หลังจากที่งานเลี้ยงอาหารมื้อค่ำได้เลิกแล้ว บุญและเอม่าจึงกลับมาที่ห้องนอน บุญโทรศัพท์หาอารียาเพื่อไม่ให้เธอต้องเป็นห่วง จากนั้นจึงได้เปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมเข้านอน บุญเห็นว่านอกหน้าต่างบนท้องฟ้าที่มืดมิดในเวลานี้เต็มไปด้วยดวงดาวสว่างสุกใสเหมือนกับเวลาที่เธอมองจากหน้าต่างห้องนอนของเธอที่จังหวัดเชียงใหม่ เธอจึงเดินออกไปยืนที่ระเบียงและมองดูดวงดาว
“เฮ้อ…เป็นมัคคุเทศก์อยู่ดีๆ แต่ไหงกลายมาเป็นเจ้าหญิงไปได้...ทำไมคนอื่นถึงได้อยากเป็นกันนักนะ?”
บุญยืนรำพึงกับดวงดาว
“พรุ่งนี้หม่อมฉันจะต้องช่วยเจ้าหญิงเทย่าเจรจากับประเทศเวดิเซีย หม่อมฉันควรทำอย่างไรเพคะ? ทำไมงานเจ้าหญิงถึงได้ยากอย่างนี้เพคะ? แล้วถ้าหม่อมฉันเป็นเทพธิดาหม่อมฉันต้องไปทำอะไรบ้างเพคะ? งานเทพธิดาคงต้องยากกว่านี้อีกใช่หรือเปล่าเพคะ? เหตุใดท่านราชาแห่งเทพจึงไม่เคยตอบหม่อมฉันเลยเพคะ? หรือว่าหม่อมฉันไม่ใช่เทพธิดาอย่างที่เจ้าหญิงเทย่าเข้าใจเพคะ?”
ทันใดนั้นบุญก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมีมือมาจับไหล่เธอ
“อ๊ะ!”
แล้วเธอจึงหันไปมอง ปรากฏว่าเป็นเจ้าหญิงเทย่านั่นเอง
“โธ่...น้องหญิงอีกแล้วหรือเพคะ? ทำไมชอบแอบมาเวลาที่หม่อมฉันกำลังดูดาวนะเพคะ? ตกใจหมดเลย”
องค์หญิงมองบุญอย่างแปลกใจ
“พี่บุญนึกว่าหม่อมฉันเป็นราชาแห่งเทพอีกแล้วหรือเพคะ?”
“นี่น้องหญิงได้ยินตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะ?”
บุญถามเจ้าหญิงเทย่าแล้วเหลือบไปมองเอม่ากับอามีลี่ที่นั่งยิ้มกันอยู่ในห้อง
“เธอก็ไม่เตือนเราเลยนะว่าเจ้าหญิงเทย่าเสด็จมา”
“หม่อมฉันบอกนางเองเพคะว่าให้นั่งอยู่เงียบๆ หม่อมฉันมาตั้งแต่ตอนที่พี่บุญพูดว่าทำไมงานเจ้าหญิงถึงได้ยากอย่างนี้เพคะ”
เจ้าหญิงเทย่ายิ้มพร้อมกับบอกเธอ
“พรุ่งนี้เช้าเราจะขึ้นเครื่องบินส่วนตัวไปด้วยกัน โดยมีองครักษ์ไปด้วยแค่สองคน พี่บุญอย่าลืมนำพาสปอร์ตไปด้วยนะเพคะ”
“หม่อมฉันเตรียมไว้พร้อมแล้วเพคะน้องหญิง”
บุญบอกเจ้าหญิงเทย่า
“แล้วพี่บุญเตรียมพร้อมรับมือหม่อมฉันไว้หรือยังเพคะ?”
เจ้าหญิงเทย่ากล่าวด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“เตรียมพร้อมรับมือเรื่องอะไรเพคะ? อ๋อ…เอาอีกแล้วหรือเพคะ?!”
