ศึกษาวิถีผ่านวิถีของชีวิต
กัสเฝ้ามองน้องสาวทั้งสองอยู่นานหลายวัน แม้จะได้เห็นการสนับสนุนที่เกินกว่าคำว่า ‘เพียบพร้อม’ ที่ทั้งสองได้รับ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ายากที่จะวางใจได้
ความห่วงใยที่กัสมีต่อน้องสาวทั้งสองนั้น มีมากกว่าภรรยาคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก็ไม่มีใครคิดว่ามันไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นภรรยาคนอื่นๆ ข้ารับใช้ หรือคนที่คอยช่วยเหลือกัสและน้องสาวทั้งสอง
ทั้งนี้ก็เพราะว่านอกจากการที่พวกเธอเป็นน้องสาวของเขาแล้ว พวกเธอยังเป็นภรรยาของเขาด้วย ความสำคัญที่พวกเธอมีต่อเขาย่อมมีมากกว่าภรรยาคนอื่นเป็นธรรมดา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของกัส น้องสาวทั้งสองมีความสำคัญต่อเขามากอย่างที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้เพราะเขาได้ผ่านความทุกข์ทรมานร่วมกันมาแล้ว
แม้ว่าคนที่จดจำความทุกข์ทรมานในชีวิตก่อนได้จะมีเพียงเขาเท่านั้น แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่เขามีต่อน้องสาวทั้งสองลดน้อยลงไป
แต่ถึงจะเป็นห่วงยังไง กัสก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับน้องสาวทั้งสองจนลืมภรรยาคนอื่นๆ เขาเฝ้าดูพวกเธออยู่นานหลายวัน ก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ใช้ชีวิตร่วมกับบราวนี่และทุกคนในครอบครัว
กัสใช้เวลาที่อยู่กับครอบครัวผ่อนคลายจิตใจที่ตึงเครียด แต่เขาก็ไม่อาจผ่อนคลายได้อย่างแท้จริงเพราะความเป็นห่วงที่มีต่อน้องสาวทั้งสองซึ่งมีมากจนเขาไม่อาจวางใจได้
ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังจากกลับมา กัสใช้เวลาอยู่กับครอบครัวราวๆ ครึ่งเดือน ส่วนอีกครึ่งที่เหลือนั้น ส่วนหนึ่งใช้ไปกับการเฝ้าดูน้องสาวทั้งสอง
ความห่วงใยที่มากล้นนี้ทำให้ทุกคนที่ทำหน้าที่สนับสนุนน้องสาวทั้งสองของเขาอมยิ้มด้วยความชื่นชม
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะยิ้มและมองดูด้วยความชื่นชม อย่างน้อยที่สุดคนหนึ่งที่ไม่ค่อยจะพอใจนักก็คือ ไนน์เทลผู้เป็นแม่
ในฐานะของแม่เธอย่อมมีความสุขที่บุตรชายเป็นห่วงบุตรสาวมากถึงเพียงนี้ แต่เธอก็ทราบดีเช่นกันว่ากัสในตอนนี้ไม่อาจเสียเวลาไปกับความห่วงใยได้
ภาระหน้าที่ที่กัสต้องแบกรับนั้นสุดที่คนทั่วไปจะเข้าใจ แต่ในฐานะของแม่ ไนน์เทลจะไม่เข้าใจได้ยังไง เบื้องบนของตระกูลบอกให้เธอกับเลโอลอว์ทราบทุกเรื่อง ทั้งสองจึงรู้ดีว่าภาระที่กัสต้องแบกรับนั้นหนักหนาสาหัสถึงขนาดไหน
ด้วยเหตุนี้หลังจากรู้ว่ากัสเอาแต่เป็นห่วงน้องสาวจนไม่มีสมาธิกับการฝึกฝน ไนน์เทลก็ไปหากัสในทันทีด้วยใบหน้าที่ไม่รู้ว่ายินดีหรือไม่พอใจ
เมื่อกัสเห็นแม่ของเขา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า ก่อนจะทักทายด้วยความเคารพ
ไนน์เทลที่ในใจเต็มไปด้วยความคิดมากมาย แต่เมื่อได้เห็นหน้าของบุตรชาย ความคิดทั้งหมดก็หายไป เหลือเพียงความห่วงใยและความเอ็นดู
“กัส”
“ท่านแม่..”
