หลังจากที่เย่หยุนซีได้มอบของขวัญจนเสร็จสิ้น ตัวเขาก็ได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้โลกเพื่อให้หลิวหยาถิงใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัย จากนั้นออกเดินทางไปยังพิภพปีศาจในทันที
"เปลี่ยนไปใช้ร่างเทพปีศาจซะ" ในระหว่างที่กำลังโบยบินอยู่ภายในมิติ จู่ๆกู่หลินเฉินก็หยุดชะงักและออกคำสั่ง
"ร่างมนุษย์ใช้ไม่ได้อย่างงั้นหรือ?" เย่หยุนซีเอียงศีรษะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ไม่ได้! เพราะเดี๋ยวข้าจะใช้พลังของตนเองปิดผนึกจิตอสูรและพลังสายเลือดเทพแห่งชีวิตของเจ้า"ผู้เป็นมหาเทพปีศาจกล่าว ในมือปรากฏตราผนึกสีม่วงดำ
"ตัวข้าไปพิภพปีศาจในฐานะนักโทษไม่ใช่หรือ?" บุรุษหนุ่มคิ้วขมวดเอ่ยถามอีกครั้ง ในใจเริ่มรู้สึกสับสน
"พอไปถึงก็จะรู้เองนั่นแหละ แต่เจ้าไม่เป็นอันตรายหรอก ไม่ต้องกังวล"กู่หลินเฉินตัดสินใจพูดตัดบท จากนั้นเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
เย่หยุนซีถึงแม้จะไม่อยากทำตาม แต่ด้วยความที่มีชีวิตของลูกๆและเหล่าภรรยาเป็นตัวประกัน ดังนั้นเขาจึงกระตุ้นพลังมืดและเผยร่างเทพปีศาจแห่งความตายโดยไม่คิดรอช้า
เพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา เส้นผมสีดำที่ยาวสลวยก็แปรเปลี่ยนเป็นสีขาว ดวงเนตรสีอำพันบัดนี้แดงก่ำราวกับสีของโลหิตที่สดใหม่ ตรงบริเวณกลางหน้าผากระหว่างคิ้วปรากฏสัญลักษณ์ลวดลายเปลวไฟผสมอัสนีสีม่วงดำ
"เท่านี้เพียงพอแล้วหรือยัง" หลังจากที่เปลี่ยนแปลงรูปโฉมและรูปร่าง เย่หยุนซีก็เอ่ยปากกล่าวออกมาในทันที
กู่หลินเฉินเมื่อมองเห็นภาพนี้ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนที่จะใช้ตราผนึกในมือผนึกจิตอสูรและพลังสายเลือดเผ่าเทพแห่งชีวิตของอีกฝ่ายเอาไว้ จากนั้นออกเดินทางต่อไปโดยไร้ซึ่งบทสนทนาอีกครั้ง
เมื่อเวลาผันผ่านไปถึง 3 วัน ในที่สุดทั้งสองมาถึงจุดหมายปลายทางหรือก็คือพิภพปีศาจอันกว้างใหญ่ ซึ่งมีลักษณะภูมิทัศน์ที่คล้ายคลึงกับแดนเซียนอยู่ไม่น้อยแต่จะดูมืดครึ้มและมืดมนกว่า ประดุจดั่งว่าทุกช่วงเวลาก็คือยามค่ำคืนอย่างไรอย่างนั้น
"เห้อ ถึงแม้จะมีไอพลังมืดมหาศาล แต่บรรยากาศแบบนี้มันช่างไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยเอาเสียเลย" จู่ๆเย่หยุนซีเอื้อนเอ่ยถ้อยคำนี้ออกมา หลังจากกวาดสายตามองรอบด้านจนถ้วนถี่
กู่หลินเฉินเผยรอยยิ้มเยาะพลางส่ายศีรษะในทันที "ตอนนี้เจ้ามีสิทธิ์เลือกสถานที่อยู่ได้ด้วยหรือ หยุดบ่นแล้วตามข้ามาให้ไว"
สิ้นคำ! บุรุษหนุ่มทั้งสองก็ได้พุ่งทะลุมิติอีกครั้งแล้วมาปรากฏตัวยังตำหนักสีดำขนาดใหญ่
เย่หยุนซีเพ็งพิจารณาแล้วหันไปมองกู่หลินเฉินด้วยแววตาหลากหลาย เพราะเหตุใด! สถานที่ที่ใช้กักขังตัวเขามันถึงได้ดูหรูหราและอัดแน่นไปด้วยพลังมืดเช่นนี้
"มหาเทพปีศาจ ท่านต้องการอะไรจากข้ากันแน่?" บุรุษหนุ่มคิดไม่ออกเลยจริงๆถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย
ทางด้านกู่หลินเฉินเมื่อได้ยินคำถามก็หันศีรษะไปหาเย่หยุนซีเช่นเดียวกัน "อีกเดี๋ยวพวกเราต้องไปเข้าพบตาแก่จักรพรรดิปีศาจ และเมื่อถึงเวลานั้น เจ้าก็จะรู้เองว่าข้าพาเจ้ามาทำไม"
ว่าแล้ว! ผู้เป็นมหาเทพปีศาจก็เดินออกจากตำหนักไป ส่วนเย่หยุนซีหลังจากที่ได้ฟังทุกอย่างก็ถึงกับอึ้งงันในทันที
"นี่ข้าจะต้องพบเจอกับประมุขของเผ่าพันธุ์ปีศาจรวดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?" เขาทิ้งตัวลงนั่งพลางอุทานออกมา จากนั้นไม่รอช้าทำการตรวจสอบร่างกายหลังโดนผนึกของตนเองเพื่อดูว่าสามารถใช้อะไรได้บ้าง
