กำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess)

    ตอนที่39:ปะทะกับราตรี

    แสงสีฟ้าอ่อนที่ห่อหุ้มร่างพลันจางหาย ความรู้สึกราวกับถูกฉุดกระชากผ่านมิติอันบิดเบี้ยวสิ้นสุดลง ณิชาลืมตาขึ้น พบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางพงไพร อันเงียบสงัด เขียวชอุ่ม แสงตะวันอ่อนละมุนลอดผ่านหมู่ไม้ลงมากระทบพื้นดิน ก่อเกิดบรรยากาศร่มรื่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด อากาศบริสุทธิ์อบอวลไปด้วยกลิ่นไอดิน กลิ่นใบไม้ชื้น และกลิ่นหอมจางๆ ของบุปผาป่าที่ลอยระเรื่อยมาตามลม


    'นี่คือ... ดินแดนมิติแห่งการทดสอบแรกสินะ' ณิชาครุ่นคิดในใจ พลางกวาดสายตาสอดส่องไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง ความกังวลระลอกเล็กก่อตัวขึ้นในใจ เกี่ยวกับแผนการที่อาจซ่อนเร้นของ 'นิชา' อีกตัวตน และการต้องเผชิญหน้ากับสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยนี้เพียงลำพัง แต่นางสูดลมหายใจลึก พยายามขับไล่ความหวั่นวิตก 'ช่างปะไร! เพลานี้จำต้องมุ่งมั่นกับการทดสอบเบื้องหน้าก่อน!'


    นางลองสำรวจร่างกายจำลองของตน ทุกส่วนดูสมจริงจนน่าทึ่ง สัมผัสได้ถึงเนื้อผ้าของอาภรณ์นักบุญแถบเงิน พลังเวทย์ระดับ 2 ดาวที่เพิ่งบรรลุ และวงแหวนรอยสักบนแผ่นหลัง ทุกสิ่งถูกจำลองขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ต่างจากร่างกายจริงของนางเลย ยกเว้นก็แต่... จี้กระจกที่เป็นเพียงของจำลอง และความรู้สึกว่างเปล่าในใจ เมื่อไม่มีเสียงเย็นชาของ 'นิชา' คอยกระซิบอยู่ข้างหู รวมทั้งดาบประจำกาย... ที่บัดนี้เป็นเพียง ดาบธรรมดาเล่มหนึ่ง ไม่ใช่ศาสตราเวทย์ที่ใช้ในปกติ


    เมื่อสำรวจตนเองเรียบร้อย นางจึงเพ่งสมาธิไปยังลูกแก้วสะท้อนใจสีฟ้าอ่อนที่ประทับอยู่ในช่องสำรองของวงแหวนหลัก พลันจุดแสงสีฟ้าอ่อนสี่จุดก็ปรากฏขึ้นในมโนภาพ บ่งบอกตำแหน่งของสหายอีกสามคนและตัวนางเอง


    'ทุกคนถูกส่งมากระจายกัน แต่ก็หาได้ไกลกันมากนัก' ณิชาพิจารณา 'จุดที่ใกล้ที่สุดอยู่ทางทิศบูรพาเฉียงเหนือ จำต้องรีบไปสมทบกับผู้อื่นโดยเร็ว'


    นางตัดสินใจเคลื่อนกายไปยังจุดสัญญาณที่ใกล้ที่สุด คาดว่าน่าจะเป็นของรุจีหรือมาริน ด้วยวิชาตัวเบาและท่วงท่าเท้า 'ทำนองธารา' นางจึงสามารถเหยียบย่างผ่านพงไพรไปได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบดุจเงา


    แต่หลังจากเดินทางไปได้ครู่หนึ่ง ณิชาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ สัญญาณจุดนั้นมิได้เคลื่อนเข้ามาหานาง หรือหยุดนิ่งรอคอย แต่กลับกำลังเคลื่อนห่างออกไป! ยิ่งไปกว่านั้น ทิศทางยังดูวกวนราวกับกำลังหลบหนีบางสิ่ง!


    'หรือว่า!?' ลางสังหรณ์อันมิชอบแล่นวาบเข้ามาในใจ! 'รุจีหรือมารินกำลังถูกศัตรูไล่ล่า!?'


    เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้น ณิชาก็มิรอช้า นางเร่งความเร็วจนสุดกำลัง ทะยานร่างฝ่าพงไพรไปยังทิศทางของสัญญาณนั้นด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม!


