“ทั้ง 2 เตรียมพร้อม” ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว
เส้าเทียนหยิบกระบี่ลมปราณขึ้นมา มันเป็นกระบี่ระดับปฐพี ส่วนเฟิงเทียนกลับยังคงใช้มือเปล่าเข้าต่อสู้เหมือนรอบก่อนหน้านี้ เขาตั้งท่าเตรียมพร้อมเอาไว้
“เริ่มการประลองได้” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศเริ่มการประลองแล้วเหาะออกจากลานประลองทันที
เป็นเฟิงเทียนที่พุ่งเข้าไปหาเส้าเทียนก่อน เส้าเทียนยกยิ้มขึ้น ก่อนจะพุ่งไปหาเฟิงเทียนเช่นกัน เมื่อเฟิงเทียนอยู่ในระยะกระบี่ของเส้าเทียน เส้าเทียนตวัดกระบี่เข้าใส่ทันที เห็นได้ชัดว่าเส้าเทียนใช้กระบวนท่าประสานกระบี่และปราณเข้าด้วยกัน คาดว่าคงได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจากอาจารย์ที่จี๋หลินเวิ่นเทียนจัดหามาให้เป็นแน่
“กิเลนเหยียบเมฆา” เฟิงเทียนกระโดดเหยียบขึ้นไปบนใบกระบี่และวิ่งไปจนถึงมือของเส้าเทียน เฟิงเทียนตัดสินใจเล่นงานมือข้างที่เส้าเทียนใช้กระบี่ทันที
“กิเลนย่ำพสุธา” เท้าของเฟิงเทียนที่ได้รับการเสริมปราณเหยียบลงไปยังข้อมือที่จับกระบี่ของเส้าเทียนทันที
“อ๊ากกกก” เส้าเทียนร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด เขาได้ยินเสียงกระดูกข้อมือของตนหัก แน่นอนว่าผู้ชมต่างก็ได้ยินเช่นกัน มือที่จับกระบี่ของเส้าเทียนคลายออก ทำให้กระบี่หลุดออกจากมือ แต่เส้าเทียนก็ใช้มืออีกข้างจับกระบี่แทนและกระโดดพุ่งเข้าใส่เฟิงเทียนที่ตอนนี้กระโดดถอยเพื่อทิ้งระยะห่าง
“ตายซะ ความโกรธเกรี้ยวแห่งเทพกิเลน” ท่วงท่าที่เส้าเทียนใช้ออกมานั้น ต้องฝึกการตวัดกระบี่ด้วยกระบวนท่าแม่ไม้ของตระกูลจี๋หลิน บวกกับกระบวนท่าขั้นกลางบางส่วน ผลที่ได้คือทุกครั้งที่ตวัดกระบี่ที่ประสานกับพลังปราณ จะเกิดคลื่นโจมตีที่รุนแรงและมีความถี่จนหลบแทบไม่พ้น
“อัสนีกิเลนคุ้มกาย” เฟิงเทียนยืนหันข้างให้กับเส้าเทียนที่กำลังพุ่งเข้ามา เขาย่อตัวลงจนต้นขาขนานกับพื้น จากนั้นยื่นแขนข้างขวาเหยียดตรงไปทางเส้าเทียน ฝ่ามือหงายขึ้น ทำให้ปรากฎเกราะสายฟ้าขึ้นมารับการโจมตีจากคลื่นกระบี่ของเส้าเทียนไว้
“ป้องกันได้เยี่ยม” จี๋หลินเวิ่นเทียนถึงกับลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ฝีมือของเส้าเทียนนับว่าก้าวหน้าขึ้นมาก หากแต่การรับมือของเฟิงเทียนกลับเหนือล้ำยิ่งกว่า
“นี่คือสิ่งที่เราบอกท่าน การพัฒนาวิชาที่มีอยู่เดิมจะส่งผลเช่นนี้ ท่านดูเอาเถอะ กระบวนท่าความโกรธเกรี้ยวของกิเลน แม้จะรุนแรง แต่ก็สิ้นเปลืองพลังปราณไปร้อยละ 5 ในการใช้ 1 ครั้ง ส่วนเฟิงเทียนเบี่ยงตัวไปด้านข้างและย่อตัวลง เพื่อลดจุดปะทะกับคลื่นกระบี่ที่โจมตีมา ทำให้การกางม่านพลังคุ้มกันทำได้ง่ายและสิ้นเปลืองพลังปราณน้อยกว่ามาก ใช้เพียงแค่ร้อยละ 1 ของพลังปราณที่เขามีก็สามารถป้องกันได้แล้ว” ไป่ฉีอธิบาย
“นั่นคือ วิชาของตำหนักเทพกิเลนที่ถูกพัฒนางั้นเหรอ” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม
“ใช่ ถ้าท่านมองดูดี ๆ จะพบว่ามันยังคงมีต้นกำเนิดจากแม่ไม้กระบวนท่าเดียวกัน” ไป่ฉีตอบ