สองแม่ลูกทักทายกันเล็กน้อย ก่อนจะเงียบไปชั่วอึดใจเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
สุดท้ายไนน์เทลก็ได้แต่ทอดถอนใจด้วยรอยยิ้มและเดินไปอยู่ที่ข้างกายกัส มองดูหน้าจอที่แสดงภาพของบุตรสาวทั้งสองซึ่งนอนหลับอยู่ใน ‘รัง’ ที่สร้างจากพืชหญ้าเวทมนตร์หลากหลายชนิดที่มีความสามารถในการบำรุงชีวิตและวิญญาณ
ไนน์เทลมองภาพนี้อยู่นานหลายอึดใจพลางพยักหน้าน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจ จากนั้นจึงหันไปมองกัสที่มีท่าทีเคร่งขรึม
“กัส ลูกไม่ต้องห่วงน้องมากขนาดนั้นก็ได้ พวกนางไม่เป็นอะไรแน่นอนแม่รับรองได้”
กัสได้ยินคำพูดนี้ก็อึ้งไปเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมองผู้เป็นแม่ด้วยความประหลาดใจปนสงสัย ก่อนที่เขาจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้ในทันที
“หรือว่าท่านแม่มีเคล็ดลับบางอย่าง!”
ไนน์เทลเลิกคิ้วเล็กน้อย คล้ายกับแปลกใจที่บุตรชายเดาได้ เธอจึงพยักหน้ารับเบาๆ
“ใช่! แม่มีเคล็ดลับ จะเรียกว่าวิชาลับก็ได้ วิชานี้แม่สร้างขึ้นโดยใช้รากฐานของวิชาภูติเร้นลับเป็นแกนหลัก สุดท้ายสร้างเป็นวิชา ‘ภูตินิทรา’ ขึ้นมาได้สำเร็จและก็เพราะวิชานี้แม่ถึงได้มีชีวิตรอดมาได้แม้จะทะลวงผ่านล้มเหลวมาถึง 7 ครั้ง”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็อึ้งไปเล็กน้อย แต่เขาก็จำได้ในทันทีว่าเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ
แม้จะไม่มีการพูดถึงกันมากนักในตระกูลของเขา แต่ชื่อเสียงของไนน์เทลกลับโด่งดังมากในเผ่าอสูร โดยเฉพาะเผ่าหนูซึ่งมองไนน์เทลเป็นเหมือนวีรสตรีที่กล้าหาญเพราะไม่มีใครหรอกที่กล้าจะทะลวงผ่านขอบเขตถึง 7 ครั้งแบบเธอ
คนส่วนใหญ่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็แทบจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้แล้ว แต่การที่ไนน์เทลสามารถรักษาชีวิตของตัวเองได้ ทั้งยังมีความกล้าที่จะบุกทะลวงอีกครั้งแบบนี้ จึงทำให้เธอได้รับความชื่นชมไม่น้อยจากเผ่าอสูร
เมื่อกัสทราบเรื่องนี้เขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเพราะถ้าแม่ของเขาพูดแบบนี้ก็แสดงว่าเธอได้ถ่ายทอดวิชาลับที่ว่าให้กับน้องสาวทั้งสองของเขาเป็นที่เรียบร้อย
“เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกนาง!”
