กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 42 สงครามสัตว์อสูร 7

    “เจ้าคิดว่าทุกสิ่งมันจะง่ายดายเพียงแค่การ์ดใบเดียวหรืออิกนัส ระดับพรสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายกฎเกณฑ์แห่งโชคชะตามากมายนัก เจ้าคิดว่าเพียงแค่ใช้การ์ดเพียงไม่กี่ใบจะทำให้เจ้ามีระดับพรสวรรค์ระดับเทพได้เลยเชียวหรือ? มันจะไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกเจ้านาย ยิ่งระดับพรสวรรค์ที่มากขึ้นก็ต้องยากลำบากขึ้นเป็นธรรมดา ยิ่งเจ้าคิดว่ามันง่ายเท่าไหร่เจ้าจะยิ่งถอยหลังจากสิ่งที่เจ้าต้องการมากขึ้นเท่านั้น เจ้านั้นละเลยพื้นฐานของกฎเกณฑ์มากมายด้วยการ์ดของเจ้า แต่ถ้าเจ้ายังละเลยเรื่องของตัวเองอีกละก็ต่อไปเจ้าจะต้องพบกับความยากลำบากยิ่งกว่านี้แล้วเจ้าจะทำอย่างไร อย่าให้ข้าต้องบอกเจ้าอีกอิกนัส ไม่อย่างนั้นข้านี่แหล่ะจะเป็นผู้สังหารเจ้าเองกับมือของข้าเองเจ้านายของข้า ถ้าเจ้าทำให้ข้าต้องผิดหวังสิ่งที่รอเจ้าอยู่จะมีแต่เจ้าและข้าเท่านั้นที่จะรู้ได้” น้ำเสียงที่ดูเย็นชาของริโอมันมาพร้อมกับจิตสังหารอันบ้าคลั่งจนทำให้อิกนัสนั้นอดไม่ได้ที่จะต้องขนลุกและรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
    สำหรับมังกรสาวผู้พิทักษ์ของอิกนัสนั้น เขาไม่ได้รู้จักเธอเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงแค่เขาเลือกการ์ดเขาก็ได้พบกับเธอ เพียงแค่นั้นเท่านั้นที่เขาได้รู้จักเธอ เขาไม่ได้รับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอเลยสักครั้ง มีเพียงคำบอกเล่าจากประวัติศาสตร์ถึงสิ่งที่เธอเป็นคนทำและสิ่งที่เธอกับเขาต้องการร่วมกันเท่านั้นที่เขารู้
    “ฮาฮาฮา...เจ้ากลัวใช่หรือไม่อิกนัส ข้านั้นแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง แต่ที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง เจ้านั้นละเลยพื้นฐานหลายๆอย่างไป หลังจากจบสงครามเจ้าจงหาคนที่เหมาะสมมาเป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าจะต้องศึกษาตั้งแต่เรื่องพื้นๆของโลกนี้อย่างละเอียดในฐานะมนุษย์ให้ดี เพราะข้าที่เป็นมังกรนั้นไม่อาจที่จะสั่งสอนเจ้าได้ อีกทั้งยุคสมัยของข้านั้นมันผ่านเลยมาเนิ่นนานแล้ว เรื่องราวต่างๆเจ้าต้องให้ผู้คนของในยุคสมัยนี้เป็นผู้ที่บอกเล่าความเป็นไป ดังนั้นเจ้าจงหาอาจารย์ที่เหมาะสมกับพวกเรา และต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ เพราะความลับของพวกเรามีมากเกินไป และยังมีสิ่งที่เจ้าต้องเรียนรู้อีกมาก เอาล่ะกลับไปเข้าร่วมสงครามต่อได้แล้ว” เสียงหัวเราะอันสดใสของริโอดังขึ้นภายในหัวของอิกนัส
