เช้าวันที่สามท่ามกลางป่าลึกที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกามารมณ์จากค่ำคืนที่ผ่านมา อาหรงยืนกอดอกมองดูขบวนรถม้าหรูหราสามคันที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามายังลานหน้ากระโจมที่พักด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เต็มไปด้วยแผนการอันแยบยล เสียงล้อรถและเสียงกีบม้าดังก้องไปในความเงียบของป่าลึก ฝุ่นผงที่ฟุ้งขึ้นจากพื้นดินแห้งแล้งสร้างภาพที่ดูเหมือนหมอกบางๆ ปกคลุมขบวนรถที่กำลังเข้ามา
สี่สาวงาม—หลิวเหมย, ซูหลิน, หวังฟาง และจางซิน—ต่างยืนหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น เมื่อเห็นร่างสูงสง่าของคู่หมั้นของพวกนางก้าวลงมาจากรถม้า ความรู้สึกผิดและความกลัวที่จะถูกเปิดโปงสิ่งที่เกิดขึ้นในสองคืนที่ผ่านมาทำให้หัวใจของพวกนางเต้นระรัวจนแทบจะระเบิด
คุณชายจางเหว่ย คู่หมั้นของหลิวเหมย บัณฑิตหนุ่มผู้เคร่งครัดในจารีต ก้าวลงมาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงแววห่วงใย ชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่เขาสวมใส่ดูสะอาดและเรียบร้อย ผมที่หวีเรียบเนียนและท่าทางที่สุภาพเรียบร้อยทำให้เขาดูเหมือนนักปราชญ์ที่เพิ่งออกมาจากห้องสมุด เขาตรงเข้ามาหาหลิวเหมยด้วยท่าทีสุภาพ แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องปลายนิ้วของนาง
"เหมยเอ๋อร์... ข้าห่วงเจ้ามาก เมื่อได้รับจดหมายว่าเจ้าต้องมาอยู่ที่นี่" เขาเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย "เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม"
ถัดมาคือ แม่ทัพน้อยถัง คู่หมั้นของจางซิน ทหารหนุ่มผู้ห้าวหาญและเต็มไปด้วยพละกำลัง เขาสวมเสื้อเกราะเบาและมีดาบคาดเอว ผิวเนื้อสีทองแกมน้ำตาลจากการออกแดดในสนามรบ มัดกล้ามที่เด่นชัดและท่าทางที่มั่นใจทำให้เขาดูเป็นนักรบตัวจริง เขาเดินเข้ามาหาจางซินด้วยท่าทีองอาจ แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความหึงหวงเมื่อเห็นจางซินยืนอยู่ใกล้กับอาหรงนั้นไม่อาจปกปิดได้
"ซินเอ๋อร์... ทำไมเจ้าต้องมาอยู่ที่นี่ ข้าไม่เข้าใจ" เขาพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความไม่พอใจ
คุณชายเหวิน คู่หมั้นของซูหลิน พ่อค้าหนุ่มผู้เจ้าเล่ห์และฉลาดหลักแหลม เขาสวมใส่เสื้อผ้าที่มีราคาแพงและประดับด้วยเครื่องประดับทอง สายตาที่เฉียบคมและท่าทางที่คำนวณทุกการเคลื่อนไหวทำให้เขาดูเหมือนนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับกำลังจับผิดสิ่งผิดปกติที่ซ่อนอยู่
"สถานที่แห่งนี้... ดูแปลกๆ นะ" เขาพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวง "และบรรยากาศก็..."
และสุดท้ายคือ คุณชายสวี่ คู่หมั้นของหวังฟาง ศิลปินหนุ่มผู้ขี้โรคและอ่อนไหว เขาสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อนและมีผ้าพันคอเพื่อป้องกันลมหนาว ใบหน้าซีดและรูปร่างผอมบางทำให้เขาดูเหมือนคนที่ไม่แข็งแรง เขามองหวังฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย แต่กลับไม่กล้าแสดงออกมากนัก
"ฟางเอ๋อร์... ข้าคิดถึงเจ้ามาก" เขากระซิบเบาๆ "เจ้าดูแปลกๆ... ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งขึ้น แต่สายตา..."
