เกมส์อาณาจักรเทพ: เริ่มต้นด้วยระบบผู้สืบทอดแห่งพระเจ้า

    ตอนที่ 142 แม้แต่องค์เทพยูไลก็เอาด้วย?

            เสียงเฮดังกึกก้องไปทั่วทั้งกองทัพเหล่าเทพที่กำลังเตรียมพร้อม ใบหน้าของอาเธน่ายิ้มแย้มขึ้นเล็กน้อย ตัวของเธอจับดาบศักดิ์สิทธิ์และโล่อีจิสในมือแน่น ราวกับเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง


            ทันทีที่โอดินให้สัญญาณ กองทัพทั้งมวลก็เคลื่อนทัพออกไปมุ่งหน้าสู่ราซารัส


            ดินแดนแห่งปีศาจที่เต็มไปด้วยพลังมืดมหาศาล เส้นทางที่นำไปสู่การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่กำลังรอพวกเขาอยู่


            ขณะที่กองทัพเทพแห่งแอสการ์ดกำลังเตรียมตัวเคลื่อนทัพ


            “อะไรอีกวะเนี่ย!”


            ทันใดนั้นเอง ร่างขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้าเหนือพวกเขา ร่างนั้นเป็นดั่งพระพุทธรูปขนาดมหึมา ลอยตัวสูงสง่าและเปล่งประกายอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนไปทุกชั่วขณะ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังร่างนั้นด้วยความสงสัยและตื่นตะลึง


            “ยูไล.. นี่เจ้าเองก็มาด้วยเรอะ?”


            โอดินเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ แววตาของเขาหรี่ลงพลางมองไปยังเทพผู้มาเยือน ดวงตาสีเข้มฉายแววของความครุ่นคิด


            ขณะที่ซุนหงอคงเองก็ดูจะหงุดหงิดไม่แพ้กัน เขาส่งเสียง ชิ ออกมาด้วยความไม่พอใจ


            สายตายังคงจับจ้องไปยังองค์ยูไลที่ลอยอยู่เหนือศีรษะด้วยแววตาแข็งกร้าว เพราะซุนหงอคงยังคงจำได้ดีถึงอดีตและการขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้น ระหว่างตนกับองค์เทพพุทธะที่ยิ่งใหญ่นี้


            องค์ยูไลที่ปรากฏตัวอยู่เหนือพวกเขามีสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ท่าทางกลับเต็มไปด้วยความกังวลใจ เขากวาดตามองไปยังเหล่าเทพแห่งแอสการ์ดที่พร้อมรบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันสงบและแฝงไปด้วยความเป็นห่วง


            “พวกท่านกำลังจะทำสิ่งใด การกระทำนี้อาจทำให้สมดุลของโลกทั้งสองแปรเปลี่ยนไปได้เลย”


            คำเตือนขององค์ยูไลทำให้เทพเจ้าบางคนถึงกับยืนนิ่งครู่หนึ่ง


            แต่ทันใดนั้นเอง


            เหล่าเทพที่กระหายสงครามมากมายกลับหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนานและคึกคัก


            “ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ใช่เรื่องของท่านนะองค์เทพยูไล พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย”


            “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านกลับไปเถอะ พวกเราชาวแอสการ์ดเมื่อออกมาแล้วก็จะไม่หวนกลับ”


            “ถูกต้อง! จนกว่าที่ดาบของข้าจะได้ดื่มเลือดของศัตรู พวกเราจะไม่ยอมโดยเด็ดขาด!”


            เหล่าเทพเจ้าในดินแดนแอสการ์ดไม่ได้แสดงความกังวลต่อคำเตือนนี้แม้แต่น้อย


            สำหรับพวกเขา ศึกที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเสียงหัวเราะดังสนั่นทำให้บรรยากาศยิ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียดขึ้น


            ซุนหงอคงที่ยืนอยู่ใกล้ๆทำท่าใช้นิ้วแคะหูด้วยสีหน้าที่ไม่ยี่หระ ใบหน้าของเขายิ้มเยาะออกมาพลางตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ


            “พุทธะยูไล หากเจ้าต้องการมาห้ามเรา.. เจ้าก็กลับไปเสียเถิด แต่ถ้าเจ้าคิดจะมาร่วมมือกับเราก็ให้ติดตามมา!”