    ตูม! เปรี้ยง! ฟิ้ว!


    เสียงระเบิดจากพลังเวทย์และเสียงปะทะดังสะท้อนต่อเนื่อง! ยืนยันลางสังหรณ์ของณิชา เมื่อนางเข้าใกล้บริเวณนั้นมากขึ้น ก็ประจักษ์ภาพรุจีในชุดนักบุญกำลังวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความเหนื่อยหอบ นางคอยหันกลับไปยิง 'ลูกไฟผลาญ' สกัดกั้นศัตรูเป็นระยะๆ


    ส่วนผู้ที่ไล่ตามมาติดๆ คือ ราตรี ศิษย์เอกแห่งสุธีรา! นางเยื้องย่างด้วยท่วงท่าเท้าอันรวดเร็วและงดงามประดุจระบำจันทร์ "เยื้องก้าวจันทรา" ทำให้นางหลบหลีกเปลวเพลิงของรุจีได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับไล่กระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันและแววตาที่เปี่ยมด้วยความเหิมเกริม


    "ฮ่าๆๆ! หนีสิ หนีไปไหนพ้น! เจ้าศิษย์ก้นกุฏิของมทินา!" เสียงแหลมเล็กของราตรีตะโกนไล่หลังอย่างน่าชัง "นึกว่าเก่งกาจสามารถ เห็นปากดีบอกว่าจะเหยียบข้า! ไหนละ! น่าสมเพชสิ้นดี!"


    "เจ้า! วาจาสามหาว!" รุจีหันกลับมายิงลูกไฟชุดใหญ่อีกครา แต่ราตรีก็ใช้เยื้องก้าวจันทราหลบหลีกไปได้อีกอย่างง่ายดาย


    ราตรีรู้แจ้งแก่ใจว่าหากประมือด้วยพลังเวทย์ตรงๆ นางซึ่งเชี่ยวชาญทักษะ 'ศรเพลิงหงส์' ย่อมมิอาจต้านทานพลังทำลายล้างของ 'ลูกไฟผลาญ' โดยร่างจำแลง 'แมงป่องอัคคี' ของรุจีได้แน่ นางจึงอาศัยความเร็วและความคล่องตัวจากวิชาตัวเบาเข้าประชิดแทน เพื่อใช้ดาบสั้นคู่ใจปลิดชีพรุจีในระยะใกล้ อันเป็นจุดอ่อนของจอมเวทย์สายยิงไกลเช่นรุจี!


    "มัวแต่ซัดเวทย์เยี่ยงเด็กเล่นอยู่ได้! เข้ามารับคมดาบข้าเสียดีกว่า! หรือว่าขลาดกลัวจนตัวสั่นแล้วรึ!?" ราตรีหัวร่อเย้ยหยัน พุ่งเข้าประชิดตัวรุจีด้วยความเร็วสูง!


    รุจีตกใจ พยายามจะถอยหนี แต่ก็ช้าไปหนึ่งก้าว!


    "เสร็จข้าล่ะ!" ราตรีแสยะยิ้มอำมหิต นางตวัดดาบสั้นในมือ หมายจะฟันเข้าที่แขนของรุจีเพื่อตัดกำลัง!


    เคร้ง!!!


    แต่ก่อนที่คมดาบจะสัมผัสร่างรุจี เสียงโลหะกระทบกันก็ดังสนั่น! พร้อมกับร่างของณิชาที่ปรากฏตัวขึ้นราวกับเงาพราย นางใช้ ดาบของนางในมือปัดป้องดาบของราตรีไว้ได้อย่างทันท่วงที!


    "ณิชา!" รุจีอุทานด้วยความดีใจและโล่งอกอย่างสุดซึ้ง


    "จะ...เจ้า!" ราตรีเบิกตากว้างด้วยความตระหนกสุดขีด! ทั้งตกใจกับการปรากฏตัวอันกะทันหัน และตกใจยิ่งกว่าที่สตรีตรงหน้าสามารถรับดาบของนางไว้ได้ด้วย


    'เป็นไปได้อย่างไร!? นังนี่มันควรจะเป็นพวกขี้ขลาด เอาแต่หลบซ่อนอยู่หลังผู้อื่นมิใช่รึ!?' ราตรีคิดอย่างสับสน นางประเมินผู้นี้ต่ำไป


    'ตามแผนที่วางไว้กับมุณีและสินี พวกเราจักต้องรีบกำจัดศิษย์มทินาทีละคน ก่อนที่พวกมันจะรวมตัวกันได้ นี่เป็นโอกาสอันดีที่สุดแล้ว!' นางนึกถึงใบหน้าหยิ่งผยองของโชติกาที่ไม่ยอมร่วมแผนการนี้ด้วย เพราะถือว่าคู่แข่งของนางมีเพียงเชียร์ร่าผู้เดียว ช่างน่าเจ็บใจนัก!