“ใช่แล้ว..พวกนางจำศีลด้วยวิชาลับที่แม่ถ่ายทอดให้ ดังนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง ขอเพียงมีอันตรายถึงชีวิตเกิดขึ้น พวกนางจะตื่นขึ้นมาเอง ถึงตอนนั้นการบุกทะลวงก็จะล้มเหลว แต่จะไม่มีอันตรายถึงชีวิตแน่นอนแม่รับรองได้”
ได้ยินแบบนั้นสีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไปมาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ จากนั้นจึงหันกลับไปหาแม่แล้วสวมกอดแม่ด้วยความขอบคุณ
ไนน์เทลเองก็ยิ้มรับพลางลูบหัวบุตรชายด้วยความรักเช่นเดียวกับครั้งที่เขายังเป็นเด็ก
ไม่นานนักกัสที่สงบใจได้ก็ยิ้มออกมาด้วยความขัดเขิน เขามองดูน้องสาวทั้งสองอีกครั้งนานหลายชั่วโมง ก่อนจะคลายใจได้ในที่สุด
“ข้าฝากพวกนางด้วยนะครับท่านแม่!”
“ไม่มีปัญหา! ยังไงพวกนางก็เป็นบุตรสาวของแม่ แม่ไม่ปล่อยให้เด็กสองคนนั้นเป็นอะไรไปแน่!!”
เมื่อได้รับคำรับรองของแม่เป็นครั้งที่สองกัสก็เบาใจและจากไปในที่สุด หลังจากนั้นความถี่ในการมาเยี่ยมเยือนของเขาก็ลดลงไปจนอยู่ที่ 1 เดือนครั้งติดต่อไปเกือบครึ่งปี ก็เริ่มลดความถี่ลงอีกครั้ง
ในช่วงครึ่งปีหลังจากนั้นกัสที่เริ่มตั้งสมาธิกับการฝึกฝนก็ก้าวหน้าไปอย่างช้าๆ แม้จะไม่โดดเด่นมากนัก แต่ก็นับว่าน่าพอใจอยู่บ้าง
ทว่ากัสก็ยังไม่รู้สึกว่าเร็วพอ เขายังพยายามคิดหาวิธีที่จะช่วยให้เขาสามารถพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่านี้
“ปัญหาของข้าตอนนี้ไม่ใช่ระดับพลัง แต่เป็นความเข้าใจที่มีต่อวิถีทั้งสาม..วิถีแห่งการกลืนกินนั้นไม่ยาก ขอเพียงได้กลืนกินมากพอข้าก็สามารถพัฒนาได้โดยธรรมชาติ แต่วิถีแห่งชีวิตและวิถีแห่งความตายนี่สิ ทำยังไงถึงจะเข้าใจมันได้เร็วกว่านี้นะ”
การพัฒนาวิถีให้กลายเป็นกฎนั้น คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับกัสในตอนนี้
ส่วนเรื่องของระดับพลังนั้น กัสไม่เป็นห่วง ต่อให้ตอนนี้การยกระดับพลังจะยากลำบากอยู่บ้าง เนื่องจากพลังงานส่วนใหญ่ในเครือข่ายโลกวิญญาณถูกส่งไปยังวิหารแห่งดวงดาวเพื่อช่วยเทพมังกรฟื้นฟูพลัง ทำให้กัสไม่สามารถดึงพลังจากเครือข่ายมาฝึกฝนได้เหมือนก่อนหน้านี้
แต่กัสก็มีแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับแหล่งพลังงานแล้วเขาจึงไม่วิตกมากนัก ปัญหาเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่ายากจะจัดการก็คือ วิถีทั้งสองอย่างวิถีแห่งชีวิตและวิถีแห่งความตาย
การบรรลุจากวิถีไปสู่ระดับของกฎนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ แม้ว่ากัสจะสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวของพลังระดับกฎแล้ว แต่ความต่างของวิถีและกฎที่แท้จริงก็ยังต่างกันมากเกินกว่าที่เขาจะทะลวงผ่านไปได้ในระยะเวลาอันสั้น
ยังดีที่ในช่วงเวลานี้สถานการณ์ในตระกูลค่อนข้างที่จะสงบสุข กัสจึงสามารถวางใจได้บ้าง
ตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น คล้ายกับถูกการต่อสู้ระหว่างเทพมังกรและเทพเจ้าแมลงทำให้ตกตะลึง จนไม่มีใครกล้าเข้ามารุกรานตระกูลอันดูวเดธหรืออาณาจักรเทพมังกร ทำให้สถานการณ์ในตระกูลค่อนข้างสงบ
