บทที่ 11 คุณแก้แค้นผิดคน!
ด้านนอกลมหนาวพัดกระหน่ำฝนลงเม็ดหนัก ทว่าด้านในกลับร้อนแรงดั่งไฟลุกโชน
“อาเฉิน อื้อ เบา ๆ หน่อยสิ…” เฉียวอวี่โม่ นอนอยู่บนเตียง ใบหน้าเธอแดงก่ำ กลีบปากเล็กอิ่มเปิดออก เผยเสียงครางอันไพเราะและเย้ายวนออกมา
จิ้นเฉินนั่งอยู่บนโซฟาข้าง ๆ มองภาพตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์
จู่ ๆ เฉียวอวี่โม่ ก็หยุดคราง หล่อนหันไปมองจิ้นเฉิน ด้วยสายตาเว้าวอน “อาเฉิน...”
“ร้องต่อไป” จิ้นเฉินมองด้วยสายตาเ็า
เล็บของเธอจิกลงไปที่ฝ่ามือตัวเองอย่างแรง เฉียวอวี่โม่ไม่ยินยอม “อาเฉิน เราหมั้นกันแล้วนะ!”
เขาจะไม่แตะต้องเธอก็ได้ แต่ทำไมต้องให้เธอทำเื่แบบนี้ด้วย?
จิ้นเฉินขมวดคิ้วเป็ปม ั์ตาเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย “แล้วยังไง?”
คำตอบของเขาทำให้หัวใจของหญิงสาวเย็นวาบ เธอตั้งสติและะโเสียงแหลม “เป็เพราะเฉียวอันอันใช่ไหม? คุณหมั้นกับฉันเพราะจะยั่วยุเธอใช่ไหม?”
ร่างกายจิ้นเฉินเต็มไปด้วยไอเยือกแข็งแผ่ออกมา เขาลุกขึ้นยืน และเดินไปที่ข้างเตียง กดสายตามองไปที่เฉียวอวี่โม่ด้วยสายตาเหยียดหยาม “บางคำพูด ควรเก็บไว้ในใจก็พอ แต่ถ้าเลือกพูดมันออกมาแล้ว มันอาจจะฆ่าเธอได้”
เฉียวอวี่โม่สั่นสะท้านด้วยความกลัว เมื่อปะทะกับั์ตาที่ร้ายกาจของเขา
เธอเกือบลืมไปแล้วว่า ชายตรงหน้าคือทายาทตระกูลจิ้น ทั้งโเี้และเด็ดขาด ถ้าเขาจะจัดการเธอ คงทำได้ง่ายยิ่งกว่าการบีบมดให้ตาย
เธอซ่อนความไม่พอใจในแววตา พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ตราบใดที่เธอยังเป็คู่หมั้นของจิ้นเฉิน เฉียวอันอันก็จะถูกเธอเหยียบย่ำตลอดไป!
“ดีมาก” จิ้นเฉินเดินกลับไปนั่งที่โซฟา หยิบแก้วไวน์แดงขึ้นจิบ คำพูดของเขาทั้งเ็าและเฉยเมย “ร้องต่อไป”
เฉียวอวี่โม่หลับตาลง อ้าปากเล็กออกน้อย และเสียงครางที่ทำให้เืลมสูบฉีดก็ดังขึ้นอีกครั้ง
จิ้นเฉินแกว่งแก้วไวน์ และมองดูของเหลวในแก้วด้วยจิตใจที่ล่องลอย
ใบหน้าเรียวเล็กที่คลอไปด้วยน้ำตาของเฉียวอันอัน วนเวียนอยู่ในใจของเขาไม่หยุด
มี่เวลาหนึ่ง เขาเกือบจะใจอ่อนลง
หากเขาไม่รู้ว่าเธอเป็คนชอบเพ้อฝัน เขาคงถูกน้ำตาของผู้หญิงหลอกลวงไปแล้ว
จิ้นเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย ความเย็นรอบกายยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ลมหายใจของเขา ทำให้เฉียวอวี่โม่ใ คิดว่าเขาไม่พอใจที่เธอส่งเสียงไม่ดังพอ จึงเพิ่มเสียงครางให้ดังขึ้น
ในเวลานั้น ก็มีเสียงเคาะประตูอย่างรีบร้อนดังขึ้น เสียงร้องของเฉียวอวี่โม่ก็หยุดลงทันที
จิ้นเฉินเหลือบมองเธออย่างเ็า แล้วพูดเสียงเรียบ “เข้ามา”
ประตูห้องถูกเปิดออก พ่อบ้านหวงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าอึดอัด เมื่อเห็นจิ้นเฉินนั่งนิ่งบนโซฟาเขาก็ชะงักไป
เมื่อครู่เข้าได้ยินเสียงร้องของเฉียวอวี่โม่ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้านี้มันคืออะไร?