ลุงชางและลุงกัว สหายของอาหรง ยืนอยู่ข้างๆ เขาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ร่างกายที่กำยำและแข็งแกร่งของพวกเขาเปล่งออร่าของนักรบผู้ผ่านการต่อสู้มามาก รอยแผลเป็นที่เห็นได้ชัดเจนบนแขนและหน้าอกเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงประสบการณ์ในสนามรบ สายตาของพวกเขากวาดมองสี่สาวงามที่ยืนตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น ก่อนจะเหลือบไปมองคู่หมั้นทั้งสี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการท้าทาย
"ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ป่าลึกแห่งนี้" อาหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจ เขายืนตระหง่านด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ร่างสูงใหญ่และกล้ามเนื้อที่เด่นชัดทำให้เขาดูโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับคู่หมั้นทั้งสี่ "ข้าเองที่เป็นคนเชิญพวกท่านมา เพื่อให้พวกท่านได้เห็นว่าสี่สาวงามของพวกท่านนั้นสบายดีเพียงใดภายใต้การดูแลของข้า"
คำพูดของอาหรงทำให้คู่หมั้นทั้งสี่ต่างขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยทักท้วง เพราะสถานะของอาหรงในฐานะญาติผู้ใหญ่จากชายแดนนั้นค้ำคออยู่ นอกจากนี้ ออร่าของความแข็งแกร่งและอันตรายที่เขาเปล่งออกมายังทำให้พวกเขารู้สึกกดดันและไม่กล้าต่อต้าน
"และนี่คือสหายของข้า ลุงชางและลุงกัว" อาหรงแนะนำชายฉกรรจ์ทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "พวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลความปลอดภัยของสี่สาวงามตลอดสองคืนที่ผ่านมา เป็นนักรบผู้กล้าหาญที่ข้าไว้วางใจมากที่สุด"
ลุงชางและลุงกัวยิ้มรับอย่างมีเลศนัย สายตาของพวกเขากวาดมองสี่สาวงามที่ยืนตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น ก่อนจะเหลือบไปมองคู่หมั้นทั้งสี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
คุณชายจางเหว่ยสังเกตเห็นการแลกสายตาระหว่างหลิวเหมยกับอาหรง ความไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ "เหมยเอ๋อร์... เจ้าดูแปลกๆ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า หน้าตาของเจ้าเปลี่ยนไป" เขาถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
หลิวเหมยรู้สึกผิดหวังกับความอ่อนแอของคู่หมั้น เมื่อเปรียบเทียบกับความมั่นใจและพลังของอาหรง ความแตกต่างระหว่างชายสองคนนั้นชัดเจนเหมือนกับความแตกต่างระหว่างเสือกับแมว "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณชาย ข้าแค่... เหนื่อยจากการเดินทาง" นางตอบพลางแอบมองอาหรงด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา
แม่ทัพน้อยถังสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในท่าทีของจางซิน "ซินเอ๋อร์ เจ้าดูเปลี่ยนไปจากเดิม ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งขึ้น แต่สายตา... สายตาของเจ้ามีอะไรที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน มันเหมือนกับ..." เขาพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย
จางซินรู้สึกหงุดหงิดกับความไร้เดียงสาของคู่หมั้น เมื่อเปรียบเทียบกับความเข้าใจและความรู้ลึกของอาหรง "ท่านคิดมากไปแล้วค่ะ คุณชายถัง ข้าแค่ได้พักผ่อนดีขึ้นเท่านั้นเอง" เธอตอบพลางแอบเหลือบไปมองอาหรงที่กำลังมองเธออยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมาย
"เอาล่ะ... ในเมื่อแขกมาถึงแล้ว เราก็มานั่งดื่มชาและพูดคุยกันเสียหน่อยดีกว่า" อาหรงเอ่ยพลางผายมือไปยังโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมไว้กลางลาน โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ถูกจัดวางอาหารและเครื่องดื่มอย่างมากมาย มีชาหอมจากชายแดน ผลไม้สดใส ขนมหวานต่างๆ และเหล้าแรงที่มีกลิ่นหอมเข้มข้น
ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งลง อาหรงได้จัดการนั่งอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม เขาให้คู่หมั้นทั้งสี่นั่งด้านหนึ่งของโต๊ะ ส่วนเขาเองนั่งตรงข้ามกับหลิวเหมย โดยมีลุงชางและลุงกัวนั่งข้างๆ ตำแหน่งที่เขาเลือกทำให้เขาสามารถมองเห็นสี่สาวงามได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญคือสามารถเริ่มแผนการลวนลามที่แยบยลของเขาได้
"ชาจากชายแดนนี้รสชาติดีนัก มีกลิ่นหอมที่แตกต่างจากชาในเมืองหลวง" อาหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะที่ลับๆ เลื่อนเท้าไปใต้โต๊ะ "คุณชายจางเหว่ยลองชิมดูสิ อาจจะชอบก็ได้"
คุณชายจางเหว่ยพยักหน้าพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ รสชาติที่เข้มข้นและหอมกรุ่นทำให้เขาประทับใจ "ชาดีจริงๆ ครับ ท่านอาหรง ข้าไม่เคยชิมชาที่มีรสชาติแบบนี้มาก่อน รสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นหอมที่แปลก" เขาพูดด้วยความจริงใจ โดยไม่รู้เลยว่าใต้โต๊ะนั้น คู่หมั้นของเขากำลังถูกลวนลามอย่างเร่าร้อน
อาหรงเริ่มแผนการของเขาด้วยการเลื่อนเท้าไปหาหลิวเหมยใต้โต๊ะ เขาใช้ปลายเท้าแตะกับข้อเท้าของนางเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปตามน่อง การสัมผัสที่คุ้นเคยทำให้หลิวเหมยสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกถึงความร้อนที่ส่งผ่านผ้า ใบหน้าของนางเริ่มแดงก่ำขึ้นทีละน้อย
"เหมยเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าแดงนะ ดูเหมือนจะมีไข้" คุณชายจางเหว่ยถามด้วยความห่วงใย
"ข้า... ข้าไม่เป็นอะไรค่ะ อาจจะเป็นเพราะอากาศร้อน" หลิวเหมยตอบด้วยเสียงสั่นเครือ ขณะที่เท้าของอาหรงยังคงลูบไล้ไปตามน่องของนางอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกเสียวซ่านที่คุ้นเคยทำให้ร่างกายของนางตอบสนองทันที
อาหรงยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลิวเหมย เขาเพิ่มความกล้าหาญขึ้นด้วยการใช้เท้าทั้งสองข้างลูบไล้ไปตามขาของนางใต้โต๊ะ ความรู้สึกที่คุ้นเคยทำให้หลิวเหมยรู้สึกเสียวซ่านและตื่นเต้น นางพยายามขยับตัวหนี แต่เท้าของอาหรงกลับยิ่งติดตามและลูบไล้อย่างไม่ลดละ
ในขณะเดียวกัน ลุงชางก็ไม่รอช้า เขาลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยข้ออ้างว่าจะไปรินชาให้ทุกคน "ข้าจะไปรินชาให้ทุกท่านนะ ชาจะอร่อยที่สุดเมื่อยังร้อนๆ" เขาเดินไปรินชาให้ซูหลิน และจงใจใช้ร่างกายเบียดชิดกับนางอย่างแนบเนียน มือของเขาที่ถือกาน้ำชาลอบเอื้อมไปแตะกับแขนของซูหลินอย่างแผ่วเบา
"ชาของข้าคงร้อนไปหน่อยกระมัง คุณหนูซูหลิน" ลุงชางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหมาย ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งลอบเอื้อมไปบีบก้นของซูหลินอย่างแรงใต้ผ้า "ระวังจะลวกปากเอาได้ ชาชายแดนร้อนกว่าชาในเมืองหลวงมาก"
ซูหลินสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจและเสียวซ่าน การสัมผัสที่คุ้นเคยทำให้ร่างกายของนางตอบสนองทันที ความรู้สึกเร่าร้อนที่เคยสัมผัสในสองคืนที่ผ่านมากลับมาอีกครั้ง นางหันไปมองลุงชางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธปนความตื่นเต้น แต่ลุงชางกลับยิ้มตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