ส่วนความขัดแย้งระหว่างตระกูลใหญ่นั้น แม้จะยังดำเนินต่อไป แต่การปะทะก็ลดลงจนสัมผัสได้
แต่ละฝ่ายต่างพากันหลีกเลี่ยงการปะทะและหันไปให้ความสำคัญกับการรวบรวมทรัพยากรแทน เพื่อให้บรรพชนของพวกมันสามารถก้าวไปสู่ขอบเขตของเทพเจ้าที่แท้จริงได้
ตระกูลใหญ่ทั้งหมดในขณะนี้ต่างทราบดีว่าพวกมันไม่อาจเอาชนะเทพเจ้าที่แท้จริงได้ นอกเสียจากพวกมันจะมีเทพเจ้าที่แท้จริงอยู่ในตระกูล
ความเข้าใจนี้เกิดขึ้นจากการได้เห็นหายนะที่เกิดขึ้นจากฝีมือของเทพมังกร พวกมันถึงได้ทราบว่าที่ผ่านมาพวกมันดูถูกเทพเจ้าที่แท้จริงมากขนาดไหน
อันที่จริงจะโทษพวกมันก็ไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะเทพจริงแท้ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่แท้จริงเพียงคนเดียวที่พวกมันรู้จักนั้น แทบไม่เคยใช้พลังอำนาจของเทพเจ้าที่แท้จริงให้พวกมันเห็นมาก่อน
พวกมันจึงไม่ทราบว่าพลังอำนาจของเทพเจ้าที่แท้จริงนั้น แท้ที่จริงแล้วน่ากลัวขนาดไหน พวกมันจึงประเมินตัวเองผิดและคิดว่าสามารถเอาชนะเทพมังกรที่กำลังอ่อนแอได้
เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้ พวกมันก็หยุดการรุกรานตระกูลอันดูวเดธและอาณาจักรเทพมังกร ก่อนจะหันไปให้ความสำคัญกับการให้กำเนิดเทพเจ้าที่แท้จริงจากตระกูลของพวกมัน
หลังจากที่ตระกูลใหญ่หยุดการรุกรานตระกูลอันดูวเดธและอาณาจักรเทพมังกร สถานการณ์ในอาณาจักรทั้งสองเริ่มสงบลง จนเกิดเป็นภาพมายาของสันติสุขที่แสนจะเปราะบางขึ้น
แต่คนที่ทราบดีว่าความสงบสุขในช่วงเวลานี้เป็นเพียงภาพมายานั้น เกรงว่าจะมีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น
กัสคือหนึ่งในนั้นและยังทราบดียิ่งกว่าใครว่าความสงบสุขในปัจจุบันนี้ เป็นเพียงระเบิดเวลาลูกหนึ่งที่กำลังรอวันระเบิด
แต่กัสก็บอกไม่ได้ว่าระเบิดลูกไหนจะระเบิดออกมาก่อน เทพเจ้าแมลงหรือเทพเจ้าที่แท้จริงคนใหม่ที่กำลังจะถือกำเนิด
ไม่มีใครบอกได้แม้กระทั่งกัส เขาทำได้เพียงทุ่มกำลังทั้งหมดไปกับการพัฒนาตัวเอง
หลังจากใช้เวลานานนับปี ในที่สุดกัสก็ค้นพบวิธีที่ดีที่สุดในการยกระดับวิถีแห่งความตาย นั่นคือการศึกษาดวงวิญญาณราชันอันเดธที่เขาครอบครองอยู่
การศึกษาดวงวิญญาณราชันอันเดธที่ได้ชื่อว่าเป็นวิญญาณอมตะนั้น ช่วยให้ความเข้าใจที่มีต่อวิถีแห่งความตายของกัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
แม้จะยังห่างไกลจากการบรรลุขอบเขตกฎอีกมาก แต่ก็ช่วยให้กัสก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
สุดท้ายจึงเหลือเพียงวิถีเดียวที่ยังเป็นปัญหา นั่นคือวิถีแห่งชีวิตที่ยากจะศึกษามากที่สุดวิถีหนึ่ง เทียบกับวิถีแห่งความตายที่สามารถทำความเข้าใจได้จากการสัมผัสโดยตรงแล้ว วิถีแห่งชีวิตนับว่ายากกว่ากันมากจริงๆ
แต่กัสก็เริ่มมีแนวทางบ้างแล้ว แนวทางนี้เขาได้รับมาจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขา
“มีลูกงั้นหรือ..”
