เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 58 ปลายทาง

         ชั่งคะเนเรื่องทั้งหมด ท้าวรณชัยไม่เอาท้าวเทศไว้แน่


    อีกตัวแปรบุคคลสำคัญ ซึ่งหมายหัวคือบักลายสือ


    จากเด็กที่เคยสนทนาด้วย คราวสมัยรับจ้างขนเกลือเป็นเหยื่อล่อมาฆ่า


    จำติดตา บุคลิกนิ่งเงียบเหมือนน้ำไหลลึกลักษณะจับทางยาก


    ขนาดมังคลาพราหมณ์ ยังกำจัดไม่ได้เพราะประมาทเกินไปในวัยที่มองข้าม


    อันจะสามารถรับมือ ท้ายนึกว่ามันตายในกรงขัง 


    ตอนท้าวเทศหอบหิ้วมาถึงท้องพระโรง นำพาปรากฏตัวต่อองค์เลอสรวง


    ซึ่งขณะนั้นถูกอสูรครอบงำ จึงบอกปัดทายาทสืบทอด


    หนำซ้ำยังสั่งจองจำ ยัดเยียดคดีแอบอ้างหวังสร้างความชอบธรรม


    ช่วงนั้นท้าวรณชัยเองก็แทบแย่ ปลีกมารักษาอาการฟื้นฟูสภาพ 


    หลังจากถูกอสูรที่สิงอยู่ สละย้ายเข้าสวมในกาย กุมจิตใจองค์กษัตริย์แทน


    เก็บตัวในคุ้มเรือน ปล่อยให้ปุโรหิตมังคลามีบทบาทเต็มที่


    แต่ก็คอยฟังข่าวคราวจากบักสาก โดยจ้างวานมันช่วยเป็นหูเป็นตา


    พอผ่านมาหมดยุคมังคลา ถึงไม่รู้ว่าพวกฝั่งตรงข้ามใช้เวลาเผยแผ่อิทธิพล


         “อ้ายขอสา เซาเอาเงินตราส่งส่วยสักบึด”


    ต่อหน้าข้าราชบริพาร ท้าวรณชัยต้องคล้อยตามจามรเทวีทุกอย่าง


    หากวันนี้ได้คุยกันสองต่อสอง ในเรื่องสำคัญควรจัดการได้แล้ว


    เอ่ยจะงดส่งบรรณาการทั้งหลายแก่ท้าวแสนขร บิดาจามรเทวีสักระยะ


    เหตุผลต้องใช้ทุนจำนวนนั้น หนุนกองทัพสำหรับยกไปปราบพวกกระด้างกระเดื่อง


    ตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่ถูกล้างสมองโดยคณะประชาธิปไตย 


    แทรกซึมเข้าถึงมวลชายขอบ ปลุกระดมเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ


    เจตนาตัดขาดระบบควบคุมจากส่วนกลาง ซึ่งไม่กระจายความเสมอภาคสู่ประชาชน


    แบบแผนนำเยาวชนรุ่นใหม่ ท้าวฟ้าฟื้นทายาทโดยชอบธรรม


    ยกขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อต่อต้านวิธีบริหารของผู้สำเร็จราชการจามรเทวี


    มุ่งโจมตีข้อจวนเจียนพาบ้านเมืองล่มจม ดุจท้องพระคลังโดนปล้น


    เพราะต้องแบ่งให้กับอีกเพชบุระนคร จนกระทั่งราษฎรขาดแคลน


    แทนที่รัฐจะมีทรัพย์สำรองไว้ยามเดือดร้อนบ้าง


    แต่เหมือนกับไร้น้ำหนักใดมาค้านได้ เนื่องจากอำนาจอยู่ในมือชนชั้นสูง


         “อยากเฮ็ดหยัง กะเฮ็ดโลด”


    บรรยากาศอึมครึ้มมาตลอด ตั้งแต่ถกเถียงกันในข้อพันธะบีบรัด


    พระนางแยกตำหนัก เพราะโดนขัดใจตรงท้าวรณชัยพยายามผิดสัญญา


    ต่อคำสัจจะเคยให้ไว้ โดยพอเป็นใหญ่ก็เผยท่าที


         “เว้ากันดี ๆ ได่สักเทือบ่”


    คำขออยากพูดคุยแบบสันติ ท้าวรณชัยลดทิฐิเข้ากอดเมีย


         “บ่ต้องมาใกล้ ไสไล่ข่อยแต่ก่อน”


