บทที่ 17 ภูพยัคฆ์
“ดูจากท่าทีของแต่ละคน ดูเหมือนเหมืองภูพยัคฆ์อะไรนั่นจะเป็สถานที่อันตรายเป็อย่างมาก หากอันตรายเพียงนั้นเหตุใดเ้าจึงรับคำโดยไม่ลังเล เพราะตัวเ้าในตอนนั้นเพียงลมพัดก็สามารถตายได้"
ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถม้า จินเยว่ได้ถ่ายทอดกระแสเสียงขึ้นในห้วงมโนจิตของเฉินซือหยาง ด้วยเพราะบนหลังม้ามีคนของตระกูลที่คุมบังเหียนอยู่ เช่นนั้นเฉินซือหยางจึงไม่กล่าวออกมาเป็คำพูด มันตอบจินเยว่ด้วยความคิดเช่นเดียวกัน
“กล่าวตามตรงข้าเองก็ไม่แน่ใจ รู้เพียงแต่ว่าใจข้าอยากไปที่นั่น… และการที่ข้ากล้าตอบตกลงเป็เพราะส่วนหนึ่งมีท่าน ข้าเชื่อว่าข้อเสนอที่ท่านยื่นมาจะส่งเสริมข้าให้ไปเหมืองภูพยัคฆ์ได้ ข้าถึงประวิงเวลาเป็หนึ่งเดือน ซึ่งหนึ่งเดือนนี้ท่านก็นับว่าช่วยข้าได้มากโขทีเดียว”
“ไปแล้วจะทำอย่างไร เ้าคิดจะเดินทางไหนต่อ"
“ท่านบอกเองไม่ใช่หรือ อยู่เมืองไผ่เขียวไปก็ไม่มีสิ่งใดจะปลุกพลังจิติญญาของข้าให้ตื่นจากขั้นการเพาะบ่มได้ การไปสถานที่อันตรายอาจพบหนทางหรือวาสนา และข้าก็ตั้งใจแล้ว ข้าจะออกตามหาร่องรอยของมรกตที่หายไปของท่านร่วมด้วย”
กล่าวถึงมรกต จินเยว่ก็รู้สึกแปลกไป เพราะการเชื่อมโยงพลังจิติญญาระหว่างนางกับมรกตดูเหมือนจะหายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
“พอเ้าเอ่ยถึงเื่นี้ก็ทำให้ข้านึกแปลกใจ”
“มีเื่อะไรหรือ"
“ตอนนี้กลับมีผู้เก็บซ่อนมรกตที่มีพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายของข้าให้ไร้ร่องรอยชนิดที่มิอาจััหรือเชื่อมโยงกันได้ หรือไม่ก็อาจเป็ผลกระทบจากการที่ข้าติดอยู่ในมิตินี้จึงเริ่มก่อความยุ่งยากมากขึ้น"
“แสดงว่าแม้แต่ท่านเองก็ไร้เบาะแสของมรกตไปแล้ว”
จินเยว่แสดงสีหน้าที่มีความตรึงเครียด แดนดาราแห่งนี้จะมีใครที่มีความสามารถพอจะตัดการเชื่อมโยงของผู้มีพลังจิติญญาระดับเทวะอย่างนางได้ ความคิดเห็นที่อาจมีความเป็ไปได้มากที่สุดก็คือนางติดอยู่ในมิติทำให้นางเริ่มประสบปัญหา หรือไม่ก็อาจเป็หนึ่งในสี่ราชันย์แห่งแดนดารา์ได้ไล่ล่านางมาถึงที่นี่แล้ว!