“คนหนุ่มแบบนี้ ฉันเห็นว่าสมควรได้เป็นประมุขรุ่นต่อไป” จางหนี่หวังกล่าว เธอเคยเห็นการต่อสู้ของพวกตำหนักเทพกิเลนมาจนจำกระบวนท่าทั้งหมดได้แล้ว เมื่อเห็นเฟิงเทียนใช้กระบวนท่า เธอก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นกระบวนท่าที่พัฒนามาจากแม่ไม้กระบวนท่าเดิมของตำหนักเทพกิเลน
“รอดมาได้งั้นเหรอ งั้นเจอนี่หน่อย ท่าเท้ามายา กิเลนท่องฝัน” เส้าเทียนก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว จากนั้นร่างของเขาก็หายไปจากสายตาของทุกคน นี่คือจุดเด่นของวิชาตำหนักเทพกิเลน มันคือความเร็วที่มองตามแทบไม่ทัน นอกจากผู้อาวุโสตำหนักเทพกิเลนและจี๋หลินเวิ่นเทียนเท่านั้นที่เห็นชัดเจน ด้วยพวกเขาฝึกกระบวนท่านี้เช่นกัน ทำให้ดวงตาของพวกเขาชินกับความเร็วระดับนี้
“ยังเร็วไม่พอ” ไป่ฉีกล่าว ทำให้จี๋หลินเวิ่นเทียน จางหนี่หวัง และผู้อาวุโสตำหนักเทพกิเลนหันมามองเขาทันที
“ท่านมองทันด้วยเหรอ” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม
“เหมือนหอยทากคลาน” คำตอบของไป่ฉีนั้นทำให้จี๋หลินเวิ่นเทียนกับผู้อาวุโสถึงกับสบถในใจ
'หอยทากบ้านท่านเถอะ พวกเรามองเห็นว่าเส้าเทียนวิ่งอยู่ แต่ท่านกลับเปรียบเทียบเหมือนหอยทากคลานงั้นเหรอ'
“ไม่เชื่อสินะ งั้นรอดูเจ้าหนูเฟิงเทียนสวนกลับสิ” ไป่ฉีชี้ให้จี๋หลินเวิ่นเทียนกับผู้อาวุโสหันกลับไปดูที่ลานประลอง
เฟิงเทียนเห็นทุกความเคลื่อนไหวของเส้าเทียน ด้วยการจัดสรรค์พลังปราณมาที่ดวงตา เขาเห็นปราณที่โคจรอยู่ที่ขาของเส้าเทียนอย่างชัดเจน ท่าเท้ามายา ที่เส้าเทียนใช้นั่นก็ใช้ปราณไม่น้อยเลย
'หึ จุดอ่อนของวิชากระบวนท่าตำหนักเทพกิเลน คือ การใช้ปราณในการโจมตีที่มากและเสียเปล่ามากเกินไป ทำให้ผู้ที่ฝึกวิชา ต้องจัดการศัตรูให้เร็วที่สุด ก่อนที่พลังปราณของตนจะหมด ฉันจะทำให้กิเลนพยศอย่างเส้าเทียนสู้จนหมดแรง ก่อนจะทรมานมันให้ตายช้า ๆ เหมือนกับที่ท่านอาจารย์สอนไว้ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร แต่หากอีกฝ่ายยังจองเวรไม่เลิก ก็ทำให้มันจองเวรเราไม่ได้อีกในชาตินี้' เฟิงเทียนคิด ขณะมองเส้าเทียนที่กำลังตรงเข้ามาหาเขา พร้อมกระบี่ที่ทอประกายสังหารในมือที่ใช้งานได้เพียงข้างเดียว
“ย่างก้าวอัสนี กิเลนควบทะยาน ดุจอัสนีพาดผ่านผืนฟ้า” เฟิงเทียนได้ซัดลูกเหล็กให้ฝังไปที่พื้นเป็นลักษณะวงกลม ก่อนจะปรากฎปราณสายฟ้าขึ้นที่เท้าของเขา
เมื่อเส้าเทียนเข้ามาถึงใจกลางวงกลมที่สร้างขึ้นจากลูกเหล็กแล้ว เขาก็โดนกระแทกเข้าที่ตันเถียนอย่างแรงด้วยศอกของเฟิงเทียน ตามด้วยถูกหมัดอัพเปอร์คัทเสยเข้าไปที่คาง ลอยขึ้นไปเหนือพื้น จากนั้นผู้ชมทุกคนก็เห็นร่างของเฟิงเทียนปรากฎขึ้นนับ 10 แต่ละร่างต่างเข้าโจมตีร่างของเส้าเทียนที่กำลังจะหมดสติและกระบี่หลุดจากมือไปแล้ว
“เขากิเลนฟาดฟัน” เฟิงเทียนกล่าวชื่อกระบวนท่าขึ้น เส้าเทียนถูกโจมตีด้วยหมัดและเท้ากระหน่ำไม่หยุด จากที่กำลังจะสลบก็ได้สติขึ้นมาจากความเจ็บปวดที่ได้รับในการโจมตีแต่ละครั้ง ซึ่งจุดที่เฟิงเทียนโจมตีนั้น เขาโจมตีเข้าจุดชีพจรลมปราณสำคัญที่เส้าเทียนใช้ในการออกวิชาของตำหนักเทพกิเลนล้วน ๆ