    แล้วราตรีก็ฉุกคิดถึงเหตุการณ์ที่ลานประลองเมื่อรุ่งเช้า ที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ 'เจ้าสาวสีเลือด' ผู้นี้จนน่ารำคาญ! ความริษยาที่คุกรุ่นอยู่แล้วยิ่งพุ่งพล่าน! 'ดี! ในเมื่อเจ้าเสนอหน้าเข้ามาเอง ข้าก็จะสั่งสอนเจ้าให้หนักหนากว่านังผมแดงนี่เสียอีก!'


    "หึ! นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็ 'เจ้าสาวสีเลือด' ผู้เลื่องชื่อนี่เอง!" ราตรีกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเต็มพิกัด "มาถึงก็สวมบทผู้พิทักษ์เชียวนะ หรือว่าแท้จริงแล้วเจ้าก็เป็นเพียงข้ารับใช้คอยปกป้องพวกมันเท่านั้น? ท่าทางอ่อนแอเยี่ยงนี้ คงมิมีปัญญาทำการใดได้ด้วยตนเองหรอกกระมัง!" นางจงใจกล่าววาจาดูแคลนเพื่อสั่นคลอนกำลังใจของณิชา


    "เจ้าพูดจาเกินไปแล้ว!" รุจีตะโกนด้วยความโกรธา แต่ณิชาส่งสัญญาณห้ามไว้


    "ท่านพี่รุจี ถอยไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ ตรงนี้ข้าจัดการเอง" ณิชากล่าวเสียงเรียบ แต่ดวงตากลับฉายแววเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด


    "หา? จัดการข้า!?" ราตรีหัวเราะเสียงแหลมอย่างมิเชื่อถือ "ฝันไปเถิด! รับมือ!"


    นางมิรอช้า เปิดฉากโจมตีใส่ณิชาทันที! "เยื้องก้าวจันทรา!" ร่างของนางพลิ้วไหวดุจเงาจันทร์ เข้าประชิดณิชาอย่างรวดเร็ว "จันทราแรกแย้ม!" ดาบสั้นสะท้อนแสงวูบวาบ แทงเข้าใส่จุดตายหลายแห่งพร้อมกัน!


    แต่ณิชากลับรับมือได้อย่างน่าทึ่ง! นางใช้ "ทำนองธารา" ก้าวเท้าหลบหลีกดาบของราตรีได้อย่างพอดิบพอดี ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า พร้อมกับใช้ "คลื่นสะท้อน" ปัดป้องและเบี่ยงเบนวิถีดาบได้อย่างต่อเนื่อง!


    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!


    เสียงดาบปะทะกันดังขึ้นเป็นระลอก! ราตรีเริ่มรู้สึกประหลาดใจยิ่งขึ้น! 'เป็นไปไม่ได้?' นางคิดในใจ 'นังนี่ถึงรับมือเพลงดาบจันทราของข้าได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำเลย!?' วิชาดาบของราตรีเน้นความเร็วและความพลิ้วไหว แต่เพลงดาบสายธาราของณิชากลับเน้นความต่อเนื่องและรับมือได้อย่างเหมาะเจาะ!


    'นางแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้มาก!' ณิชาเองก็ประเมินคู่ต่อสู้ในใจ 'นับแต่ประมือมาหลายคน นังนี่นับว่าเก่งกาจที่สุดแล้ว โดยเฉพาะวิชาตัวเบานั่น...'


    "มัวแต่ตั้งรับอยู่ได้! หรือว่าหวาดกลัวข้า!" ราตรีตวาดอย่างหัวเสียเมื่อเห็นว่ายังทำอะไรณิชาไม่ได้ นางรวบรวมพลัง เตรียมใช้ท่าไม้ตาย


    "ศศิพิฆาต!" ดาบสั้นในมือเรืองแสงสีเงินเย็นเยียบ จ้วงแทงเข้าใส่จุดตายบริเวณหัวใจของณิชาด้วยความเร็วสูงสุด!