    “ผมจะเก็บไปคิดดูนะแล้วก็ขอโทษด้วยที่ทำให้ริโอต้องเป็นห่วง แต่อาจารย์เนี่ยสิจำเป็นด้วยเหรอ มันไม่ได้หาง่ายๆเลยนะคนที่ไว้ใจได้ แต่ก็คงต้องเป็นหลังจากสงครามครั้งนี้สินะ แล้วทีหลังก็อย่าแกล้งผมอย่างนี้อีกนะผมไม่สนุกด้วยเลย ผมนึกว่าจะต้องโดนฆ่าซะแล้ว” เสียงที่ดูผ่อนคลายลงของอิกนัสดังขึ้น
    “หึหึ...ถ้าชีวิตของเราไม่ได้ผูกติดกันข้าอาจจะฆ่าเจ้าไปแล้วก็ได้อิกนัส แต่เราผูกติดกันแล้วมีแต่เจ้าแข็งแกร่งขึ้นข้าถึงจะยินดี ฆ่าเจ้าไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก แต่คนอย่างเจ้านั้นต้องทำให้เห็นถึงจะสามารถรู้สึกได้ แล้วก็นะเรื่องอาจารย์ นั่นเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับเจ้าในตอนนี้ ก่อนที่จะผ่านขั้นมนุษย์เจ้าจะต้องเรียนรู้พื้นฐานให้หนักมากกว่านี้เข้าใจไหม?”
    “ได้ๆ เอาไว้ช่วยกันหาหลังจากสงครามจบสิ้นลงก็แล้วกันนะริโอ ตอนนี้ผมขอไปจัดการเรื่องตรงหน้าให้สำเร็จก่อน ไม่งั้นถ้าเมืองนี้ถูกทำลาย เราก็คงต้องไปหาอาจารย์ที่จะสั่งสอนผมที่เมืองอื่นกันแล้ว”
    “หึหึ...ล้อข้าเล่นอย่างนี้ได้เจ้านี่คงยังไม่เข็ดสินะ ข้าก็อยากจะเล่นกับเจ้ามากกว่านี้อยู่หรอกนะ แต่ข้าว่าน่าจะหมดเวลาเล่นของเราแล้ว” เสียงหัวเราะอันสดใสของริโอดังขึ้นอีกครั้ง
    จากนั้นอิกนัสจึงเก็บการ์ดตัวตนไว้กับริโอเพื่อให้เธอช่วยเก็บการ์ดสัตว์อสูรจากในสงครามนี้เพิ่มอีก แล้วจึงเดินกับเข้าไปในสมรภูมิอีกครั้ง
    “ผมกลับมาแล้วหล่ะลูฟัส มีอา ทั้งสองคนจะไปพักก่อนมั้ย ต่อสู้ติดต่อกันมาสองชั่วโมงแล้ว ดูเหมือนว่านักล่าคนอื่นก็เริ่มล้ากันหมดแล้วด้วย” อิกนัสกล่าวกับเพื่อนของเขาทั้งสองคน
    “ชั้นไม่เป็นไรหรอก ให้ยัยนั่นไปพักเถอะ เมื่อกี้ยัยนั่นเล่นปล่อยพลังออกมาหมดตัวเลย ดูสิหอบแฮกเลยเห็นมั้ย” ลูฟัสกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่มีอา
    “งั้นมีอาก็ไปพักก่อนแล้วกัน เดี๋ยวผมกับลูฟัสจัดการต่อเองไม่ต้องห่วง” อิกนัสที่ได้นินอย่างนั้นก็หันกลับไปกล่าวกับมีอา
    “งั้นชั้นขอไปพักนิดนึงแล้วกัน มีอะไรก็รีบเรียกเลยนะ” มีอากล่าวออกมาอย่างอิดโรย