บุญถามแล้วจึงนึกขึ้นได้ แต่ก็ไม่ทันแล้ว
“หม่อมฉันจะจับพี่บุญโยนขึ้นเตียงไงล่ะเพคะ!”
เจ้าหญิงเทย่าจับบุญได้ก็ดึงเธอกลับเข้ามาที่ห้องบรรทมและเหวี่ยงเธอขึ้นไปบนเตียง
“นี่มันเดจาวูหรือไงกันเพคะ? หม่อมฉันเป็นเจ้าหญิงนะเพคะ! น้องหญิงจะมาแกล้งหม่อมฉันไม่ได้นะ!”
บุญพูดพร้อมทั้งคว้าหมอนมาป้องกันตัว
“แต่เดี๋ยวหม่อมฉันก็เป็นราชินีแล้วนะเพคะ! แล้วทำไมราชินีจะแกล้งเจ้าหญิงไม่ได้?!”
เจ้าหญิงเทย่าพูดพร้อมคว้าหมอนข้างมากระโดดฟาดใส่บุญซึ่งใช้หมอนป้องกันไว้ได้
“ถ้าน้องหญิงเป็นราชินี หม่อมฉันก็จะเป็นเทพธิดามาลงโทษราชินีนะเพคะ!”
คราวนี้บุญใช้หมอนฟาดกลับโดยที่เจ้าหญิงเทย่าต้องเป็นฝ่ายปิดป้อง
“ถ้าพี่บุญเป็นเทพธิดาได้ หม่อมฉันก็เป็นราชินีของเทพธิดาลงโทษพี่ได้เหมือนกันเพคะ!”
เจ้าหญิงเทย่าพูดพร้อมกับฟาดหมอนข้างกลับไปบ้าง ทั้งสองเจ้าหญิงเล่นกันไปหัวเราะกันไปจนทั้งเอม่าและอามีลี่มองหน้ากันแล้วยิ้ม
“เจ้าหญิงทั้งสองทรงเล่นอย่างกับเด็กเลย”
อามีลี่พูด เอม่าจึงได้กล่าว
“ฉันว่าน่ารักดีออก”
ขณะที่เจ้าหญิงทั้งสองยังคงฟาดหมอนเล่นและหัวเราะกัน
“น้องหญิงจะเป็นราชินีของเทพธิดาได้หรือเพคะ?!”
“หม่อมฉันต้องเป็นได้สิเพคะ! ทำไมจะเป็นไม่ได้?!”
ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น บุญและเจ้าหญิงเทย่านั่งรถพระที่นั่งไปยังสนามบินพร้อมกับองครักษ์จำนวนหนึ่งเพื่อเดินทางไปประเทศเวดิเซีย โดยมีนายทหารของราชินีแคโรสร่วมขบวนเสด็จไปด้วยในฐานะราชทูตเพื่อขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศริปโปเซีย
เมื่อถึงสนามบิน รถพระที่นั่งของเจ้าหญิงทั้งสองได้แยกไปยังเครื่องบินส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงพร้อมด้วยองครักษ์อีกสี่นาย หลังจากที่ทั้งหมดได้ขึ้นเครื่องแล้วจึงเริ่มออกเดินทางไปยังประเทศเวดิเซียโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง
ณ สนามบินราชอาณาจักรเวดิเซีย เจ้าหญิงทั้งสองได้รับการต้อนรับจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ประจำวังหลวงของกษัตริย์เมสโฟอิสเป็นอย่างดี หลังจากที่เจ้าหญิงทั้งสองและองครักษ์สองนายที่ตามอารักขาในระหว่างการเจรจาได้ผ่านการตรวจหนังสือเดินทางแล้ว เจ้าหญิงจึงไปที่รถพระที่นั่งซึ่งทางประเทศเวดิเซียได้จัดเตรียมไว้ให้ โดยนักบินและองครักษ์อีกสองนายยังคงอยู่เฝ้าเครื่องบินส่วนพระองค์ที่สนามบิน ขณะที่ทหารนายหนึ่งเปิดประตูรถเพื่อเชิญเจ้าหญิงทั้งสองขึ้นนั่งนั้น บุญกลับเปลี่ยนใจไม่ยอมนั่งหลังรถ
“เราขอนั่งเบาะหน้าข้างคนขับได้หรือเปล่า?”