“พ่อบ้านหวง มีเื่ด่วนอะไร?” ความอึดอัดของเขาทำให้จิ้นเฉินไม่สบอารมณ์
พ่อบ้านหวงได้สติ รีบก้าวเข้าไปในห้อง พูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “คุณหนูเฉียวเป็ลมหมดสติอยู่ที่หน้าประตูครับ!”
หลังจากที่พ่อบ้านหวงเข้ามาในห้องก็ยังอดห่วงไม่ได้ จึงแอบออกมาดู โดยไม่คาดคิดก็พบว่าเฉียวอันอันนอนหมดสติท่ามกลางสายฝน
จิ้นเฉินได้ยินที่พ่อบ้านหวงพูด หัวใจชายหนุ่มก็หล่นวูบ เขารีบลุกออกไป และเร่งฝีเท้าอย่างเร่งรีบ
เขารีบรุดไปอย่างฉับพลัน รวดเร็วจนพ่อบ้านหวงวิ่งตามหลังแทบไม่ทัน
ด้านนอกประตู เฉียวอันอันนอนอยู่บนพื้น ดูไร้ชีวิตชีวา ราวกับคนตาย
เดิมทีจิ้นเฉินยังสงสัยอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อเห็นร่างของเธอ ความสงสัยทั้งหมดก็กลายเป็ความเ็ปแทน
เขาไม่สนใจร่มที่คนรับใช้ส่งให้ และก้าวไปข้างหน้าเพื่อกอดเฉียวอันอัน
พริบตาที่ัักับร่างนั้น เขารับรู้ได้ถึงความเย็นเฉียบอันน่ากลัว
ความไม่สบายใจพุ่งตรงมาที่หัวใจชายหนุ่มอย่างรุนแรง
เขาขยับขาทีละก้าวอย่างฉับไว อุ้มเฉียวอันอันเข้ามาในห้องรับแขก
พ่อบ้านหวงเตรียมผ้าห่มผืนหนึ่ง นำมาปูไว้บนโซฟา
จิ้นเฉินวางร่างที่อยู่ในอ้อมแขนลงอย่างนุ่มนวล เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเฉียวอันอันนั้นบอบบางมาก แขนที่เปลือยโผล่ออกมาราวกับว่าถ้าเขาออกแรงเพียงเล็กน้อยก็คงจะหักได้แน่
เขาขมวดคิ้ว สั่งพ่อบ้านหวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “โทรหาหมอเร็วเข้า!”
พ่อบ้านหวงรับคำ แล้วรีบโทรหาหมอประจำตระกูล
จิ้นเฉินปัดเส้นผมที่ติดอยู่บนใบหน้าของเฉียวอันอันออก สีหน้าของหญิงสาวซีดจาง หากไม่ใช่เพราะหน้าอกยังกระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อย เขาคงจะคิดว่าเธอตายแล้ว
เขานั่งมองดูเฉียวอันอัน จนกระทั่งหมอมาถึง
หลังตรวจร่างกายเสร็จ หมอก็ถอนหายใจออกมา
“เป็ยังไงบ้าง?” ลางสังหรณ์ร้ายชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ และเสียงของชายหนุ่มก็เริ่มแหบแห้ง
“คุณหนูคนนี้มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง จากการประเมินของผม พบว่ากล้ามเนื้อหัวใจตายแล้ว นอกจากนี้เธอยังโดนฝนและอากาศเย็นที่เข้าสู่ร่างกาย ผมเกรงว่าจะอยู่ไม่ถึงคืนนี้แล้ว...”
เธออยู่ไม่ถึงคืนนี้...
จิ้นเฉินกำมือแน่น
เป็ไปไม่ได้ เมื่อไม่กี่วันก่อน หล่อนยังร้องเพลงเพราะราวกับนกขมิ้นใต้ร่างของเขา แล้วเธอจะจากไปแบบนี้ได้ยังไง…
“ออกรถ ไปโรงพยาบาล!” หัวใจจิ้นเฉินหล่นวูบทันที เขาอุ้มร่างเฉียวอันอันไว้แน่น แล้วรีบเดินออกไป
หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
จิ้นเฉินขมวดคิ้วมุ่น สายตาจับจ้องไปที่ประตูอย่างลึกซึ้ง
ในเวลานี้ เฉียวอันซวี่ก็มาถึงหลังจากได้รับข่าว เมื่อเขาเห็นจิ้นเฉิน เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรออก เขาก็ชกไปที่หน้าของจิ้นเฉินทันที
“ลู่จิ่นเฉิน! ไอ้สารเลว!”