    อาการงอนที่เก็บไว้ในใจ จามรเทวีทวนพูดออกมา


    ครั้งเมื่อทะเลาะกัน ถูกผัวตะโกนไล่หลังดั่งท้าทายไม่ให้กลับมายังปราสาทหลัก


    พระนางเล่นละเลงทรัพย์ขยับขยายตำหนักในส่วนพำนักซะเลย อันเหมือนประกาศว่าใครเป็นใคร


         “โอ้น้อ ปากหมา ๆ คึอ้าย น้องนางอย่าถือสาเถาะ”


    ความรักไร้เงื่อนไข ขั้นสวมเขาให้องค์เลอสรวงยังกล้าทำ


    แค่กิริยาบึ้งตึงของจามรเทวี ท้าวรณชัยสวามีรีบเอาใจ


         “เหมิดทุกอย่าง กะญ้อนเฮ็ดให้เจ่าสมใจ”


    ยกการกระทำล้วนสำหรับจามรเทวี เพื่อจุดหมายสำเร็จ


    คิดถึงความหลังกรณีความจำใจ จามรองค์หญิงที่ไม่มีทางเลือก


    สมัครรักใคร่กับอีกบุรุษ หากยอมทำตามประสงค์บิดา


    กว่าจะมายืนบนสุดได้ ฝ่าฟันความทรมานอันประสบฝืนตัวเอง


         “อย่าลืม พวกมันบ่ธรรมดาเด้อ”


    ตอกย้ำตรงนี้ โดยเชื่อว่ากลุ่มท้าวเทศไม่ใช่อาศัยดวงที่รอดไปได้ทุกครั้ง


    สิ่งควรระวังยังมีของดีคุ้มกาย กิตติศักดิ์ความขลังแหวนวิเศษติดตัวลายสือ


    ข่าวลือระบือมาถึงหูพระนาง พลอยกังวลถ้าท้าวรณชัยพลาด


         “แม่หยัวของข่อย ถ่าเบิ่งควมบรรลัย สิเกิดขึ้นเร็ว ๆ หนิ”


    ปรามาสไว้ ท้าวรณชัยเอาจริง ก่อนอื่นส่งราชสาส์นถึงบรรดาเจ้านคร


    เรียกตัวให้เข้าเฝ้า เพื่อแสดงจุดยืนจะอยู่ข้างใคร


    อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ย่อมรู้ในกฎเกณฑ์พระเดชพระคุณ


    อภิสิทธิ์บารมีสะสม พอจะมีพรรคพวกซึ่งคาดการณ์มากโข


    ทั้งกองทัพเถื่อน ที่ลอบรวบรวมเลี้ยงไว้ตามซุ้มระแวกชนบทห่างไกล


    สิ่งอันมั่นใจในการปราบกบฏ ท้าวรณชัยพร้อมเคลื่อนพล


    ก่อนเดินทางได้สะสางความหมางเมินกับพระนางจามรเทวี


    ตักตวงเสพสุข ส่งท้ายภารกิจพิชิตพวกเห็นต่างจากระบอบเดิม


    ...นคร*ตักสิลาถิ่นของท้าวกันทร พ่อตาท้าวเทศปกครอง


    ได้นางอุทัยวรรณอนุภรรยา ย้อนกลับมาพึ่งใบบุญบิดา


    เมืองที่มีสำนักปราชญ์ขึ้นชื่อ ตั้งอยู่ทั่วหัวระแวก


    ส่งผลผู้คนในชุมชน มีความรู้ สามารถอ่านออกเขียนได้


    จากราก*อักษรพราหมีผสมผสานกับขอมหล่อหลอมเป็นบาลี สันสกฤต


    ที่พัฒนานำมาใช้ จนนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้ศึกษา


    หลักศิลาตอกลิ่ม บอกเล่าความแตกฉานของบัณฑิต


    แหล่งซ่องสุมมวลผู้มีทัศนะกว้าง มองถึงอนาคต


    หลายสำนักมีภูมิหลัง อุดมคติไม่ตรงกับนโยบายของผู้นำแต่ละยุค


    จึงถอยออกมาจากวงจรลัทธินั้น แล้วตั้งสถาบันสอนวิชารัฐศาสตร์ขึ้นมา


    ตาสี ตาสา ชาวประชาทั่วไป สามารถเข้าร่วมถกประเด็นการเมือง


    เขตซึ่งถูกมองว่าหัวแข็ง ไม่ขานรับคำสั่งใดอันขัดกับหลักมนุษยธรรม


    ไม่มีไพร่ ไม่มีทาส และไม่มีชนชั้นกำกับ บุคคลเจ้านครทุกรุ่น ถูกยอมรับผ่านการนับคะแนนเทให้


    ได้ใจจากมติแต่ละชุมชน ซึ่งแบ่งซอยลำดับผลัดกันอาสาในหน้าที่ ทุกห้าปีมีพิจารณาคัดสรร