            “ข้าจะบอกให้รู้ไว้ ตราบใดที่ระบบของโลกยังปล่อยให้มีช่องโหว่อยู่แบบนี้ เหล่าเทพปีศาจก็จะกล้ากระทำการแทรกแซงผู้สืบทอดของพวกเราคนอื่นๆเช่นนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ วันนี้พวกเราเลยจะไปสั่งสอนพวกมันซะบ้าง ให้รู้ว่าพวกมันมิใช่สิ่งที่สามารถจะมาก้าวล้ำพวกเราได้ง่ายๆ!”


            คำพูดนั้นทำให้องค์ยูไลถึงกับเงียบไป


            ดวงตาฉายแววอึ้งเล็กน้อยขณะที่รับฟังข้อกล่าวอ้างของซุนหงอคง แม้จะไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง แต่คำพูดของซุนหงอคงก็ทำให้เขานึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนาเธอร์ และช่องโหว่ในระบบที่ซุนหงอคงกล่าวถึงนั้นก็เป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธได้


            “อะแฮ่ม.. งั้นก็ช่วยไม่ได้!”


            องค์ยูไลกระแอมเบาๆในลำคอ


            ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความยอมจำนนและหนักแน่น


            “เช่นนั้นข้าจะไปกับพวกท่าน ข้าจะร่วมเดินทางไปยังราซารัสด้วย… เพียงเท่านี้ละกันนะ”


            คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างร้อนแรงขึ้นในทันที


            “ฮ่าฮ่าฮ่า องค์ยูไลก็เอากับเขาด้วยเว้ย!”


            “สุดยอด! มีท่านโอดินกับท่านยูไลอยู่ แม้แต่นิกซ์เองก็ยังต้องขยาดเลยละมั้ง?”


            เทพเจ้ามากมายต่างส่งเสียงกันอย่างสนุกสนาน และเหล่าเทพที่พร้อมรบต่างยิ้มกว้าง


            ดินแดนแอสการ์ดสั่นสะเทือนเลือนลั่นด้วยเสียงกู่ร้องแห่งการสงคราม


            เสียงแห่งความกระหายในการต่อสู้ครั้งนี้ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า โอดินมองไปที่เหล่าเทพและกองทัพของเขาด้วยความฮึกเหิม หอกกุงเนียร์ที่อยู่ในมือถูกกำแน่น ราวกับพร้อมจะปลดปล่อยพลังของเขาออกมาสู่ศึกที่รออยู่ข้างหน้า


            “เหล่าทวยเทพทั้งหลาย!”


            โอดินเงยหน้ามองฟ้า คำรามเสียงดังราวกับประกาศก้องไปทั่วทั้งแอสการ์ด


            “จงเตรียมพร้อม! วันนี้เราจะยกทัพไปสู่ราซารัส ไปทำลายล้างพลังมืดและทวงคืนความยุติธรรมกลับมา!”


            เสียงกึกก้องนี้ได้รับการตอบรับจากเหล่าเทพทั้งหลาย ทุกคนลอยขึ้นด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยจิตวิญญาณแห่งนักรบที่ไม่มีวันดับสิ้น


            “เปิดประตูมิติ!”


            ทันใดนั้น ประตูมิติขนาดใหญ่ก็ได้ถูกเปิดออก เบื้องหลังประตูนั้นคือแสงสีดำและสีแดงที่บ่งบอกถึงพลังแห่งมิติของราซารัส


            “ดูเหมือนเจ้าจะรู้แล้วว่าการทำศึกครั้งนี้มันต้องเป็นเรื่องสนุกแน่ ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่เสียใจหรอกนะที่มาร่วมกับพวกเรา”


            ซุนหงอคงยกยิ้มอย่างพึงพอใจ พลางหันไปมององค์ยูไลอย่างท้าทายและเยาะเย้ย


            “ข้ามาที่นี่เพื่อนำพาความสงบสุข”


            “แต่ถ้าการทำลายล้างคือทางที่จะหยุดยั้งอำนาจมืด ข้าก็จะทำในสิ่งที่จำเป็น!”


            องค์ยูไลพอรับฟังก็พยักหน้ารับช้าๆ แม้ดวงตาของเขาจะยังคงมีแววครุ่นคิด แต่น้ำเสียงที่กล่าวออกมากลับแฝงด้วยความมุ่งมั่น


            “มาสิพวกเรา! ให้โลกทั้งใบสั่นสะเทือน ให้พลังแห่งเทพเจ้าแผ่ขยายไปทั่วทุกดินแดน!”