สี่ปีที่แล้ว เฉียวอันซวี่เคยเจอลู่จิ่นเฉิน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในบ้าน่นี้ เขาก็เข้าใจทันทีว่าทุกอย่างเป็การแก้แค้นของลู่จิ่นเฉิน
เส้นเืที่ข้อมือของเฉียวอันซวี่แทบะเิ เขาอยากจะชกจิ้นเฉินอีกครั้ง แต่ถูกพ่อบ้านหวงห้ามไว้ทัน
จิ้นเฉินใช้ปลายนิ้วลูบไล้รอยแผล พลางยิ้มเยาะอย่างเ็า “คุณชายเฉียวจำผิดคนแล้ว ผมคือจิ้นเฉินไม่ใช่ลู่จิ่นเฉิน!”
“คุณยังเป็คนอยู่ไหม?” เฉียวอันซวี่ได้ยินดังนั้น ก็โมโหขึ้นมาทันที “พี่สาวผมรักคุณมาก แต่คุณกลับทำร้ายเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า!”
“คุณพูดอะไร?” จิ้นเฉินขมวดคิ้วแน่น
“ผมพูดถึงคุณนั่นแหละ คุณแก้แค้นผิดคน!” เฉียวอันซวี่สงบลงแล้ว เขาหันไปมองประตูห้องฉุกเฉินด้วยความเ็ป
ถ้าไม่ใช่เพราะลุงหวังหาพี่สาวไม่เจอ เลยมาหาเขา เขาคงไม่รู้เลยว่าพี่สาวตัวเองป่วยหนักขนาดนี้
เมื่อนึกถึงพี่สาวที่ใกล้จะตาย แต่ยังนึกถึงผู้ชายคนนี้ก่อนจะจากไป เฉียวอันซวี่ก็ทนไม่ได้ จึงพูดว่า “คุณจิ้นคงไม่รู้ เมื่อสี่ปีที่แล้ว พี่สาวเป็โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เพราะเสียใจมากเกินไปกับการจากไปของแม่ และไม่อยากเป็ภาระให้คุณ เลยต้องจำใจบอกเลิก”
“จริงเหรอ?” จิ้นเฉินหรี่ตามองมา สายตาคมกริบ “ถ้าอย่างนั้นคุณชายเฉียวช่วยอธิบายหน่อยสิ ว่าเธอขายตัวเองเพื่อเงินให้กับใครบ้าง!”
“นั่นก็เพื่อตระกูลเฉียว เพื่ออาการป่วยของพ่อ!”
“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ดูแลตระกูลเฉียวและพ่อของคุณให้ดี” หัวใจจิ้นเฉินเต็มไปด้วยคลื่นความสับสน แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย เขาปัดฝุ่นที่ชายเสื้อ แล้วพูดเสียงต่ำ "ในเมื่อคุณชายเฉียวมาแล้ว ผมก็ขอตัวกลับก่อน”
หลังพูดจบ เขาก็ก้าวขายาว ๆ และจากไปอย่างรวดเร็ว
พ่อบ้านหวงปล่อยมือเฉียวอวี่โม่ และเดินตามจิ้นเฉินออกไป
หลังจากขึ้นรถ จิ้นเฉินก็มีสีหน้าครุ่นคิด
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วกดหมายเลขโทรออก “ลู่ซาน ตรวจสอบทุกอย่างของเฉียวอันอัน ภายในสี่ปีนี้ใหม่ทั้งหมด แล้วรายงานฉันภายในครึ่งชั่วโมง”
ทำไมคำพูดของเฉียวอันซวี่ ถึงได้แตกต่างกับผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ของเขาอย่างสิ้นเชิง?
“ได้ครับ คุณจิ้น” เสียงจากปลายสายตอบรับอย่างคล่องแคล่ว
หลังวางสาย จิ้นเฉินใช้ปลายนิ้วลูบไล้หน้าจอโทรศัพท์ที่เป็รูปเฉียวอันอันสมัยเด็ก