‘ใช่ จะมีอะไรที่สามารถอธิบายคำว่าชีวิตได้มากกว่าการให้กำเนิดชีวิตละ อันที่จริงต่อให้เจ้าไม่มีเอง แต่การได้เฝ้ามองชีวิตหนึ่งเกิดและเติบโตขึ้นก็น่าจะช่วยได้เหมือนกันนะ’
คำแนะนำนี้เต็มไปด้วยเหตุผลทำให้กัสไม่สามารถปฏิเสธได้ นอกจากนั้นเขาเองก็อยากจะมีลูกเช่นกัน เพียงแต่เขาสัญญาเอาไว้แล้วว่าจะมีลูกกับน้องสาวของเขาเป็นคนแรก
“ฟังดูน่าสนใจดีนะ แต่เกรงว่าคงทำตอนนี้ไม่ได้..ข้าสัญญากับนางไว้แล้ว”
‘เช่นนั้นก็คงช่วยไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีที่ง่ายกว่านี้ ลองไปปลูกพืชแบบจริงๆ ดูเป็นไง’
กัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับไม่เข้าใจ แต่ก็เหมือนจะเข้าใจจนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารับ
“แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน! นี่ก็นานแล้วที่ข้าไม่ได้กลับไปยังดันเจี้ยน”
หลังจากตัดสินใจได้กัสก็กลับไปยังดันเจี้ยนและเริ่มต้นการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบจริงๆ เป็นครั้งแรก
ที่เรียกว่าการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบจริงๆ นั้นหมายถึงการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์โดยไม่ใช้การสนับสนุนใดๆ จากพลังของดันเจี้ยน
กล่าวได้ว่าเป็นการดูแลพวกมันอย่างที่ควรจะเป็น พึ่งพาพลังของดันเจี้ยนเพียงแค่การให้กำเนิดชีวิตของพืชและสัตว์เท่านั้น
ส่วนการเลี้ยงดูและการเก็บเกี่ยวนั้น ล้วนแต่ปล่อยให้มันดำเนินไปตามธรรมชาติโดยไม่พึ่งพาการสนับสนุนใดๆ
กัสที่ตั้งใจจะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ก็กลับไปยังดันเจี้ยน จากนั้นเลือกพื้นที่ส่วนหนึ่งออกมา แล้วเริ่มต้นเพาะปลูกด้วยมือของตัวเองอย่างแท้จริง
ไม่ใช้พลังเวทใดๆ ไม่ใช้ตัวช่วย หากแต่ทำทุกอย่างด้วยมือของตัวเอง อุปกรณ์ที่ใช้เป็นเพียงอุปกรณ์พื้นฐานที่สุดซึ่งผู้เริ่มต้นควรจะได้รับ
บ้านที่พักก็เป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆ ที่แสนจะเรียบง่าย กัสดำรงชีวิตอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากเกษตรกรที่แท้จริง
ตื่นเช้าขึ้นมารดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย ทำทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่ยอมให้ใครช่วย แม้แต่การช่วยเหลือของมิโดริเขาก็ไม่ยอมรับ มากสุดคือยอมให้มิโดริมาอยู่ด้วยและยอมให้ข้ารับใช้ดูแลเรื่องอาหารการกินของเขา
ทั้งนี้ก็เพราะสองส่วนนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการศึกษาวิถีแห่งชีวิตของเขา กัสจึงปล่อยให้คนช่วยเพื่อเสพสุขจากมันตามนิสัย