คุณชายเหวินที่นั่งอยู่ข้างๆ ซูหลินหันมามองด้วยความสงสัย "หลินเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ดูตกใจนะ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า"
ซูหลินรู้สึกหงุดหงิดกับความไร้เดียงสาของคู่หมั้น เมื่อเปรียบเทียบกับความกล้าหาญและความมั่นใจของลุงชาง "ข้า... ข้าแค่ตกใจที่ชาร้อนเท่านั้นเองค่ะ" นางตอบพลางแสร้งทำเป็นไอและยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อปกปิดความตื่นเต้นที่กำลังก่อตัวขึ้นภายใน
ส่วนลุงกัวนั้น เขาใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป เขาเดินไปยืนอยู่ด้านหลังหวังฟาง ด้วยข้ออ้างว่าจะช่วยจัดอาหารให้ "ข้าจะช่วยจัดอาหารให้คุณหนูนะ อาหารชายแดนอาจจะแปลกสำหรับคนเมืองหลวง" และจงใจใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายเบียดชิดกับแผ่นหลังของนาง มือของเขาลอบเอื้อมไปบีบนวดไหล่ของหวังฟางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนลงไปลูบไล้แผ่นหลังของนางอย่างยั่วยวน
"คุณหนูหวังฟางดูท่าจะเหนื่อยจากการเดินทางกระมัง" ลุงกัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทำให้หวังฟางรู้สึกเสียวซ่าน "ให้ข้านวดให้จะช่วยให้ผ่อนคลายขึ้น กล้ามเนื้อของคุณหนูตึงมากเลย การเดินทางไกลคงทำให้เมื่อยล้า"
หวังฟางตัวสั่นสะท้านด้วยความเสียวซ่านเมื่อรู้สึกถึงมือหนาและแข็งแกร่งของลุงกัวลูบไล้ไปตามร่างกาย ความรู้สึกที่คุ้นเคยทำให้ร่างกายของนางตอบสนองอย่างรุนแรง นางพยายามขยับตัวหนี แต่ลุงกัวกลับยิ่งเบียดชิดและลูบไล้แผ่นหลังของนางอย่างไม่ลดละ มือของเขาเคลื่อนไหวอย่างช่ำชอง ลูบไล้ไปตามสันหลังจนถึงเอว
คุณชายสวี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ หวังฟางหันมามองด้วยความห่วงใย "ฟางเอ๋อร์ เจ้าเหนื่อยมากหรือเปล่า ใบหน้าแดงนะ ดูเหมือนจะมีไข้"
หวังฟางรู้สึกหงุดหงิดกับความอ่อนแอของคู่หมั้น เมื่อเปรียบเทียบกับความแข็งแกร่งของลุงกัว "ข้า... ข้าแค่เหนื่อยเล็กน้อยค่ะ" นางตอบพลางยิ้มตอบอย่างฝืนๆ และพยักหน้าเบาๆ เพื่อให้ลุงกัวนวดต่อไป "การนวดช่วยได้มากเลยค่ะ ท่านนวดเก่งจริงๆ"
จางซินนั้น เธอได้รับการดูแลจากอาหรงเป็นพิเศษ เขาใช้เท้าข้างหนึ่งลูบไล้ไปตามขาของหลิวเหมย ขณะที่เท้าอีกข้างหนึ่งลูบไล้ไปตามข้อเท้าของจางซินใต้โต๊ะอย่างแผ่วเบา การสัมผัสที่คุ้นเคยทำให้จางซินสะดุ้งเฮือกด้วยความเสียวซ่าน นางพยายามขยับเท้าหนี แต่เท้าของอาหรงกลับยิ่งลูบไล้และบดเบียดไปตามข้อเท้าของนางอย่างไม่ลดละ
"อาหารเช้าวันนี้อร่อยเป็นพิเศษ" อาหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่สายตาของเขากลับจ้องมองจางซินอย่างท้าทาย ขณะที่เท้าของเขาเลื่อนขึ้นไปตามน่องของนางใต้ผ้า "คุณหนูจางซินลองชิมดูสิ ข้าสั่งให้ลูกน้องทำพิเศษเพื่อต้อนรับแขกทั้งหลาย มีเมนูจากชายแดนที่หาทานในเมืองหลวงไม่ได้"
แม่ทัพน้อยถังที่นั่งอยู่ข้างๆ จางซินหันมามองด้วยความสงสัย "ซินเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ดูกระสับกระส่ายนะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า"
จางซินรู้สึกหงุดหงิดกับความโง่เขลาของคู่หมั้น "ข้า... ข้าแค่ตื่นเต้นกับอาหารอร่อยๆ เท่านั้นเองค่ะ" นางตอบพลางแสร้งทำเป็นหัวเราะและยกอาหารขึ้นชิมเพื่อปกปิดความตื่นเต้นที่กำลังก่อตัวขึ้นภายใน