“เราติดอยู่ในมิติของคันฉ่องที่เป็เขตแดนเอกเทศ ที่มีความเสียหายไม่สมบูรณ์ ไม่น่าจะมีใครััถึงกลิ่นแห่งกายาหยินพิสุทธิ์เราได้ อีกทั้งดาราสุดขอบจักรวาลมีมากมายนับไม่ถ้วนเช่นนี้ พวกมันจะติดตามมาอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้เลยหรือ และหากเป็พวกมันคนใดคนหนึ่งจริง ไม่น่าจะซ่อนพลังการเชื่อมโยงนี้ มันควรจะล่อเราไปหาพวกมันเสียมากกว่า ถ้าเป็เช่นนั้นร่องรอยของมรกตที่หายไปอาจไม่เกี่ยวข้องกับพวกมัน เมื่อไม่ใช่พวกมันย่อมแสดงว่า แดนดาราพิภพมีตัวตนที่สภาพเราในตอนนี้ประมาทไม่ได้เช่นเดียวกัน… ไม่ว่าจะหนทางใดก็ดูยากเย็นสำหรับเราทั้งสิ้น เราอยู่ภายในมิตินี้ช่วยตัวเองยังไม่ได้ อย่าได้นึกถึงความแค้นที่จะสะสางแก่บิดามารดา โชคชะตาเราลำพังหนีจากการไล่ล่าของบุรุษโฉดนับว่ายากลำบากแล้ว ยังต้องมาพึ่งพาบุรุษที่ไร้วาสนาอีก”
ความคิดในหัวของจินเยว่นี้มิได้ถ่ายทอดให้เฉินซือหยางได้รับทราบ ชายหนุ่มจึงไม่ได้ยิน เมื่อเห็นจินเยว่เงียบไปนานมันจึงถามอย่างเป็ห่วง
“ท่านเป็อะไรหรือไม่"
จินเยว่ไม่ตอบคำถาม นางเพียงถ่ายทอดประโยคอย่างจริงจังว่า
“ต่อจากนี้ข้าจะต้องหาทางทำให้เ้าแข็งแกร่งโดยเร็วให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คนที่ลำบากที่สุดย่อมมิพ้นตัวข้าเอง"
แล้วนางก็พลางนึกถึงกายาหยินพิสุทธิ์ของตนขึ้นมาแวบหนึ่ง
“หากถึงคราวจำเป็ ไม่ว่าจะแลกด้วยสิ่งใดข้าก็จะไม่ลังเล"
เฉินซือหยางเข้าใจว่าจินเยว่อาจกำลังร้อนใจที่ตัวแปรสำคัญซึ่งจะพานางออกจากมิติของคันฉ่องได้สูญหายไปไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย นางถึงได้กล่าวเช่นนั้น มันจึงถ่ายทอดประโยคเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นาง
“ข้าเองก็จะพยายามให้เต็มที่ สำหรับผู้มีพระคุณ ต่อให้บุกน้ำลุยไฟข้าก็จะกระทำไม่ปริปากบ่น"
จินเยว่เงียบไปไม่ถ่ายทอดเสียงใดอีก นางเข้าสู่สมาธิเพื่อฝืนปลดปล่อยพลังัั เมื่อติดอยู่ในมิติ การใช้พลังใดก็ล้วนมีข้อจำกัดเป็อย่างมาก ทุกครั้งที่ใช้พลัง ร่างกายก็ยังได้รับผลกระทบด้วย สิ่งที่เคยกระทำได้เพียงหลับตา มาตอนนี้ต้องเพ่งสมาธิถึงขีดสุดและสิ้นเปลืองพลังจิติญญาเป็ที่สุดจึงจะทำเช่นเคยได้ นางเพียงเพื่อค้นหาทรัพยากรที่อาจเป็ประโยชน์ต่อการเติมเต็มการเพาะบ่มพลังจิติญญาของชายหนุ่ม ต้องถึงขั้นฝืนปลดปล่อยพลังขั้นสูงสุดทั้งที่มีอาการาเ็รบกวนออกมา จินเยว่ในตอนนี้ได้ตัดขาดจากการติดต่อสื่อสารกับเฉินซือหยางไปโดยปริยาย นางกำลังพยายามหาทางที่จะส่งเสริมชายหนุ่มอย่างเต็มความสามารถ หากชายหนุ่มแข็งแกร่งได้เร็วเท่าไหร่ นางก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้ออกจากที่นี่ได้เร็วเท่านั้น