เมื่อได้เพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ด้วยตัวเองโดยไม่ใช้ตัวช่วยใดๆ กัสก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ทุกวันที่ผ่านไป พืชที่เติบโตขึ้นทีละน้อย ชีวิตที่ค่อยๆ เติบโตจนกล้าแข็ง เติบโตสูงใหญ่ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สัตว์เลี้ยงที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มต้นจากลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยขนอ่อน ก็เริ่มผลัดขนและเริ่มมีขนใหม่งอกออกมา
ทุกความเปลี่ยนแปลงที่เคยมองข้ามในชีวิตก่อน เมื่อได้สัมผัสอีกครั้งในชีวิตนี้ ทุกสิ่งก็คล้ายกับเรื่องแปลกใหม่ แต่ก็ดูเหมือนสิ่งที่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน
ในช่วงเวลานั้นกัสก็เริ่มเข้าใจโลกของดันเจี้ยนมากขึ้นและตระหนักว่า หากตัดเอาการสนับสนุนทั้งหมดทิ้งไป ดันเจี้ยนก็ไม่ได้ต่างอะไรจากโลกที่แท้จริงใบหนึ่ง
ต่อให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะเป็นเพียงของปลอมที่เกิดขึ้นจากพลังงาน แต่พวกมันก็มีความ ‘จริง’ อยู่ในตัวของพวกมัน
พืชและสัตว์ก็มีอารมณ์ความรู้สึก แม้จะสัมผัสได้ยากอยู่บ้างสำหรับพวกพืช แต่กับพวกสัตว์เลี้ยงนั้น เมื่อได้สัมผัสกับพวกมันจริงๆ กัสก็เริ่มเข้าใจและอ่านความรู้สึกของพวกมันได้มากขึ้น จนตระหนักว่าพวกมันก็มีจิตใจของพวกมันเช่นกัน
ราวกับว่าพวกมันมีชีวิตอยู่จริง แม้จะเกิดขึ้นจากพลังงานและดำรงอยู่ได้ในดันเจี้ยนเท่านั้น แต่พวกมันก็มีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งมีชีวิตปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีจิตใจ
นิสัยใจคอของพวกมันก็ยังแตกต่าง ยิ่งได้สัมผัส ยิ่งพยายามทำความเข้าใจ ความรู้แจ้งที่กัสได้รับก็มีแต่จะมากขึ้น
หลังจากผ่านวันเวลาไปในลักษณะนี้นานหลายเดือน ได้เห็นพืชผักที่ปลูกเติบโตและเก็บเกี่ยว มองดูพวกมันเหี่ยวเฉาตายไป มองดูเมล็ดพันธุ์ชุดใหม่ที่เกิดขึ้นมา
ได้เห็นสัตว์เลี้ยงเติบโตจนสูงใหญ่ เห็นพวกมันให้กำเนิดชีวิตใหม่ ได้เห็นทุกอย่างด้วยสายตาของตนเอง ความเข้าใจที่มีต่อวิถีแห่งชีวิตก็ลึกซึ้งขึ้น
จนถึงจุดหนึ่งกัสก็เริ่มทดลองใช้วิถีแห่งชีวิตเพื่อกระทำบางสิ่ง ให้กำเนิดชีวิต หล่อเลี้ยงชีวิต ใช้มันเพื่อสร้างสรรค์ชีวิตใหม่
วิธีนี้แม้จะยากจะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่พิกลพิการไปบ้าง แต่มันก็ทำให้กัสเข้าใจวิถีแห่งชีวิตได้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน
ทว่าความเข้าใจนี้ก็ยังมีขีดจำกัด เป็นเช่นเดียวกับการศึกษาดวงวิญญาณราชันอันเดธที่ทำให้เข้าใจถึงความตายที่จำกัด