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเส้าเทียนดังอย่างต่อเนื่อง หยดเลือดเริ่มหยดลงมาบนลานประลอง ใบหน้าของเส้าเทียนตอนนี้เต็มไปด้วยเลือด ใบหน้าบวมจากการอักเสบ หากเฟิงเทียนใช้พลังปราณเต็มที่ ตอนนี้ร่างของเส้าเทียนคงกระดูกหักทั้งตัว อวัยวะภายในแหลกเหลวจนสื้นชีพไปนานแล้ว
โครม เสียงร่างของเส้าเทียนดิ่งลงกระแทกพื้นรุนแรง พร้อมกับร่างของเฟิงเทียนนับ 10 หายไปจนเหลือแค่ร่างเดียว
“แคก ๆ ๆ” เส้าเทียนตอนนี้สำลักเลือดคำโตออกมา นอนคว่ำหน้า ไม่สามารถขยับตัวได้อีกแล้ว
“ไหนเรามาดูกันว่าจะจัดการกับคนชอบรังแกฉันตั้งแต่เล็ก ๆ ดูถูกว่าฉันเป็นขยะ จนกระทั่งดูถูกแม่ของฉัย” สิ้นคำ เท้าของเฟิงเทียนกระทืบลงไปที่หัวของเส้าเทียนจนหัวจมลงไปในลานประลองครึ่งหนึ่ง จากนั้นเฟิงเทียนจิกผมของเส้าเทียนขึ้นมาให้มองหน้าเขา
“เป็นยังไงบ้าง ขยะคนนี้ชนะนายได้แล้ว มีอะไรจะพูดอีกไหม” เฟิงเทียนกล่าว
“อ...ก.....” เส้าเทียนขยับปากไม่ได้ดังใจ ด้วยเพราะตอนนี้หน้าของเขาปูดบวม ไม่หลงเหลือความหล่อเหลาที่ได้จากพ่อของเขาแม้แต่น้อย แต่เขาตัดสินใจแอบหยิบเข็มพิษออกมาเพื่อแทงใส่เฟิงเทียนตอนที่เฟิงเทียนเข้ามาใกล้มากพอ และตอนนี้ก็ได้โอกาสแล้ว
หมับ กร็อบ
“อ๊ากกกกก” เส้าเทียนร้องลั่น มือที่ใช้ได้อีกข้างของเขาถูกเฟิงเทียนบีบจนแหลกในพริบตา เข็มพิษที่อยู่ในมือร่วงลงมาที่พื้นทันที
“หึ” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น เขาเจอเรื่องน่าสนใจเข้าแล้ว ไม่รอช้าเขารีบดำเนินการบางอย่างทันที
“คิดจะใช้พิษกับฉันเหรอ งั้นก็ตายเพราะพิษของตัวเองก็แล้วกัน” เฟิงเทียนใช้ปราณซัดให้เข็มพิษที่พื้นปักเข้าที่เส้นเลือดใหญ่ตรงคอของเส้าเทียน
“อึก” เส้นเลือดใหญ่ตรงต้นคอของเส้าเทียนเริ่มเปลี่ยนเป็นเป็นสีเขียว และค่อย ๆ กลายเป็นสีดำขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานก็เริ่มลามไปตามใบหน้าและทั้งตัว
จังหวะนี้ประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ไม่รอช้า เขาฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังจับจ้องไปที่ลานประลอง เพราะผลการประลองใกล้จะออกมาแล้ว เขาซัดเข็มพิษไปทางเฟิงเทียน และซัดเข็มที่มียาถอนพิษไปทางเส้าเทียน หากแต่เข็มทั้ง 2 กลับถูกนิ้วมือของคน ๆ หนึ่งหนีบเอาไว้
“ทะ....เทพกระบี่” ประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่พูดขึ้น
“หนึ่งฆ่าผู้ชนะให้เป็นผู้แพ้ อีกหนึ่งช่วยผู้แพ้ให้เป็นผู้ชนะ พฤติกรรมสกปรกนี้เหมือนกันทั้งพ่อและลูกสาวจริง ๆ เอาของเจ้ากลับไป” กล่าวจบไป่ฉีก็ซัดเข็มพิษกลับไปปักที่คอของประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ทันที
“อ็อก ๆ เอายาแก้พิษมาเร็วเข้า” ประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ตะโกนขึ้น ทำให้คนรอบข้างละความสนใจจากสนามประลอง รีบควานหายาถอนพิษที่อยู่ในกระเป๋าของประมุขพวกเขา
“นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น”
“ท่านอวี้กงบอกว่าให้รับของ ๆ เจ้ากลับไป ตอนนี้ประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่โดนเข็มพิษ หรือว่า.....”
