง ดวงตาที่งดงามเปล่งประกายขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ แล้วจ้องมองไปที่ลู่เยี่ยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
แม่ทัพอาภรณ์สีแดงผู้งดงามเหนือผู้ใดนี้ แสดงอาการเสียกิริยาออกมาให้เห็นซึ่งเป็สิ่งที่พบเห็นได้ยาก
ไม่มีใครรู้ว่านางาเ็รุนแรงเพียงใด
และยิ่งเวลาผ่านไป อาการาเ็ก็ยิ่งทรุดลงอย่างต่อเนื่อง จนร้ายแรงถึงขั้นใกล้จะหมดหนทางเยียวยา
ยิ่งไม่มีใครรู้ว่านางแบกรับความกดดันในใจมากมายเพียงใด
กระทั่งตกอยู่ในความสิ้นหวัง อนาคตมืดมนไร้แสงสว่าง
ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับคำสาปของปีศาจกู่พิษเผาใจ!
เซี่ยหลิงชิวเตรียมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว ถึงขั้นเริ่มคิดว่าหากตายไปจะจัดการเื่หลังความตายอย่างไร...
จนกระทั่งถังนั่วนำข่าวมาบอกว่า ลู่เยี่ยสามารถหาทางแก้คำสาปปีศาจกู่พิษเผาใจ และมีวิธีแก้ไขได้!
ในตอนนั้น เซี่ยหลิงชิวก็รู้สึกราวกับเห็นแสงสว่างเส้นเล็ก ๆ ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด!
จิตใจที่สิ้นหวังจึงเปลี่ยนแปลงไปเพราะเื่นี้
เซี่ยหลิงชิวเชื่อมั่นว่า แม้แต่ในแผ่นดินต้าเฉียนนี้ ผู้ที่สามารถรู้ถึงคำสาปของปีศาจกู่พิษเผาใจได้ ก็มีเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น
แต่ลู่เยี่ยกลับรู้เื่นี้โดยที่ยังไม่เคยพบนางด้วยซ้ำ
และยังบอกอย่างชัดเจนว่านางกำลังตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกต่อไป นี่เป็เื่เหลือเชื่ออย่างยิ่ง!
ด้วยเหตุนี้ เมื่อครั้งอยู่ที่สำนักศึกษาเทียนเหอ นางจึงตัดสินใจลงมือช่วยเหลือลู่เยี่ยอย่างไม่ลังเล!
ถึงแม้จะเดิมพันแล้วแพ้ นางก็ยอมรับ
คนที่ใกล้ตายแล้ว ย่อมกล้าเดิมพันทุกอย่าง!
เซี่ยหลิงชิวก็ไม่ได้คาดคิดว่า เมื่อนางยืนยันเื่นี้ด้วยตัวเอง จะได้รับคำตอบที่มั่นใจเช่นนี้จากปากของลู่เยี่ย
ลู่เยี่ยสังเกตเห็นว่าจิตใจของเซี่ยหลิงชิวกำลังปั่นป่วนอย่างมาก เขาจึงไม่กล้าปิดบังอีกต่อไป และกล่าวตรง ๆ ว่า
"ปีศาจกู่พิษเผาใจนั้น เป็คำสาปที่มุ่งเป้าไปที่จิติญญา เมื่อถูกสาปแล้ว ผู้ถูกสาปจะได้รับความทุกข์ทรมาน 'ราวกับมีมดกัดกินเนื้อและเื และจิติญญาถูกเผาไหม้' ทั้งร่างกายและจิตเทวะจะได้รับความทุกข์ทรมานจากพิษไฟกัดกิน"
"ยิ่งเวลาผ่านไปนาน อาการาเ็ก็จะยิ่งรุนแรง หากไม่ขจัดมันออกไปอย่างทันท่วงที ไม่เกินหนึ่งเดือน ย่อมจบลงด้วยการที่เส้นชีพจรหัวใจขาดสะบั้นและิญญาดับสูญ!"
ขณะที่พูด ลู่เยี่ยก็เงยหน้ามองใบหน้าอันงดงามหมดจดของเซี่ยหลิงชิว แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า "ข้าเห็นสีหน้าของท่านแม่ทัพ ท่านน่าจะเพิ่งโดนสาปมาไม่เกินสามวัน และก็โชคดีที่ท่านมีพลังบำเพ็ญสูงส่ง ยังไม่ได้รับาเ็ถึงรากฐาน ยังมีโอกาสรอดชีวิตอยู่!"
คำพูดเหล่านี้พูดตรงใจเซี่ยหลิงชิวอย่างยิ่ง นางพยักหน้าระรัว ความรู้สึกในใจปั่นป่วนราวกับระลอกคลื่น
ใช่ ๆ ๆ
ถูกต้องอย่างยิ่ง!
อาการเ่าั้ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่นางเผชิญอยู่ในตอนนี้ ไม่เพียงแค่คล้ายคลึงกันเท่านั้น แต่เรียกว่าเหมือนกันทุกประการ!