แต่ไม่ว่ายังไง ทั้งหมดนี้ก็มีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจของกัส มันกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างวิถีให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในขณะที่กัสจมอยู่กับชีวิตของเกษตรกรเพื่อศึกษาวิถีแห่งชีวิตจนลืมเวลานั้น เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงอึดใจในความรู้สึก 1 ปีก็ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ข่าวที่กัสเฝ้ารอมาโดยตลอดก็มาถึงโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
ควีนฮาร์ทและสปีก้า น้องสาวทั้งสองของเขาในที่สุดก็ก้าวข้ามขอบเขตสำเร็จอย่างราบรื่น ทั้งสองกลายเป็นเทพเทวะสองคนแรกของเผ่าหนู
คนแรกที่ออกมาจากรังนอนคือควีนฮาร์ท โดยที่กัสเองก็ไม่ทราบเนื่องจากทันทีที่ควีนฮาร์ทสละสังขาร เธอก็สร้างร่างเทวะขึ้นมาในวันเดียวและลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์พร้อมกัน
ความสำเร็จที่น่าทึ่งนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงมาก แต่หลังจากที่ควีนฮาร์ทรู้สึกตัวและตระหนักถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของกัส เธอก็ขอให้ปิดเรื่องของเธอเอาไว้ก่อนเพราะเธอไม่อยากขัดช่วงเวลาฝึกฝนของเขา
ด้วยเหตุนี้กัสก็เลยไม่ทราบเรื่อง ตระกูลเองก็เหมือนจะเห็นดีด้วยถึงขนาดปิดกั้นข่าวทั้งหมดจากกัส ทำให้เขาที่จมจ่ออยู่กับวิถีชีวิตของเกษตรกรไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งสปีก้าออกมาเป็นคนต่อไปหลังจากนั้นราวครึ่งเดือน ทั้งสองก็คิดเห็นตรงกันเรื่องปิดข่าวของพวกเธอไม่ให้กัสรู้และยังได้แลกเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อวิชาภูติเร้นลับกันอีกด้วย
สิ่งนี้เป็นผลพลอยได้จากการกลายเป็นเทพเทวะของสองสาว มันทำให้พวกเธอได้รับการรู้แจ้งอันยิ่งใหญ่และตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
นั่นก็คือ วิชาภูติเร้นลับนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้กลายเป็นเทพเทวะ ความสมบูรณ์ของวิชานั้นจะตอบสนองได้ดีที่สุดในการกลายเป็นเทพเทวะ ทั้งยังต้องเป็นเทพเทวะด้วยสัดส่วนพลังแบบ 10 ต่อ 10 อีกด้วย
นี่ถือเป็นผลลัพธ์ที่ไม่มีใครคิดฝันแต่ความสำเร็จของควีนฮาร์ทและสปีก้าก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่ช่วยยืนยันความคิดนี้ได้และทำให้ทุกคนตระหนักถึงเหตุผลที่ทำให้ไม่มีใครที่ฝึกฝนวิชาภูติเร้นลับกลายเป็นเทพสำเร็จมาก่อน
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเทพเทวะนับเป็นตัวตนที่สูงศักดิ์ กล่าวได้ว่ายืนอยู่เหนือครึ่งเทพและเทพอสูรอยู่ขั้นหนึ่ง จึงไม่มีใครคิดว่าความสำเร็จเดียวที่สามารถเกิดขึ้นได้ของเผ่าหนูที่ฝึกวิชาภูติเร้นลับนั้น คือการเป็นเทพเทวะ
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความทะเยอทะยานของผู้สร้างวิชาภูติเร้นลับที่ปรารถนาจะผลักดันเผ่าหนูออกจากสถานะของชนชั้นต่ำในสังคมของเผ่าอสูร