    นี่คือสิ่งนครตักสิลาซักซ้อม ยืนยันเพื่อวันข้างหน้าจะเป็นเอกเทศ


    เห็นต่างแนวค่านิยมเดิม ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎบัญญัติอาณาจักรศรีจนาศะ


    ต้นแบบรัฐอิสระ ให้นครอื่นปรับโครงสร้างเจริญรอยตาม


    อดีตในฐานะเชื้อพระวงศ์ ท้าวเทศปฏิบัติกิจดั่งเป็นตัวแทนองค์เลอสรวง 


    ออกเยี่ยมเยียนชาวบ้าน ประสานงานเจ้านคร ถือเป็นสร้างพันธมิตรไปในตัว


    ท้าวเทศเห็นกับตาในความกระตือรือร้นของผู้คน อันแสวงหาเท่าเทียม


    เศรษฐีบ้านใหญ่ อย่างไรต้องพึ่งพาแรงงาน


    การรับจ้าง จ่ายเป็นเบี้ยอัฐสมน้ำสมเนื้อตามข้อตกลงทั้งสองฝ่าย


    ไม่ใช่นายจ้างกำหนดเอง เหมือนที่เคยรับรู้จากบทเรียนกดขี่ ราคาแลกเปลี่ยน


    นับวันความทันสมัย เข้าใกล้ถึงตัวประชาชนอย่างแท้จริง


    พื้นฐานรักษาศีลห้า พาให้พัฒนารวดเร็วเกิดผลต่อสังคม


         “เข้าท่า ๆ เด้หละ”


    เช้าวันท้าวเทศออกเดินตลาด สำรวจการทำมาหากินของชาวบ้าน


    ชมกับความขยันในชุมชน ปลูกผักไว้กินในครัวเรือน ที่เหลือก็มาแลกกันตามสะดวก


    ปลาแห้งแบ่งกัน เกลือกับข้าวสารทุกบ้านมีประจำพอเพียงปีต่อปี


    ดินสารคามน้ำดี ผลผลิตที่มีส่งไปขายต่างนคร เส้นทางสัญจรหลายสาย


    คุณภาพชีวิตเรียบง่าย กินอิ่มนอนหลับ ห่างไกลโรคภัย


    ชุมชนแต่ละที่ สร้างสามัคคีโดยการชักชวนมีส่วนร่วม


    เน้นสัมพันธ์มากกว่าฐานะทางการเงิน วัดคุณค่าของมนุษย์


    คนจนใช้หยาดเหงื่อแรงงาน ไม่งอมืองอเท้าขอใครกิน


    ประเภทมั่งมีก็ไม่ขี้เหนียว บริจาคช่วยสร้างสาธารณูปโภค 


    ยกระดับภาพพจน์ รวยแล้วเหลือกินเหลือใช้


    หอคำสำหรับอ่านหนังสือ อาศรมบริบาลตอบสนองความต้องการยามเจ็บป่วย


    บ่อน้ำตามแหล่งชุมชน ถูกหลักอนามัย ตรอกถนนขยับขยายเชื่อมโยง


    ทุกอย่างเข้าถึงง่าย แค่ตีระฆังหน้าจวนแจ้งความประสงค์


    เจ้านครคือผู้รับใช้ประชา อันว่าตามจริงในบริบทโปร่งใส


         “มื้อนี่สิพาอ้าย แวะหาครูบาเหรียญ”


    อุทัยวรรณเอ่ยถึงพระวัดป่า คราวนางมาถวายเพล สถานที่พบกับท้าวเทศ


    อุปนิสัยไปถึงไหนต้องเข้าไปกราบสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดนั้น ๆ


    ท้าวเทศเลยสนิทใจกับคนในท้องที่ อีกอานิสงส์เจอสตรีมีศีลธรรม


    มาลาเมียเอก นางรู้ช่วงจังหวะเพราะแหล่งตักสิลา 


    คือบ้านเกิดเมืองนอนของอุทัยวรรณ จึงให้เจ้าบ้านได้ทำหน้าที่


    สำหรับนางและรจนาทั้งสาโรจน์ เดินทางล่วงหน้าไปยังฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์นคร อันบิดารออยู่