    แต่ก่อนที่ดาบของราตรีจะถึงตัวณิชา...


    "ลูกไฟผลาญ!!!"


    เสียงตะโกนของรุจีก็ดังขึ้น! นางรอคอยจังหวะนี้มานานแล้ว! ลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่ราตรีจากด้านข้างด้วยความเร็วสูง!


    "แย่แล้ว!" ราตรีตระหนกสุดขีด! นางสัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างอันรุนแรงจากลูกไฟนั้น! นางรีบหันกายหลบพร้อมกับใช้พลังเวทย์สร้างม่านพลังป้องกัน แต่ลูกไฟของรุจีนั้นรุนแรงเกินกว่าที่นางจะต้านทานได้สิ้น!


    ตูม!!!


    ร่างของราตรีถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว แม้จะใช้พลังป้องกันไว้ได้ทัน แต่ก็ยังได้รับบาดเจ็บที่แขนและลำตัว อาภรณ์นักบุญมีรอยไหม้เกรียม! พลังเวทย์สายทำลายล้างโดยตรงของรุจีนั้น หนักหน่วงเกินกว่าที่นางซึ่งเน้นความเร็วจะรับไหว!


    "อึ่ก... บัดซบ!" ราตรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น นางรู้ดีว่าหากฝืนสู้ต่อไปในสภาพนี้มีแต่จะเสียเปรียบ นางจึงตัดสินใจใช้พลังเฮือกสุดท้าย รวบรวมพลังที่เหลืออยู่ซัดใส่พื้น ส่งร่างตัวเองถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว!


    "ฝากไว้ก่อนเถิด! พวกสวะของมทินา! คราวหน้าข้าจักเอาคืนเป็นร้อยเท่าพันทวี!" นางตะโกนทิ้งท้ายตามแบบฉบับตัวร้าย ก่อนจะหายลับเข้าไปในป่าทึบ


    "เฮ้อ! หนีไปจนได้!" รุจีหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน มองตามร่างราตรีที่หายลับไปด้วยความโมโหระคนโล่งใจ


    สองวันล่วงผ่าน ณ ห้วงมิติแห่งแหวนธรรมรงค์สวรรค์


    ร่างของไท่เซวียนนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นโลหะสีทอง ร่างกายจำลองเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล (แม้จะเป็นเพียงความรู้สึก) ลมหายใจขาดห้วง รวยริน ดวงตาพร่าเลือน สติสัมปชัญญะแทบจะดับวูบ... สองวันที่ผ่านมาในห้วงมิตินี้ ราวกับผ่านไปชั่วกัปชั่วกัลป์ เขาต้องทนรับการโจมตีจากดาบนับแสนเล่มที่พุ่งเข้าใส่ร่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จบ ความเจ็บปวดทรมานเกินกว่าจะพรรณนาได้ มันคือการหล่อหลอมร่างกายและจิตวิญญาณด้วยความเจ็บปวดอย่างแท้จริง


    'ขะ...ข้าสิ้นใจแล้วหรือยัง...' เขาคิดอย่างเลื่อนลอย


    ชั่วครู่ต่อมา ร่างนักรบเกราะสีทองก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ก้มลงมองร่างที่ใกล้หมดสติของเขาด้วยแววตาที่ยากจะอ่านความรู้สึก


    "เอ้า เจ้าหนู ยังมีลมหายใจอยู่รึ?" เสียงแหบพร่าดังขึ้น "ดูจากร่างกายอันอ่อนแอ ละม้ายคล้ายอิสตรีของเจ้านี่ ข้าคิดว่าจะทนการหล่อหลอมบทแรกมิรอดเสียแล้ว... ผิดคาดโดยแท้" น้ำเสียงนั้นฟังดูคล้ายจะเย้ยหยัน แต่ก็แฝงแววประหลาดใจอยู่ลึกๆ


    ไท่เซวียนมิมีเรี่ยวแรงแม้แต่จะตอบโต้ เขาทำได้เพียงนอนหายใจรวยริน รอคอยว่าบททดสอบ (หรือความตาย) บทต่อไปจะเป็นเช่นไร...

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess) ที่คุณอ่าน