เฉินซือหยางััได้ถึงท่าทีและความตรึงเครียดของสตรีสะคราญโฉมที่ติดอยู่ภายในมิติแห่งคันฉ่อง มันจึงไม่คิดกล่าวรบเร้าหรือรบกวนนางอีก ได้แต่ปล่อยให้นางกระทำบางอย่างไปเงียบๆ ส่วนมันก็มองออกไปเบื้องนอกรถม้า มองป่าไผ่เรียงรายที่เริ่มหนาแน่นและแปลกตามากขึ้นเรื่อยๆ เมืองไผ่เขียวจริงอยู่ที่เป็เมืองขนาดเล็ก ทว่ากลับมีป่าไผ่และขุนเขาน้อยใหญ่รายล้อมมากมาย เขตรอยต่อก็เป็พื้นที่ป่าและขุนเขาเสียส่วนใหญ่ จึงดูสลับซับซ้อนมากกว่าพื้นที่อื่น ยิ่งหนทางที่ไปเหมืองภูพยัคฆ์ ทางก็ดูแคบเล็ก ูเาสูงชัน โขดหินแหลมคมเรียงรายมากมาย พฤกษานานาพันธุ์ทั้งสวยงามและเต็มไปด้วยพิษ แค่หนทางที่มุ่งไปยังดูหวาดเสียวอันตรายแล้ว มิน่าสถานที่แห่งนี้จึงไม่เป็ที่นิยมของผู้คนทั่วไป
ขึ้นชื่อว่าอันตรายจึงไร้คนเข้าหา ส่งให้ทรัพยากรโดยเฉพาะแร่สำคัญจึงมีมากไปตาม ตระกูลเฉินเป็ตระกูลแรกที่บุกเบิกขุดเจาะเหมืองแร่มายังที่ที่อันตรายแห่งนี้ พวกมันสืบทอดแลรักษาเหมืองแห่งนี้มาจากรุ่นสู่รุ่น แต่เพราะในแต่ละปีมีคนตายนับไม่ถ้วน สาเหตุการตายก็สารพัด เหมืองแห่งนี้จึงถูกทิ้งไว้ให้แก่คนงานที่ไร้หนทางมารับจ้างทำ คนงานที่ว่าก็ล้วนแต่เป็พวกไร้ค่าไม่มีใคร้า เป็พวกที่ไร้พลังจิติญญาเสียส่วนใหญ่ เหมืองแห่งนี้จึงเป็ที่รองรับของเหล่าขยะในเมืองไผ่เขียว เมืองไผ่เขียวจึงมิใช่มีขยะแค่ตนเดียว เพียงแต่มีขยะตนหนึ่งที่โชคดีกว่าคนอื่นเท่านั้น ทว่าสุดท้ายขยะผู้โชคดีก็ถูกผลักไสให้มาอยู่ในที่ที่มันสมควรจะอยู่ เฉินซือหยางได้เดินทางมาถึงเหมืองภูพยัคฆ์แล้ว
“หนทางต่อจากนี้รถม้ามิอาจเข้าไปได้ ข้ามาส่งท่านได้เพียงเท่านี้"
ผู้คุมบังเหียนรถม้ากล่าวไปพลาง มันก็เตรียมหันม้ากลับไปพลาง เฉินซือหยางจึงลงรถม้า มองไปยังหนทางแคบเล็กที่ทอดยาวผ่านป่าไผ่และโขดหินแหลมคม ตอนนี้ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ในทางเบื้องหน้าจึงเริ่มปรากฏเงาตะคุ่มดำมืดของขุนเขาขนาดใหญ่ทอดขวาง ราวกับว่าเขาแห่งนั้นจะไร้จุดสิ้นสุดก็ปาน ไม่รู้มันทอดตัวกินอาณาเขตไปไกลเท่าใด หากมองจาก้าเขาลูกนี้จะดูคล้ายกับพยัคฆ์ที่หมอบอยู่ มันจึงถูกเรียกว่าภูพยัคฆ์
ก่อนจาก ผู้คุมบังเหียนม้าได้หันมากล่าวหวังทำให้ชายหนุ่มกลัว
“ข้าขอเตือนท่าน รีบเข้าไปยังที่ตั้งค่ายพักแรมของคนงานเหมืองก่อนอาทิตย์จะตกดิน เพราะหากสิ้นแสงอาทิตย์เมื่อใด สัตว์ป่าสัตว์ูเาจะชุกชุมนัก มันชอบกินเนืุ้์เป็อย่างมาก หรือหากรอดจากสรรพสัตว์ ท่านอาจพานพบอสรพิษที่ชุกชนยิ่งกว่ายุงป่าดักรออยู่"
เฉินซือหยางสะพายของเดินออกไปยังเบื้องหน้าโดยไม่แสดงถึงความหวาดกลัวแต่อย่างใด คนคุมบังเหียนรถม้าก็สบทด่าชายหนุ่มอย่างดูแคลนในใจ
“เ้าขยะ คนที่อ่อนแอไร้ค่าเช่นเ้าจะมีชีวิตในที่นี่ได้ซักกี่วัน"
รถม้าคืนกลับไปแล้ว เฉินซือหยางก็สะพายสัมภาระออกมา จากนั้นมันก็รีบวิ่งตะบึงหนีไปตามทางที่มุ่งออกจากภูพยัคฆ์และเป็หนทางที่จะมุ่งเป็ยังเมืองแห่งอื่น มันวิ่งตะบึงอย่างไม่หยุดพัก จนในที่สุดร่างก็ค่อยๆ หายลับไปจากครรลองจักษุสายตา เนิ่นนานร่างของบุรุษฉกรรจ์ก็โผล่พ้นออกมาจากที่หลบซ่อน มันมองหนทางที่ทอดไปยังเมืองอื่น มันก็ผสานมือขึ้น