    ...ปลายทางกองทัพ ยกมาประชิดนครตักสิลา


    เพราะคำตอบกลับในสาส์นที่ส่งคืน ไม่ยอมรับความกดดัน


    จากแต่ก่อนเคยทำตาม เนื่องเงื่อนไขภายใต้เมืองราช


    ท้าวกันทรไม่ยอมมอบตัวลูกเขย แก่เจ้าพระยารณชัย


    เพื่อให้รู้ว่าการมาครั้งนี้ของกองทหาร จะมาปราบกันง่าย ๆ ไม่ได้แน่


    ศักดิ์ศรีคนตักสิลา จะมาเหยียบย่ำชนิดกดหัวให้ทำตามประสงค์ทุกอย่างคงยาก


    ได้เตรียมการไว้ เมื่อมาลาถึงบ้านเก่า นางก็เล่าเรื่องราวให้บิดาท้าวจันไดฟัง 


    เหตุท้าวเทศทนไม่ไหว ปฏิเสธไม่รับใช้ในอาณัติของปุโรหิตมังคลา 


    ซึ่งเอานักบวชมาบริหารการเมือง แยกแยะไม่ออกปากท้องชาวบ้านสำคัญ


    และจามรเทวีที่เหมือนกับยกอาณาจักรศรีจนาศะ ต่อบิดาท้าวแสนขรแห่งเพชบุระ


    ครั้งพอมีราชสาส์นจากต้นเมือง บีบให้ส่งกองกำลังมาเสริม 


    วิสัยทัศน์ท้าวจันได เลยซ้อนแผนการตลบหลัง 


    รวบรวมคนกล้าฟ้าแดดสงยาง ทิ้งจอบทิ้งเสียม 


    สลัดคราบลุกขึ้นมาจับดาบสู้ร่วมกัน เคียงบ่าเคียงไหล่กับตักสิลา


    ด้านท้าวกันทรมั่นใจว่าไม่ได้สู้ลำพัง ยังมีคณะสนับสนุนตนอยู่


    เจ็ดวันอันตราย กำแพงเมืองถูกทหารหลวงเข้าบุกทะลวง 


    กะจะเอาตัวท้าวเทศไปตัดหัว เพื่อประจานต่อหน้า 


    รูปแบบสั่งสอน ไม่ให้นครไหนเอาเป็นเยี่ยงอย่าง 


    ท้าวรณชัยจึงสั่งให้ฆ่าทุกคน ที่อาจหาญขวางทาง


    พงศาวดารต้องจารึก อุบัติสงครามชาวนากับทหาร


    ทางเมืองหน้าด่านขามแก่น ยกพลมาล้อมทัพหลวงไว้


    ทั้งกองทหารครุฑดำของบิดา เจ้าพระยาลุ่มสุวรรณภูมิ ที่องค์หญิงคาระปง หรือคำปง 


    ส่งจดหมายขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน มาสมทบทันท่วงเวลา


    อีกขบวนคนซึ่งติดสอยห้อยตามบักลายสือมา นับหลายพันชีวิต


    กลับกลายเป็นว่า กองทัพหลวงโดนรุมจากบรรดานครที่ประสงค์แยกเป็นไท


    ความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พิสูจน์ให้เห็นเป็นไปได้


    ท้ายกองทัพจากราชสำนัก ก็พ่ายแพ้ต่อราษฎรชาวรากหญ้า


    *นครตักศิลาหรือจังหวัดมหาสารคามในปัจจุบัน


    ประกอบไปด้วยบ้านเชียงเหียน (อ.เมือง) เป็นชุมชนโบราณ


    ที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบขนาดใหญ่ พบหลักฐานการผลิต


    จำพวกเครื่องปั้นดินเผา และวัตถุโบราณจำนวนมาก


    เมืองโบราณกันทรวิชัย (โคกพระ) พบหลักฐานสำคัญ


    ยุควัฒนธรรมทวารวดี เช่น พระพุทธรูปยืนมงคล และพระพิมพ์ดินเผา 


    เอกลักษณ์โดยได้รับอิทธิพลพุทธศาสนา เผยแพร่จากอินเดีย


    กู่สันตรัตน์ (อ.นาดูน) ปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม (พุทธศตวรรษที่ 17-18)


    แสดงให้เห็นถึงการแผ่อิทธิพลทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู


    แหล่งโบราณคดีนาดูน พบพระบรมสารีริกธาตุ รวมทั้งพระพิมพ์ดินเผา ศิลปะทวารวดี


    กู่บ้านเขวา และกู่บ้านแดง หลักฐานโบราณสถานสมัยลพบุรี 


    ชุมชนเหล่านี้ มักตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่ม แม่น้ำชี 


    ตามหลักภูมิศาสตร์ เอื้ออำนวยต่อการกสิกรรม


    พื้นที่เหมาะสม สำหรับพัฒนาเป็นศูนย์กลางเมืองโบราณ


    *อักษรพราหมีของอินเดีย ซึ่งเป็นรากฐานของอักษรหลายชนิดในปัจจุบัน


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)


     


     


     


     


     


     


     


     

    คล้ายกับเรื่องเชียงยืนฟื้นฮัก ที่คุณอ่าน