เพราะถ้าหากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ตัวเขาจะได้ใช้มันเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเพียงพอหรือไม่
"ฟุ่ว! ตอนนี้สิ่งที่ข้าใช้ได้ก็จะมีพลังปราณพื้นฐาน พลังกาย เปลวเพลิงเทวะอำพัน แก่นแท้น้ำแข็ง อัสนีบาตสวรรค์ อัสนีบาตทรราช และสุดท้ายก็คือพลังสายเลือดเทพปีศาจแห่งความตาย" เย่หยุนซีบ่นพึมพำพลางถอนหายใจหลังจากเสร็จสิ้นตรวจดูทุกอย่าง
"ชิ! ไม่คิดเลยว่าตาแก่นั่นจะผนึกพลังจิตวิญญาณซึ่งเป็นไม้เด็ดของข้าไปพร้อมจิตอสูรด้วย แบบนี้การสู้ข้ามระดับของข้าก็จะลดลงเหลืออยู่เพียงระดับเซียนดินขั้นปลาย.........ถึงแม้จะใช้ลูกไม้ได้หลายอย่าง มากสุดก็น่าจะต่อกรได้แค่ระดับเซียนเบิกนภาขั้นต้น"
"เห้อ ตัวข้าในตอนนี้ไม่มีหนทางที่จะไปต่อกรกับระดับมหาเทพได้เลยสักนิด คงมีแต่ต้องคาดหวังกับคำพูดที่ว่า 'ไม่มีอันตราย ไม่ต้องกังวล' ของมหาเทพปีศาจกู่หลินเฉินเพียงเท่านั้น"
ว่าแล้วเย่หยุนซีจึงได้ใช้ร่างจิตสำนึกของตนเองตรงเข้าไปแตะหอคอยหยินหยาง แต่ทว่ามันก็ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับประดุจดั่งกำลังจะสื่อว่า 'เรื่องนี้ข้าก็ช่วยท่านไม่ได้'
"ก๊อกๆๆ"
"เรียนคุณชาย องค์ชายกู่หลินเฉินให้มาแจ้งว่า ได้เวลาเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิแล้วขอรับ" ในขณะที่บุรุษหนุ่มกำลังครุ่นคิดหาทางออกให้กับตนเองอยู่นั้น จู่ๆเสียงอันทรงพลังแต่แฝงไปด้วยความเคารพก็พลันดังมาจากด้านนอกประตู
"ปั้ง"
"นำทางเถอะ" เย่หยุนซีลุกขึ้นยืนและเดินตามเจ้าของเสียงนั้นไป จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้มาถึงโถงบัลลังก์ที่มีผู้คนอยู่มากมายและนั่นก็รวมไปถึงมหาเทพปีศาจกู่หลินเฉินด้วยเช่นกัน
"ลูกชายข้า นี่คือเรื่องด่วนของเจ้าอย่างนั้นหรือ?" จักรพรรดิเทพปีศาจแห่งความตายซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์หรี่ตามองร่างของเย่หยุนซีก่อนจะกล่าวออกมา
กู่หลินเฉินพยักหน้า จากนั้นเดินเข้าไปยืนข้างๆเย่หยุนซีแล้วยกมือขึ้นโอบไหล่ "ใช่แล้ว ที่ข้าเรียกทุกคนมาในวันนี้ก็เพราะอยากแจ้งให้ทุกคนได้รับทราบเอาไว้"
"เด็กหนุ่มคนนี้ แท้จริงแล้วคือบุตรชายเพียงคนเดียวของข้าที่พลัดพรากกันมานาน"
"เปรี้ยง"
คำกล่าวนี้ราวกับอัสนีบาตฟาดผ่าลงมากลางใจของทุกคนเข้าอย่างจัง ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเทพปีศาจ บรรดาเชื้อพระวงศ์ หรือว่าเหล่าขุนนางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนกตกใจ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเย่หยุนซีที่บัดนี้ใบหน้าของเขากลับกลายเป็นสับสนสุดขีด หัวสมองว่างเปล่า ทั้งร่างกายและหัวใจเริ่มมีอาการสั่นเทาออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"ฮ่าๆๆ ท่านอย่ามาพูดล้อเล่นแบบนี้นะ มันไม่ตลกเลยสักนิด" หลังจากได้สติ เย่หยุนซีจึงหัวเราะอย่างข่มขื่นพลางตะโกนกล่าวท่ามกลางโถงบัลลังก์ ทั้งยังปัดมือบนไหล่ออกอย่างใจกล้า
"ข้าไม่ได้พูดล้อเล่น เรื่องนี้ข้าได้พิสูจน์แล้วว่ามันคือความจริง" กู่หลินเฉินนำเข็มทิศสืบค้นสายเลือดออกมาแล้วหยดเลือดของตนเองลงไป เพียงไม่กี่ลมหายใจ เข็มของเข็มทิศก็ชี้ไปทางเย่หยุนซีซึ่งมีความเข้ากันได้ของสายโลหิตมากที่สุดในบรรดาเชื้อพระวงศ์ ยกเว้นบิดาอย่างจักรพรรดิเทพปีศาจ
เย่หยุนซีเมื่อได้เห็นก็ทำได้เพียงกัดฟัน กำหมัดแน่น เพื่อสะกดอารมณ์ของตนเองไม่ให้ระเบิดออกมามากกว่านี้ ไม่เช่นนั้น เขาอาจจะลงมือโจมตีกู่หลินเฉินเพื่อระบายความอัดอั้นและโกรธเคืองก็เป็นได้
'อึก! เอาไว้รอให้เรื่องวันนี้ผ่านไปก่อน ท่านจะต้องให้คำอธิบายแก่ข้า'