    ส่วนทางฝั่งของสลัคม่าก็ต่อสู้กับจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กเป็นไปอย่างดุเดือด ตามเนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย รอยเลือดนั้นชุ่มโชกตามร่างกายเต็มไปหมด ส่วนทางฝั่งของจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กนั้นก็ไม่แพ้กันมีรอยบาดแผลน้อยใหญ่เช่นกัน บริเวณโดยรอบเต็มไปหลุมบ่อมากมายอันเกิดจากการทำลายล้างที่หนักหน่วงของพวกเขา
    สำหรับจ้าวสัตว์อสูรอีกสองตัวนั้นก็ยังไม่มีปรากฏออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย จำนวนของสัตว์อสูรในกองทัพก็ลดลงเป็นจำนวนมากเหลืออยู่เพียงสองพันกว่าตัวเท่านั้น
    บริเวณม่านพลังก็เกิดรอยร้าวมากมายคล้ายกับกระจกที่กำลังจะแตกออก บางจุดนั้นเกิดรูโหว่จนแทบจะทำให้สัตว์อสูรทะลุผ่านเข้ามาได้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะทนรับการโจมตีได้อีกไม่นานนัก
    อิกนัสก้าวเข้าใกล้กับม่านพลังป้องกันเมือง เขาเลือกมองหาสัตว์อสูรระดับทองที่จะมาเป็นคู่มือเพื่อทดสอบพลังและทำภารกิจให้สำเร็จ
    แล้วเขาก็เจอเป้าหมายที่ต้องการ อิกนัสมองไปที่ไซครอปแดงเขาเดียว จากนั้นจึงชักปืนออกมาแล้วยิงไปที่มันเพื่อเรียกร้องความสนใจในขณะที่มันกำลังง่วนอยู่กับการทำลายม่านพลังป้องกันเมือง
    ไซครอปแดงเขาเดียวเป็นสัตว์อสูรระดับทองหนึ่งดาว ตัวใหญ่สูงสามเมตร มีตาเดียว มีเขาสีแดงบนหัว ในมือถือกระบองอันโต
    มันเป็นสัตว์อสูรที่โดดเด่นในเรื่องพลังโจมตีอันหนักหน่วงและการป้องกันอันแข็งแกร่งจากผิดหนังของมัน จะมีจุดอ่อนก็เพียงแค่ดวงตาและการโจมตีที่เชื่องช้าเท่านั้น นอกนั้นมันถือเป็นสัตว์อสูรระดับทองหนึ่งดาวที่แข็งแกร่งมากตัวหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อถูกอิกนัสก่อกวนมันเดินตรงดิ่งมาที่เขาทันที
    เมื่อไซครอปแดงเขาเดียวเดินมาที่อิกนัสมันใช้กระบองในมือฟาดไปที่เขาอย่างรุนแรง สำหรับสัตว์อสูรระดับเหนือมนุษย์การโจมตีของมันเทียบไม่ได้กับสัตว์อสูรระดับมนุษย์เลย ระดับความรุนแรงในการโจมตีของมันมากกว่าสัตว์อสูรระดับเงินไปไกลลิบ
    เมื่อเห็นว่าการโจมตีของมันไม่โดนเป้าหมาย ไซครอปแดงเขาเดียวก็รีบเปลี่ยนกระบวนท่าทันที จากการฟาดมันยกกระบองขึ้นแล้วแทงออกไปที่มนุษย์คนนั้นคนที่ยั่วยุมัน
    อิกนัสยกดาบขึ้นมาตั้งรับกระโจมตีของไซครอปแดงเขาเดียวทำให้เขากระเด็นออกไปหลายก้าวก่อนที่จะตั้งตัวได้ ถ้าพลาดไปเพียงนิดเดียวเขาอาจจะต้องตายอีกครั้งในชีวิตเลยก็ได้