บุญบอกนายทหารผู้นั้น
“อ้าว…ทำไมหรือเพคะพี่บุญ? พระองค์เป็นเจ้าหญิงนะเพคะ ก็ต้องนั่งเบาะหลังกับหม่อมฉันสิเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าถามด้วยความแปลกใจ ขณะที่นายทหารเดินไปเปิดประตูหน้ารถให้บุญ เพราะไม่มีสิทธิขัดใจเธอได้
“หม่อมฉันอยากจะนั่งชมวิวหน้ารถเพคะ”
บุญบอกเจ้าหญิงเทย่าพร้อมกับเดินเข้าไปนั่งหน้ารถและรัดเข็มขัดท่ามกลางความงุนงงของเจ้าหญิงเทย่า
“เอาล่ะ เราพร้อมเดินทางแล้วค่ะ ไปกันเลยค่ะ”
บุญยิ้มและบอกกับคนขับ
เจ้าหญิงเทย่าเข้านั่งเบาะหลังกับองครักษ์นายหนึ่งของเธอซึ่งเดิมทีต้องนั่งข้างคนขับ แต่โดนบุญแย่งที่นั่งไปก่อนแล้วจึงต้องเปลี่ยนมานั่งเบาะหลังกับเจ้าหญิงเทย่าแทน เมื่อรถเคลื่อนขบวนไปท่ามกลางการคุ้มกันอย่างหนาแน่น บุญก็มีท่าทางร่าเริงและมองดูทิวทัศน์รอบข้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะเธอเป็นมัคคุเทศก์และชอบความงดงามของธรรมชาติอยู่แล้ว ตามกำหนดการได้ประมาณไว้ว่าการเดินทางจากสนามบินไปยังพระตำหนักรับรองราชอาคันตุกะจะใช้เวลา 45 นาที
เมื่อรถเดินทางมาได้ 30 นาที อาการพูดคุยที่ร่าเริงของบุญก็พลันเปลี่ยนเป็นมีสีหน้าตื่นตระหนก
“เธอขับช้าลงหน่อยค่ะ”
บุญบอกคนขับซึ่งกำลังขับรถด้วยความเร็วสูง คนขับรถจึงปฏิบัติตาม ทำให้รถทั้งขบวนต้องชะลอตามไปด้วย เจ้าหญิงเทย่าและองครักษ์ต่างรู้สึกแปลกใจกับท่าทางผิดปกติของบุญ
“มีอะไรหรือเพคะพี่บุญ?”
เจ้าหญิงเทย่าถาม
“หม่อมฉันก็ไม่ทราบเพคะ ระวังกันหน่อยก็ดีนะเพคะ นี่ก็ยังเร็วเกินไป ช้าลงอีกนิดค่ะ”
เมื่อรถผ่านสี่แยกหนึ่งด้วยความเร็วที่ชะลอลงมากแล้ว บุญก็แสดงสีหน้าตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“เอ๊ะ! อย่าไปทางนี้นะ! หยุดรถก่อนค่ะ!”
บุญบอกคนขับรถด้วยความตกใจแต่คนขับยังไม่หยุดรถ
“ทางนี้เป็นทางไปพระตำหนักพะยะค่ะ อีกเพียง 15 นาทีก็จะถึงแล้วพะยะค่ะ”
คนขับบอกเธอขณะที่เจ้าหญิงเทย่าและองครักษ์ต่างตกใจในอาการของบุญ
“ไม่ค่ะ! ไปไม่ได้นะคะ! อันตราย!”