            ธอร์เองก็ยิ้มอย่างพอใจ ขณะยกค้อนมโยลเนียร์ขึ้นสูง พลางตะโกนเสียงดังกึกก้อง บังเกิดสายฟ้าอัสนีที่น่าสะพรึง


            “นี่คงจะเป็นศึกที่ข้ารอคอยมานาน… ”


            “ข้าก็อยากเห็นเช่นกันว่าราซารัสจะต้านทานพลังของพวกเราได้เพียงใด”


            โลกิยิ้มเยาะพร้อมเอ่ยเสียงเบาๆ แต่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ขณะที่ดวงตาของเขานั้นหยีลงด้วยความนึกสนุก


            “เคลื่อนทัพ!”


            ทันทีที่โอดินให้สัญญาณ ประตูมิติขนาดใหญ่ก็เปิดกว้าง กองทัพแห่งแอสการ์ดและเหล่าเทพเจ้าผู้ร่วมรบต่างก้าวเข้าสู่มิติอันมืดมนและปกคลุมไปด้วยอำนาจแห่งปีศาจแห่งราซารัส ดินแดนแห่งความชั่วร้ายและพลังมืดที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า


            “ก๊ะ!ก๊ะ!ก๊ะ! ข้าชอบอะไรแบบนี้จริงๆ”


            “พวกเรามาทำให้มันสนุกสุดเหวี่ยงไปเลย!”


            เสียงหัวเราะของซุนหงอคงดังลั่นในขณะที่เขาก้าวเข้าสู่ประตูมิติพร้อมกับกองทัพอันยิ่งใหญ่


            “ตามผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าไป!”


            ทวยเทพแห่งแอสการ์ดต่างยิ้มออกมาพร้อมความคึกคัก เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการท้าทายที่ใหญ่หลวงนี้


            ไม่มีใครรู้ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงเช่นไร แต่พวกเขาทุกคนต่างรู้ดีว่านี่จะเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก


            ขณะเดียวกัน อนาเธอร์ไม่มีทางรู้เลยว่าตอนนี้ซุนหงอคงและโอดินกำลังวางแผนการใหญ่เพื่อจัดการกับพวกปีศาจในดินแดนราซารัส เพื่อตอบโต้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาอย่างลับๆ


            ส่วนเขาในตอนนี้กำลังมุ่งมั่นกับการเตรียมตัวลงดันเจี้ยนครั้งใหม่ ชายหนุ่มมีเป้าหมายในการฝึกฝนอย่างจริงจัง


            เพื่อยกระดับความสามารถและสะสมประสบการณ์ ทั้งตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องตนเองและคนที่เขารักให้ได้


            ดันเจี้ยนในครานี้ไม่ใช่ดันเจี้ยนธรรมดา แต่มันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรและกับดักที่แสนอันตราย แม้กระทั่งผู้เล่นที่แข็งแกร่งยังต้องระวังตัว


            แต่ความพิเศษในครั้งนี้คือ เขาจะไม่ได้เผชิญหน้าเพียงลำพัง เพราะผู้ที่มาพร้อมกับเขาก็คือคริสติน่า ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้ปกปักษ์วิหารศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าเธอจะละทิ้งตำแหน่งนี้ไปแล้ว แต่พลังแห่งเทวทูตสิบปีกของเธอยังคงอยู่เต็มเปี่ยม ความสามารถของเธอยังแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องเขาได้ทุกเมื่อ

            

            คริสติน่ายืนอยู่ข้างเขาในชุดเกราะสีเงินที่เปล่งประกายราวกับแสงดาวในยามค่ำคืน


            ผมสีขาวยาวของเธอปลิวไสวตามแรงลม ดวงตาของเธอที่มองมาทางอนาเธอร์เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและมุ่งมั่น


            ใบหน้าอันสง่างามของเธอไม่ได้มีแววลังเลแม้แต่น้อย


            “ท่านพร้อมหรือยังคะ?”


            คริสติน่าเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มนวล พลางจ้องมองผู้เป็นสามีของตนด้วยรอยยิ้ม


            อนาเธอร์ยิ้มตอบเธอ เขาสัมผัสได้ถึงพลังของคริสติน่าที่แผ่กระจายออกมา ทำให้หัวใจของเขารู้สึกอบอุ่นและมั่นคง


            “พร้อมแล้วละ.. ฉันพร้อมที่จะลงไปในดันเจี้ยนนี้แล้ว!”



            ..

            555555+ แทนที่จะห้ามดันเข้าร่วมด้วยซะงั้น


    คล้ายกับเรื่องเกมส์อาณาจักรเทพ: เริ่มต้นด้วยระบบผู้สืบทอดแห่งพระเจ้า ที่คุณอ่าน