“คุณชายใหญ่ ขอให้ท่านโชคดี ได้ใช้ชีวิตที่เป็อิสระและอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับท่าน”
กล่าวจบมันก็ทะยานกายคืนกลับไปยังทิศทางของเมืองไผ่เขียว พอบุรุษฉกรรจ์จากไปนานแล้ว ร่างของเฉินซือหยางค่อยปรากฏคืนกลับมายังช่องทางที่ทอดสู่ภูพยัคฆ์เช่นเคย มันมองตามเงาร่างของบุรุษฉกรรจ์ที่เลือนลาง มันรู้ว่าคนผู้นี้ติดตามมันมาั้แ่ต้น มันก็คือเฉินซางผู้ติดตามของบิดาตน ไม่รู้ว่าคนผู้นี้ติดตามตนด้วยคำสั่งใด หากว่ามาจับตาดูตนเหตุใดเมื่อตอนที่ตนแสร้งหนีจากทิศทางภูพยัคฆ์มันถึงไม่ขัดขวาง หรือแท้จริงแล้วบิดาของมันเองก็้าเช่นนี้ ้าให้มันหายไปจากตระกูล
“เช่นนี้ก็ดีแล้ว ให้คิดว่าข้าหนีไป ท่านแม่จักได้รับรู้แลคลายใจมากขึ้นอีก”
เฉินซือหยางกล่าวคำนี้ออกมาก่อนเดินมุ่งหน้าสู่หนทางที่แคบเล็ก ฝีเท้าของมันไม่ช้าไม่เร็ว ทว่าหนักแน่นมั่นคง มันเดินฮัมเพลงไปตามทาง เสียงสะท้อนของบทเพลงชวนเงียบเหงาวังเวง ทั้งสะท้อนอึงอนไปกับป่าไผ่แลขุนเขา เสียงของสรรพสัตว์ที่เตรียมออกหากินกลางคืนก็ดังสอดรับกันมา เสียงของพวกมันดูดุร้ายหิวกระหาย เป็เสียงที่กระชากจิติญญาของผู้ฟังให้ชวนขนหัวลุก เมื่อแรกแสงอาทิตย์ลาลับ ประตูค่ายคนงานเหมืองก็ปิดลงและมีสิ่งที่มาป้องกันอย่างแ่า ผู้คนจำนวนนับร้อยต่างพากันปิดประตูบ้านพักที่สร้างขึ้นมาจากไม้ไผ่และหญ้าคา หากอยากจะมีชีวิตยืนยาว อยากจะทำงานเลี้ยงชีพครอบครัวที่ต่ำต้อยของพวกตนได้ พวกมันจำเป็ต้องอดทนและรักษากฎระเบียบรวมถึงทำเนียมปฏิบัติของค่ายพักในเหมืองภูพยัคฆ์ให้ดีที่สุด
นอกจากเสียงของสรรพสัตว์ที่ส่งเสียงคร่ำครวญสอดประสานกันอยู่เบื้องนอก เสียงตะกรุยดินของฝีเท้าจำนวนมากก็เคลื่อนผ่านโดยรอบกำแพงไม้ไผ่ไป ฝีเท้าของพวกมันส่งให้กำแพงไม้ไผ่ที่ปักหลักยึดติดกันจนสูงตระหง่านต้องสั่นคลอน ผู้คนที่อยู่ภายในเมื่อได้ยินก็ยิ่งขวัญหนีดีฝ่อ ดูท่าคืนนี้เหล่าสรรพสัตว์จะกำลังตื่นเต้นยินดีถึงขีดสุด ราวกับว่ามีอาหารอันโอชะรอพวกมันอยู่ พวกมันถึงได้ตื่นเต้นยินดีจนโถมทะยานอย่างบ้าระห่ำออกไปเช่นนี้
ไม่ว่าจะเสือ หมาป่า หรือสัตว์กินเนื้อพันธุ์หายากก็ล้วนพุ่งทะยานออกไป พวกมันมุ่งไปตามเสียงฮัมเพลงที่ดังขึ้นในเส้นทางที่ทอดสู่ภูพยัคฆ์
เสียงฝีเท้าของสรรพสัตว์ดังพร้อมเพรียงจนคนรู้สึกได้ แรงสั่นะเืบนผืนดินก็ดูเป็จังหวะจะโคนถี่ยิบ คืนนี้ป่าไผ่ไร้ซึ่งลมพัด แต่ต้นไผ่ที่ดำมืดภายใต้ม่านราตรีกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับประกายตาดุร้ายแดงก่ำซึ่งทอวาบมากับคมเขี้ยวอันแหลมคม เพียงชั่วพริบตา เสียงสะท้อนของบทเพลงและเสียงอึงอนของสรรพสัตว์ก็ถูกกลบลบไป มีเพียงเสียงของเสือตัวใหญ่สามตัวที่โจนทะยานออกมาจากป่าไผ่ที่มืดมิด
เพียงราตรีกาลผ่านมาเยือน สัตว์ในที่แห่งนี้ก็แสดงความดุร้ายและหิวกระหายแล้ว
สัตว์ในภูพยัคฆ์ว่าดุร้าย แต่หนึ่งประกายวาววับกลับดุร้ายแลดุดันยิ่งกว่า เสือสามตัวเพียงพึ่งคำราม ร่างที่โจนทะยานก็กลับกลายเป็ฝนโลหิตที่พร่าพรม เพลงดาบไร้อัตลักษณ์ถูกฟันออก!