“พวกเขาคิดจะเล่นโกง โดยการซัดเข็มพิษใส่นายน้อยเฟิงเทียนงั้นเหรอ”
“อ๊าก” มือประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ ถูกไป่ฉีที่ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่บีบจนกระดูกข้อมือหัก ซ้ำยังฉวยเอาขวดยาแก้พิษไปด้วย
“พวกเจ้าตายตอนนี้ไม่ได้ บทลงโทษรอเจ้าอยู่” ไป่ฉีกล่าว
“บังอาจ.....” เพียงสิ้นคำพูด คอของผู้อาวุโสคนหนึ่งในตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ก็ถูกตัดออก ไม่มีแม้เลือดสักหยด พอร่างกับหัวร่วงลงกระทบพื้นก็แตกกระจายและระเหยไปราวกับน้ำแข็งแห้ง กลายเป็นเพียงหมอกควันในทันที สร้างความหวาดกลัวให้เกิดแก่คนในตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่มาก
ไป่ฉีเหาะออกมา ตามด้วยเขตแดนถูกกางขึ้นกักขังไม่ให้คนในตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่หลบหนีได้
“ทำการประลองต่อ ความผิดของพวกมันไว้ไต่สวนหลังจบงานประลองนี้” ไป่ฉีกล่าว
เฟิงเทียนที่เห็นทุกอย่างก็ยกยิ้มขึ้น ก่อนจะจับหัวของเส้าเทียนกระแทกกับลานประลองอีกครั้ง
เฟิงเทียนยืนขึ้น เขายกเท้าขึ้นเหนือหัวของเส้าเทียนที่ตอนนี้สลบ และไร้ปราณคุ้มกายแล้ว จากนั้นเขาทำการโคจรลมปราณที่เท้าของตน
“กิเลนย่ำพสุธา” กล่าวจบเฟิงเทียนก็เหยียบหัวของเส้าเทียนทันที
โบะ
เสียงกระโหลกแตก ตามด้วยเสียงเหมือนเหยียบลงไปในโคลน ใช่แล้ว ตอนนี้หัวของเส้าเทียนแตก มีเลือดและมันสมองไหลนองลานประลอง
“ประมุขจี๋หลิน อ๊อก ให้....ความ......เป็นธรรม.....ด้วย” กล่าวจบประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ก็สิ้นใจเพราะพิษได้แพร่ไปทั่วร่าง ทำให้อวัยวะภายในที่ถูกพิษหยุดทำงานทันที
“มารกระบี่ เจ้ามันมารกระบี่ ไม่ใช่เทพกระบี่” เสียงของคนในตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ตะโกนขึ้น ท่ามกลางสายตาผู้ชมโดยรอบ พวกเขาไม่อยากเชื่อว่าเทพกระบี่จะสังหารคนโดยไม่มีการไต่สวนก่อนตัดสินโทษแบบนี้
“เงียบบบบบ” เสียงของจางหนี่หวังที่ใช้ราชสีห์คำรามดังกลบเสียงก่นด่าจนหมด ทุกอย่างกลับมาเงียบอีกครั้ง
“ผู้อาวุโสคุมกฎ ประกาศผลการประลองซะ จากนั้นฉันจะไต่สวนเรื่องนี้เอง” จางหนี่หวังยืนขึ้น
“ผู้ชนะ นายน้อย อ้อ ไม่ใช่สิ ประมุขน้อยเฟิงเทียน” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศ แต่เสียงปรบมือกลับมีเพียงแค่จางหนี่หวัง ไป่ฉี และจี๋หลินเวิ่นเทียนเท่านั้นที่ปรบมือแสดงความยินดีกับเฟิงเทียน
________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
