ปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์

    บท 38 การเปลี่ยนแปลงของอ้ายเหม่ย

    ลู่ซือ อ้ายเหม่ย และศิษย์บางส่วนผ่านขึ้นชั้นสี่มาได้ไม่ยาก เนื่องจากพลังกดดันที่มาจากพลังหยวนอินหยาน ถูกซึมซับโดยลู่ซือไปอย่างมากและต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ความกดดันหายไปมาก ศิษย์บางส่วนจึงตามขึ้นมาได้โดยง่าย จะมีเพียงอีกกลุ่มที่ระดับปราณในร่าง ยังไม่แกร่งพอ ทำให้จำเป็นต้องปรับพลังที่ชั้นสามและสี่อยู่


    ในแต่ละชั้น ไม่ได้มีสิ่งใดปรากฏ หากแต่เป็นเพียงพื้นที่ว่างในเจดีย์ใหญ่ ที่ตั้งอยู่ในโถงห้องมังกรบรรพกาล สิ่งที่ศิษย์จะได้รับ คือ การปรับระดับพลังให้บริสุทธิ์ รับพลังปราณธรรมชาติ และปราณพลังหยวนอินหยาน ซึ่งจะช่วยให้ปราณในร่างแข็งแกร่งและเติบโต รวมถึงตันเถียน


    ในแต่ละชั้นระดับพลังก็แตกต่างกันออกไป ยิ่งชั้นสูงขึ้นแรงกดดันของพลังก็สูงยิ่งขึ้น แม้ว่า เส้นพลังที่วิ่งเข้าสู่ลู่ซือมีปริมาณมากเห็นได้ชัด แต่ความหนาแน่นก็มากเช่นกัน โดยเฉพาะในระดับชั้นห้า ศิษย์หลายคนที่ขึ้นมาเมื่ออยู่ได้สามสี่ชั่วยามหลังจากปรับพลังแล้ว ก็ต้องตัดสินใจออกจากเจดีย์ 


    เวลานี้ก็ล่วงมาแล้วห้าวัน ที่ชั้นห้าศิษย์ที่เหลือในเจดีย์ ได้ทะยอยเลื่อนชั้นขึ้นมารวมตัวกันทั้งหมด รวมถึงฮุ่ยหมิง อุ้ยอันและคนอื่น ๆ ด้วย แม้จะบาดเจ็บ แม้จะโกรธ แต่ทว่า นี่เป็นช่วงเวลาเดียวที่สามารถเก็บเกี่ยวพลังได้ในระยะสองปี ดังนั้น จำต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนขึ้นมาให้ได้ และต้องเก็บเกี่ยวพลังให้ได้มากที่สุด


    ลู่ซือนั่งปรับระดับพลังอยู่ที่มุมหนึ่งหน้าทางขึ้นชั้นหก รวมกับอ้ายเหม่ยและพวก ความจริงแล้ว ลู่ซือไม่ได้นั่งปรับพลัง หากแต่นั่งกรรมฐานและดูจิตตนเอง รวมถึงดูการเดินทางของเส้นพลังภายในไตรจักระและตันเถียนอย่างละเอียด 


    เมื่อครบเจ็ดวันอ้ายเหม่ยและพวก ก็เริ่มรับแรงกดไม่ไหว ลู่ซือจึงเร่งการดูดกลืนของไตรจักระ โดยเฉพาะจักระมังกรให้มากขึ้น ทำให้นางลดสภาวะกดดันได้ เช่นเดียวกับศิษย์คนอื่นบางส่วนรวมถึงฮุ่ยหมิง ก็ได้รับอานิสงค์จากการดูดกลืนเส้นพลังทั้งสองในโถงด้วยเช่นกัน


    ในที่สุดวันที่แปดก็กำลังจะผ่านไป ศิษย์หลายคนออกไปแล้ว แม้การดูดกลืนของไตรจักระจะดูดพลังอย่างบ้าคลั่ง แต่เนื่องจากพลังเหล่านี้ เป็นพลังที่มีปราณบริสุทธิ์และเข้มข้นมาก ทำให้ซึมซับได้ไม่ยาก แต่สภาวะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สุดท้าย หากร่างกายทนไม่ไหวก็จำเป็นต้องออกจากเจดีย์ทันที


    ทางกลุ่มศิษย์เอกปฐม ที่นำโดยฮุ่ยหมิงและะพวก ได้รับพลังปราณทั้งสองเข้าไป แม้ช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้มาก แต่ว่า สภาวะร่างกายก็เริ่มจะรับปราณต่อเนื่องไม่ไหวเช่นกัน  ด้านป๋อเหวินและฉู่เสียนก็ไม่เว้น เนื่องจากซึมซับพลังเข้าไปมาก แม้ตันเถียนจะปรับและรับได้ แต่ก็เต็มกำลังแล้วในเวลานี้ หากมากกว่านี้ อาจเสี่ยงเสียชีวิต หรือตันเถียนเสียหายได้เช่นกัน ดังนั้น ทั้งสองจึงชวนอ้ายเหม่ยกลับออกไป