เกมลวนลามใต้โต๊ะดำเนินไปอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ อาหรงใช้ความชำนาญของเขาในการควบคุมสถานการณ์ เขาสามารถพูดคุยกับคู่หมั้นทั้งสี่อย่างเรียบเฉยไปได้ ขณะที่ใต้โต๊ะนั้นเขากำลังลวนลามสี่สาวงามอย่างเร่าร้อน
"พวกท่านเดินทางมาไกลแค่ไหนกัน การเดินทางคงลำบาก" อาหรงถามคุณชายจางเหว่ย ขณะที่เท้าของเขาเลื่อนขึ้นไปตามต้นขาของหลิวเหมยใต้ผ้า
"ข้าเดินทางมาจากเมืองหลวงครับ ใช้เวลาสามวัน" คุณชายจางเหว่ยตอบด้วยความสุภาพ "เมื่อได้รับจดหมายจากท่านว่าเหมยเอ๋อร์อยู่ที่นี่ ข้าก็รีบมาทันที ข้าห่วงเธอมาก"
หลิวเหมยรู้สึกผิดหวังกับความไร้เดียงสาของคู่หมั้น เมื่อเปรียบเทียบกับความกล้าหาญและความเร่าร้อนของอาหรง เท้าของอาหรงบัดนี้เลื่อนขึ้นไปถึงต้นขาของนางแล้ว ลูบไล้ไปตามผิวเนื้อที่นุ่มนวลใต้ผ้า
"ท่านเป็นห่วงคู่หมั้นมากจริงๆ" อาหรงพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยการเยาะเย้ย "แต่ข้าขอรับรองว่า เหมยเอ๋อร์ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ใช่ไหมเหมยเอ๋อร์"
หลิวเหมยพยักหน้าอย่างลำบาก ขณะที่เท้าของอาหรงเลื่อนเข้าไปใกล้จุดอ่อนไหวของนางมากขึ้น "ใช่ค่ะ... ท่านอาหรงดูแลข้าดีมาก ดีกว่าที่ข้าเคยคิดไว้" นางตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
สี่สาวงามต่างนั่งตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น พวกนางรู้สึกเสียวซ่านกับการลวนลามใต้จมูกคู่หมั้น แต่ก็กลัวว่าจะถูกจับได้ ความเร่าร้อนที่ถูกปิดบังทำให้ร่างกายของพวกนางตอบสนองอย่างรุนแรง หัวใจเต้นระรัว ลมหายใจหอบ และความรู้สึกเสียวซ่านที่ไม่อาจปิดบังได้
"เอาล่ะ ข้าคิดว่าพวกท่านคงเหนื่อยจากการเดินทาง" อาหรงเอ่ยขึ้นหลังจากที่เกมลวนลามดำเนินไปได้สักพัก "ข้าจะให้ลูกน้องจัดเตรียมที่พักให้พวกท่าน แต่คืนนี้ ข้าอยากให้พวกท่านได้ร่วงานเลี้ยงกับพวกเรา เพื่อเป็นการต้อนรับ จะมีอาหารและเครื่องดื่มจากชายแดนที่หาทานที่อื่นไม่ได้"
คู่หมั้นทั้งสี่พยักหน้าตกลง แม้จะรู้สึกไม่สบายใจกับบรรยากาศแปลกๆ ที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะอาหรงมีสถานะเป็นญาติผู้ใหญ่
"งั้นพวกท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ" อาหรงลุกขึ้นจากที่นั่ง "ส่วนสี่สาวงาม ข้าอยากให้พวกเจ้าไปเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้ ข้ามีชุดสวยๆ ให้พวกเจ้าใส่"
เมื่อคู่หมั้นทั้งสี่ถูกนำไปยังที่พักที่จัดเตรียมไว้ อาหรงก็หันมาหาสี่สาวงามด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยแผนการ
"หลังจากพักผ่อนซักครู่ ข้าจะพาคู่หมั้นทั้งสี่ของพวกเจ้าไปชมสถานที่รอบๆ นี่" อาหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "ให้พวกเขาได้เห็นความงดงามของป่าลึกแห่งนี้ และเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป"
"คืนนี้... ข้าจะให้พวกเจ้าได้รู้ว่า การเล่นชู้ใต้จมูกคู่หมั้นมันเร่าร้อนเพียงใด" อาหรงกระซิบกับตัวเองพลางยกจอกเหล้าขึ้นดื่มอย่างผู้ชนะ "เกมที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน"
สี่สาวงามมองกันด้วยความตื่นเต้นปนความหวาดกลัว พวกนางรู้ดีว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่พวกนางจะไม่มีวันลืม คืนที่ความปรารถนาที่ถูกปิดบังจะได้รับการปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ท่ามกลางการมองดูของคู่หมั้นที่ไม่รู้เรื่องราวใดๆ เลย