หนึ่งการตวัดฟาดฟันดาบ แลกมาด้วยร่างสามร่างที่ทอดกายไร้ชีวิต มิรอให้สัตว์ดุร้ายตัวอื่นโฉบผ่านมา ท่าร่างที่รวดเร็วปราดเปลียวก็ทะยานออก ดาบในมือตวัดฟันไม่รู้วิถี ดาบที่สลับฟันเข้าออกก็ไม่มีตำแหน่งที่ชัดเจนตายตัว เพียงการลงมือไม่กี่ดาบ เหล่าสัตว์ที่หิวกระหายก็ทับถมเป็ซากสัตว์จำนวนนับไม่ถ้วน สรรพสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าดุร้ายหิวกระหาย ตอนััได้ถึงกลิ่นอายของคนที่อยู่โดดเดี่ยวพวกมันก็แย่งกันมาให้ถึงก่อน หวังลิ้มรสอาหารอันโอชะก่อนใคร แต่มาก่อนจึงตายก่อน พวกที่มาหลังจึงมีโอกาสได้ตะบึงหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต ตอนมาว่ารวดเร็วแล้ว แต่ตอนหนีกลับรวดเร็วยิ่งกว่า เสียงคำรามกู่ร้องก็เงียบลงไปในฉับพลัน มิกล้าหวังที่จะกินมนุษย์ผู้พกดาบห้าเล่มนี้อีก
เสียงของสตว์ป่าที่สมควรจะอาละวาดในทุกคืนค่ำบัดนี้ได้หายไป ภูพยัคฆ์ในยามค่ำคืนเช่นนี้กลับเงียบเชียบอย่างที่มิเคยเป็
คนที่อยู่ภายในกำแพงค่ายพักคนงานเหมืองต่างสงสัย พวกมันจึงมองเพื่อนร่วมห้องพลางคิดในใจจนแทบจะเป็เสียงเดียว
‘เกิดสิ่งใดขึ้น?’
ในหัวพึ่งครุ่นคิด เสียงที่ราวกับว่ามีวัตถุขนาดใหญ่กำลังลากมาตามทางเดินก็ดังเข้ามาใกล้ประตูค่ายพักมากขึ้นเรื่อยๆ จนผู้คนเริ่มกลับมาหวาดผวาตัวสั่นงันงกอีกครั้ง ยิ่งเสียงเคาะจนทำให้กำแพงไม้ไผ่สั่นไปทั้งแถบ ยิ่งทำให้คนภายในตื่นตระหนกจนลืมหายใจ
ตึก ตึก ตึก!
เสียงเคาะที่ทุ้มต่ำแต่หนักแน่นดังขึ้นอย่างเป็จังหวะบริเวณปากประตูที่ปิดสนิท ผู้คนภายในไม่กล้ามีใครขานรับหรือคิดออกไปดู สุดท้ายเมื่อเรียกแล้วไม่มีใครขานตอบ เสียงเคาะนั่นก็เงียบไป จวบจนเช้าวันใหม่มาเยือน แรกแสงสุริยันสาดส่อง ประตูค่ายพักของคนงานเหมืองค่อยเปิดออก
สิ่งแรกที่ปรากฏสู่ครรลองจักษุสายตาก็คือ บุรุษหนุ่มซึ่งพกดาบห้าเล่มยืนหยัดอยู่!