บุญบอกคนขับอีกครั้งเสียงดังลั่น ทำให้เจ้าหญิงเทย่ารู้สึกแปลกใจที่คนเรียบร้อยสงบเสงี่ยมอย่างบุญกลับมีอาการเช่นนี้
“ถนนสายนี้ไม่มีอันตรายหรอกพะยะค่ะ กระหม่อมขับรถใช้เส้นทางนี้เป็นประจำพะยะค่ะ”
คนขับยังยืนยันกับเธอเพราะเชื่อว่าบุญคิดมากไปเอง
“ก็เราบอกว่า! ให้หยุดรถไงล่ะคะ!”
คราวนี้บุญไม่ได้พูดเฉยๆ แต่ยื่นขาข้ามไปเหยียบเบรคฝั่งที่นั่งคนขับ ทั้งยังแย่งพวงมาลัยมาควบคุมรถเอง ทุกคนในรถต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“องค์หญิงจะทำอะไรน่ะพะยะค่ะ?”
คนขับพูดพร้อมกับพยายามช่วยควบคุมรถให้จอดข้างทาง ขบวนรถที่ตามหลังต่างก็เบรคได้ทันเพราะขบวนรถได้ชะลอความเร็วมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนรถที่นำหน้าค่อยๆ หยุดรอคันอื่นที่ตามหลัง
“เกิดอะไรขึ้นเพคะพี่บุญ”
เจ้าหญิงเทย่าถามอย่างงุนงง
“ข้างหน้าอันตรายมากเพคะ เราห้ามไปทางนั้นเด็ดขาด เราไปทางอื่นกันเถอะเพคะ”
บุญตอบเธอด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นตระหนก
“นอกจากทางนี้แล้วมีเส้นทางอื่นอีกหรือเปล่าคะ?”
เจ้าหญิงเทย่าถามคนขับ
ในขณะเดียวกัน นายทหารที่มากับรถคันอื่น และองครักษ์ของเจ้าหญิงอีกนายหนึ่ง ก็เดินมาถามสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
คนขับรถเล่าเรื่องที่เจ้าหญิงอัจฉราบอกให้หยุดรถและเหยียบเบรคหยุดรถเอง แล้วบอกให้เขาเปลี่ยนเส้นทาง นายทหารผู้นั้นจึงบอกเจ้าหญิงทั้งสอง
“ทางแยกที่ผ่านมา หากเราเลี้ยวไปอีกทางหนึ่งก็ไปพระตำหนักได้เช่นกันพะยะค่ะ แต่ต้องอ้อมและใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง ขณะที่เส้นทางนี้ใช้เวลาอีกเพียงสิบกว่านาทีก็จะถึงแล้วพะยะค่ะ”
“ในเมื่อองค์หญิงอัจฉรารับสั่งว่าเราไม่ควรจะไปทางนี้ เราก็ควรเชื่อพระองค์ดีกว่านะคะ ไปถึงช้านิดหน่อยก็ไม่เป็นไรนี่คะ”
เจ้าหญิงเทย่าบอกนายทหารผู้นั้น
“พะยะค่ะ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันก็จะให้ขบวนเสด็จเปลี่ยนไปใช้อีกเส้นทางพะยะค่ะ”
นายทหารบอก ขบวนรถจึงได้ย้อนกลับไปที่สี่แยกและเลี้ยวเข้าถนนอีกสายหนึ่งซึ่งต้องอ้อมไปไกลกว่าจะถึงพระตำหนักที่เป็นจุดหมาย และบุญก็กลับมามีท่าทางรื่นเริงและชมทิวทัศน์รอบข้างด้วยความตื่นตาตื่นใจเหมือนเดิม ราวกับไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ท่ามกลางความแปลกใจของคนอื่นที่อยู่ในรถ เจ้าหญิงเทย่าสงสัยว่า นี่จะใช่พลังของเทพธิดาแห่งโชคที่คอยช่วยเธอและอาณาจักรของเธอให้พ้นภัยหรือไม่... หรือว่าจะเป็นเพียงพฤติกรรมที่เพี้ยนๆ ของบุญเท่านั้นเอง