    “แบล็คใช้อาณาเขตรัตติกาลปิดกั้นการรับรู้ของมันซะ เบลซ!! หอกโลหิตจัดการกับมันซะ” เมื่อสั่งสัตว์อสูรทั้งสองของเขาแล้วเสร็จ
    จากนั้นจึงมีโดมแสงสีดำมืดสนิทแผ่อาณาเขตครอบร่างของไซครอปแดงเขาเดียวไว้จนมองไม่เห็นตัวมันอีกเลย สำหรับทักษะอาณาเขตรัตติกาลนั้นเป็นทักษะที่จะปิดกั้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของศัตรูทำให้ไม่สามารถรับรู้ทิศทาง กลิ่น เสียง และสัมผัสอื่นๆได้เลย สำหรับตอนนี้นั้นเจ้าแบล็คสามารถใช้อาณาเขตนี้ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงและอาณาเขตมีรัศมีไม่มากนัก เพียงแค่ห้าเมตรเท่านั้น ทำให้ผู้ที่อยู่ในอาณาเขตรัตติกาลนั้นต้องจมอยู่ภายใต้ความมืดมิดไร้ซึ่งสิ่งใด
    ภายในอาณาเขตรัตติกาลนั้น ไซครอปแดงเขาเดียวโจมตีใส่อาณาเขตรัตติกาลอย่างบ้าคลั่งและไม่หยุดหย่อน ส่งเสียงดังสั่นสนั่น ทำให้อาณาเขตสั่นสะเทือนไปหมด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรอาณาเขตนี้ได้เลย
    จากนั้นเจ้าเบลซจึงหอกสร้างหอกโลหิตจำนวนมาก ด้วยระดับของสัตว์อสูรของอิกนัสที่จะเพิ่มขึ้นมาระดับชีวิตของตัวเขาทำให้เจ้าเบลซนั้นกลายเป็นสัตว์อสูรระดับเงินหนึ่งดาวทำให้การใช้หอกโลหิตในตอนนี้นั้นเทียบไม่ได้กับก่อนหน้าเลย
    หอกโลหิตมากมายพุ่งเขาใส่อาณาเขตรัตติกาลมันผ่านอาณาเขตไปราวกับไม่มีสิ่งใดขวางกั้น หอกโลหิตของเจ้าเบลซพุ่งไปอย่าไม่อาจหยุดยั้ง และไซครอปแดงเขาเดียวก็ไม่อาจที่จะรับรู้ทำให้มันไม่สามารถที่จะหลบหลีกได้ และด้วยมันเป็นสัตว์อสูรที่เชื่องช้ามันจึงรับหอกโลหิตของเจ้าเบลซไปทั้งหมดอย่างไม่อาจที่จะเลี่ยงได้
    จากนั้นเสียงการโจมตีของไซครอปแดงเขาเดียวก็เงียบลง เหลือไว้แต่เพียงเสียงของหอกโลหิตที่ยังคงพุ่งเข้าไปภายในอาณาเขตนั้น อิกนัสมองดูสัตว์อสูรทั้งสองตัวอย่างภาคภูมิใจโดยเฉพาะเจ้าแบล็คที่เป็นสัตว์อสูรระดับเงินแต่สามารถกักขังสัตว์อสูรระดับทองไว้ได้
    จากนั้นอิกนัสก็ให้ริโอมองดูที่การ์ดตัวตนของเขา เพื่อดูว่าภารกิจของเขานั้นเป็นอย่างไร
    "ภารกิจ : มีส่วนร่วมในการป้องกันเมืองไวท์ชาโดว์และจัดการกับสัตว์อสูรระดับทองขึ้นไปจำนวน 1/10 ""รางวัลภารกิจ : สุ่มการ์ดทักษะหนึ่งครั้ง การ์ดเลื่อนระดับ 2 ใบ และปลดล็อกเงื่อนไขร้านค้าเศษชิ้นส่วน""หากภารกิจไม่สำเร็จตามเวลาที่กำหนด ท่านจะถูกลงโทษ : ท่านจะถูกสุ่มทำลายการ์ดที่ครอบครองสองใบและเมืองไวท์ชาโดว์ถูกทำลาย"

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์นักล่า ที่คุณอ่าน