    ทว่า สิ่งที่แปลกสำหรับอ้ายเหม่ย เมื่อเข้าสู่วันที่แปด แรงกดดันในตัวนางเหมือนไม่มาก ทำให้นางรู้สึกสบายและต้องการที่จะรับพลังต่อ สุดท้ายจึงปฏิเสธไป ป๋อเหวินแม้จะไม่พอใจที่จะให้อ้ายเหม่ยอยู่ต่อกับลู่ซือ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ออกไปพร้อมกับคนอื่น


    ลู่ซือพาอ้ายเหม่ยเดินขึ้นต่อไปยังชั้นที่หก ที่ชั้นนี้ มีระดับพลังหนาแน่นกว่าเดิม ลู่ซือจึงช่วยดูดซับปราณผ่านไตรจักระเช่นเดิม ใช้เวลาไปราวสามชั่วยาม อ้ายเหม่ยก็ปรับสภาพได้ จากนั้นทั้งสองจึงต่อไปยังชั้นที่เจ็ด


    เมื่อก้าวขึ้นไปชั้นที่เจ็ด ปราณระดับพลังปรากฏออกเป็นสีต่าง ๆ มากมาย การเดินเข้าไปในชั้นนี้ เหมือนกับต้องใช้พลังดันร่างกายฝ่ากระแสลมหรือกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากที่หมุนวนและพุ่งปะทะร่างกายอยู่ตลอดเวลา


    "ที่ตรงกลางห้องมีที่ว่าง ไม่มีกระแสปราณเข้าไปปะทะ"


    "เราเข้าไปที่นั่นให้ได้ดีกว่า" กล่าวจบ ลู่ซือก็ลากอ้ายเหม่ยเข้าตามมาที่ด้านใน​ โดยไม่ได้สนใจคำตอบรับแต่อย่างใด


    เมื่อเข้ามาแล้ว ที่ตรงกลางเป็นที่ว่างเปล่า สามารถมองเห็นพลังงานไหลเวียนได้ชัดเจน


    "เจ้านั่งลงปรับสภาพที่นี่แล้วกัน ข้าจะนั่งอยู่กับเจ้าสักพัก จากนั้นจะขึ้้นไปชั้นที่เจ็ด" ลู่ซือกล่าว


    อ้ายเหม่ยไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงนั่งปรับสภาพร่างกาย 


    "ข้ามีความรู้สึกว่า ตันเถียนข้าขยายใหญ่กว่าเดิมเป็นหลายเท่า อีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่าเดิมมากทีเดียว" อ้ายเหม่ยพึมพำในใจ


    ผ่านไปสองชั่วยาม อ้ายเหม่ยก็ปรับสภาพร่างกายได้ เมื่อลืมตาดู ไม่พบลู่ซืออยู่ด้านข้างแล้ว จึงตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นที่เจ็ด เมื่อเดินขึ้นไป แรงกดดันก็พุ่งปะทะเข้ามาอีก แต่คราวนี้ พลังที่ปะทะ มันแทรกเข้าไปในร่างกาย และทะลุออกอีกด้านของร่างกาย อ้ายเหม่ยรู้สึกตกใจในสภาวะที่เกิดขึ้น พลังที่แทรกเข้าไปในร่าง ทำให้นางรู้สึกได้ว่าซีอินในร่างนางตื่นตัวกับพลังที่พบเจอ ในเวลาเดียวกันกล้ามเนื้อตามร่างกายก็เริ่มกระชับมากขึ้น ที่สำคัญ ปราณที่วิ่งเข้าไปในร่าง ยังวิ่งไปยังตันเถียนของนางอย่างชัดเจน


    ทว่า ในเวลาไม่นานนัก เมื่อนางพยายามปรับสภาพร่างกายและเดินมาที่ด้านใน กลับมีความรู้สึกอึดอัดและจะทนไม่ไหว หากแต่ก็ไม่มีแรงจะฝ่ากลับไป ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ ข้าจะทำอย่างไร หรือข้าจะต้องตายที่นี่ อ้ายเหมายกังวลมากขึ้นทุกขณะ ในตอนนี้ขยับไปไหนก็ไม่ไหวแล้ว


    ในเวลาเดียวกัน ร่างของอ้ายเหม่ยในตอนนี้ มีร่องรอยปรากฏบนตามตัวเต็มไปหม รอยที่ปรากฏเป็นรอยสีแดงคล้ำคล้ายโลหิตคั่งตามร่างกาย ...






    คล้ายกับเรื่องปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน