สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 140 มันต้องเป็นของปลอม

            เสียงแม่น้ำไหลพร้อมสายลมหนาวเย็นที่พัดมาอย่างเอื่อยๆ

            กองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรค่อยๆ หยุดอยู่ห่างจากริมชายฝั่งแม่น้ำจูลี่ทางทิศใต้ประมาณหนึ่งร้อยเมตรขบวนทัพของพวกเขาเริ่มกระจายตัวออกมา มีเสียงม้าร้องดังวุ่นวายหลังจากที่ขบวนทัพหยุด ธงที่ตั้งตรงก็เอียงเล็กน้อยอัศวินบนหลังม้าที่อยู่ด้านหน้าสุดของขบวนทัพก็เชิดคอสูงเหมือนหงส์ แสดงท่าทีหยิ่งยโสแม้กระทั่งคนที่ไม่คุ้นเคยกับการทหารยังมองออกว่า คนพวกนี้ก็คือ อีกาจับกลุ่ม1 เมื่อเทียบกับระเบียบวินัยที่เข้มงวดของพวกทหารเกราะดำก่อนหน้านี้ ที่ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ดูมั่นคงดุจภูผา ลื่นไหลเหมือนสายน้ำกองทัพตรงหน้าดูแย่กว่ามากจนยากที่จะยอมรับได้ว่านี่คือทหารประจำการ

            แต่กองทัพจับฉ่ายพวกนี้กลับดูเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตัวเองมาก

            “พวกเราจะบุกโจมตีเมืองแซมบอร์ดให้ราบเป็นหน้ากลองภายในครั้งเดียวและให้ไอ้ปัญญาอ่อนอเล็กซานเดอร์มันมาคุกเข่าร้องไห้อย่างน่าสมเพช!” ราชาแห่งอาณาจักรเซินฮัวที่นั่งวางท่าอยู่บนหลังมากล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางมาดมั่น

            “ถ่ายทอดคำสั่งข้าลงไป หลังจากที่เมืองแตกแล้วให้เอาพวกผู้ชายร่างสูงที่อยู่ตรงล้อหมุนสะพานทั้งหมดไปขายเป็นทาสสอนบทเรียนให้อาณาจักรที่ชั่วร้ายแห่งนี้ได้รู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของเรา!” ราชาแห่งอาณาจักรฉ่านป้ากล่าวอย่างเย่อหยิ่งอัศวินที่อยู่ด้านหลังของเขาจึงเตรียมโซ่และกรงเหล็กสำหรับใส่ทาสไว้

            “ข้าอยากให้ราชาน้อยสมควรตายนั่นมันมาคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตตรงหน้าข้าอีกอย่าง ได้ยินมาว่าคู่หมั้นของมันสวยไม่หยอก ฮิๆ บางทีนางอาจจะเป็นนางกำนัลที่ดีในการถูพื้นทำความสะอาดและล้างกระโถนในพระราชวังของข้าก็ได้...”ราชาแห่งราชอาณาจักรหลู่เหนิงกล่าวพลางยกหมวกเกราะขึ้นสวมหัวดวงตาเผยรอยยิ้มเยาะ

            “ฮ่าๆๆ!”

            เมื่อได้ยินราชาแห่งอาณาจักรหลู่เหนิงกล่าวแบบนี้เหล่าองค์ราชาที่เหลือต่างพากันหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

            แม้แต่เหล่าทหารกักขฬะที่อยู่ด้านหลังพวกเขายังยกหอกดาบขึ้นสูงพลางโห่ร้องเสียงดังสมบัติกับผู้หญิงล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการปลุกเร้าความฮึกเหิมของเหล่าทหารในการต่อสู้

            “แต่ข้าเสนอให้โอกาสเมืองแซมบอร์ดอีกครั้งส่งคนไปบอกพวกมันให้ลดสะพานแขวนเหล็กลงมาภายในหนึ่งนาทีแล้วปล่อยตัวเหล่าองค์ชายทุกอาณาจักรที่ถูกพวกมันจับตัวไว้ ไม่อย่างนั้นวันนี้พวกมันจะต้องได้ลิ้มรสการลงโทษของราชอาณาจักรเป็นแน่ เราจะลบอาณาจักรที่ชั่วร้ายแห่งนี้ให้หายไปจากแผนที่ของราชอาณาจักรเซนิท” ราชาอาณาจักรชื่อสุ่ยกวาดสายตามองไปยังราชาองค์อื่นๆขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว

            ในบรรดากองทัพพันธมิตรอาณาจักรชื่อสุ่ยเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุด    

            องค์ราชาอาณาจักรชื่อสุ่ยมีทหารใต้บังคับบัญชาการถึงหกร้อยคน ในบรรดากองทัพทั้งเก้า กองทัพของอาณาจักรชื่อสุ่ยเป็นระเบียบมากที่สุด มีขวัญกำลังใจสูงที่สุดและอาณาจักรชื่อสุ่ยยังมีกองทัพอัศวินเกราะหนักหนึ่งร้อยนายที่ถูกเรียกว่า ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ทั่วร่างของพวกเขาจะสวมชุดอัศวินเกราะเหล็กสีดำและขี่สัตว์อสูรสงครามเฟลมมิ่งบีตส์ สัตว์อสูรที่เรียกว่าเฟลมมิ่ง บีตส์จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนม้าศึกบนหัวมีเขาแหลม กล่าวกันว่าเป็นลูกผสมของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ยูนิคอร์น เกิดมาพร้อมกับความเร็วดุจสายลมและมีความสามารถในการบรรทุกของหนักได้อย่างน่าทึ่งแน่นอนว่ามันเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการสร้างอัศวินอาชา

            เล่ากันว่าที่อาณาจักรชื่อสุ่ยได้รับเฟลมมิ่งบีตส์เป็นจำนวนมากขนาดนี้เป็นเพราะว่าองค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยองค์ก่อนเดินไปเหยียบขี้หมาที่โชคดีแล้วบังเอิญพบเข้ากับทหารรับจ้างที่กำลังตกที่นั่งลำบากกลุ่มหนึ่งเขาฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นั้นซื้อเฟลมมิ่ง บีตส์สี่สิบตัวในราคาที่ต่ำที่สุดมาได้ หลังจากผ่านไปได้ยี่สิบกว่าปี เขาได้ทำการเลี้ยงดูเพาะพันธุ์พวกมันอย่างระมัดระวังจนวันนี้สามารถพัฒนาขยายพันธุ์พวกมันได้ร้อยกว่าตัว นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมอาณาจักรชื่อสุ่ยที่ไม่ได้มีนักรบแข็งแกร่งมากมายแต่กลับได้เป็นอาณาจักรบริวารระดับสาม ว่ากันว่าองค์ชายแห่งราชอาณาจักรเซนิทอย่างองค์ชายอาร์ชาวินและองค์ชายโดมิงเกวซที่กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงการสืบทอดราชบัลลังก์ยังต้องส่งคนไปที่อาณาจักรชื่อสุ่ยเพื่อสอดแนมกองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ เลย

            กองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ทหารจะได้ขี่เฟลมมิ่ง บีตส์คนละตัวเมื่อรวมน้ำหนักของคนขี่กับชุดอัศวินเกราะหนักแล้ว อย่างน้อยๆ ก็หนักประมานห้าร้อยถึงหกร้อยจิน (สองร้อยห้าสิบถึงสามร้อยกิโลกรัม)แต่เฟลมมิ่ง บีตส์ก็ยังสามารถห้อตะบึงได้เหมือนลม หากปล่อยให้พวกเขาวิ่งบนพื้นที่ราบพลังการโจมตีของมันสามารถพลิกคว่ำกำแพงเมือง ลือกันว่าในบรรดาอาณาจักรบริวารระดับสามทั้งหกสิบอาณาจักรพลังการรบที่แท้จริงของอัศวินเกราะหนักกลุ่มนี้ไม่มีใครเทียบได้

            เมื่อองค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยกล่าวเช่นนี้ แม้ว่าองค์ราชาอาณาจักรอื่นๆ บางคนจะไม่ยอม ทว่ากำปั้นใครหนักกว่า คนนั้นมีสิทธิพูด และส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับแผนนี้ มีเพียงแต่ขุนนางนักเวทที่ถูกเมืองแซมบอร์ดยิงห่าธนูใส่จนอุจจาระเกือบราดกางเกงเพียงคนเดียวที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนี้เขาอยากจะร้องตะโกนพุ่งเข้าไปทำลายเมืองแซมบอร์ดให้สิ้นซากกลายเป็นกองขี้เถ้าแต่เห็นได้ชัดว่า ในกองทัพพันธมิตรไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่าไร ต่างคนต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีใครเป็นคนงี่เง่าหลังจากที่เห็นลักษณะภูมิประเทศของเมืองแซมบอร์ดแล้วพวกเขาต่างก็คิดที่จะรักษาความแข็งแกร่งของตัวเองแม้ว่าพวกเขาจะแสดงท่าทีประจบประแจงขุนนางนักเวทเล็กๆ ที่มาจากเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแต่ก็ไม่มีใครฟังเขาจริงๆ

            และสิ่งที่ทำให้เหล่าผู้นำกองทัพพันธมิตรที่อวดดีพวกนั้นคาดไม่ถึงคือพวกเขายังไม่ทันจะได้ส่งคนออกไปบอกกล่าว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโซ่ขยับ ครึกๆๆ เมืองแซมบอร์ดเป็นฝ่ายลดสะพานลงก่อน เสียงดังสนั่นขึ้นเมื่อสะพานแขวนเหล็กที่สูงสิบเมตรทอดมาลงมาบนพื้นดินท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นมา ประหนึ่งเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ร่อนลงสู่พื้น

            “สะพานแขวนเหล็กลดลงมาแล้ว...หรือว่าพวกเขายังไม่เคยทำสงครามจึงยอมจำนนด้วยความกลัว?” ราชาบางองค์หัวเราะ

            เมื่อควันฝุ่นกระจายหายไป

            กลุ่มพันธมิตรก็ต้องพบความแปลกใจเมื่อเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบบนสะพานจนมาถึงชายฝั่งก่อนจะเริ่มกระจายตัวจัดรูปขบวนทัพ ที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดเป็นพลโล่ยี่สิบนาย พลโล่สองคนถือโล่เหล็กยักษ์ที่สูงสามเมตร จังหวะการก้าวเดินหนักแน่นมั่นคง ทุกก้าวที่ย่ำพื้นจะประทับรอยเท้าลึกลงไปในพื้นหลายเซนติเมตรเมื่อมองเห็นโล่ยักษ์ที่สูงใหญ่ราวกับบานประตูเหล็ก  องค์ราชาทั้งเก้าอาณาจักรและพวกทหารที่กำลังโห่ร้องอยู่ด้านหลังก็พลันรู้สึกว่าพระอาทิตย์เริ่มหนาวขึ้นมานิดหน่อย

            ด้านหลังของพลโล่ทั้งยี่สิบนาย เป็นพลธนูห้าสิบนาย

            เมื่อเทียบกับพลโล่ยี่สิบนายข้างหน้าแล้วพลธนูแค่ห้าสิบนายไม่ถือว่าน่าแปลกใจอะไร อีกทั้งร่างกายของพวกเขายังมีชุดเกราะไม่ครบชิ้นส่วนสวมเพียงเสื้อผ้ารัดรูปแปลกตา ตรงส่วนไหล่ที่พาดธนูยาวมีหนังสัตว์สีดำคลุมไหล่คันธนูที่อยู่ด้านหลังใหญ่กว่าคันธนูยาวทั่วไปเล็กน้อยและสะพายกระบอกที่มีลูกธนูประมาณหนึ่งร้อยดอกไว้ด้านหลัง

            “พลธนูจำนวนแค่นี้ไม่พอเพียงพอที่จะฟันเลยแค่ทหารของข้าทุกคนฟันพวกเขาเพียงครั้งเดียวก็ตายหมดแล้ว...ฮ่าๆ เมืองแซมบอร์ด อาณาจักรบริวารระดับหก ช่างเป็นเมืองที่กระจอกจริงๆลำบากใจจะลงมือเสียจริง!” องค์ราชาหลู่เหนิงกล่าววาจาดูแคลนพวกทหารที่อยู่ด้านหลังเขาก็พากันหัวเราะพลางกระแทกดาบหอกในมือ ส่งเสียงดังออกมา

            ตรงข้ามกันทหารเมืองแซมบอร์ดยังคงกระจายตัวจัดแถวอย่างต่อเนื่อง

            ด้านหลังของพลธนูมีทหารรูปร่างกำยำตามมาติดๆ อีกสามสิบนายบนร่างพวกเขาไม่สวมชุดเกราะใดๆ มีเพียงชุดผ้าที่ดูปอนๆ หากเทียบกับเหล่าทหารพันธมิตรที่สวมชุดเกราะสดใสแล้วมันไม่ต่างอะไรกับขุนนางและขอทานเลย อย่างไรก็ตามแต่ ในมือของพวกเขากลับถืออาวุธที่น่ากลัว...ในมือของทหารแต่ละคนต่างถือขวานยักษ์ที่มีใบขวานเท่ากับบานประตูสองเมตรใบขวานสะท้อนกับแสงอาทิตย์เป็นประกายเย็นเยียบรูปร่างของขวานนี้ดูเกินจริง และถ้าตัวขวานสร้างมาจากเหล็กกล้าสีดำน้ำหนักของมันอย่างน้อยๆ ก็สามร้อยถึงสี่ร้อยจิน (หนึ่งร้อยห้าสิบถึงสองร้อยกิโลกรัม) ทหารทั่วไปอย่าพูดว่าจะใช้ขวานที่หนักขนาดนี้ไปสังหารศัตรูเลยแค่ยกยังจะยกไม่ขึ้นเลย

            “โอ้ มันเป็นไปไม่ได้? มันจะต้องทำมาจากไม้ที่ทาด้วยสีดำและเคลือบด้วยสีเงินแน่ๆ ปลอม ต้องเป็นของปลอมแน่ๆ!” องค์ราชาแห่งอาณาจักรเฮยสุ่ยเห็นดังนั้นก็ร้องอุทานออกมา

            และแน่นอนว่า ความคิดของพวกเขาล้วนได้รับการเห็นด้วยจากองค์ราชาองค์อื่นๆแม้กระทั่งนักเวทธาตุลมที่หยิ่งยโสยังพูดดูแคลนออกมาว่า “มันต้องเป็นของปลอมอยู่แล้วมีแค่ไอ้โง่เท่านั้นแหละที่จะถูกของปลอมที่สร้างเกินจริงนี้หลอกเอา ฮ่าๆข้าว่าเผลอๆ แม้แต่โล่ยักษ์สิบอันนั่นก็ทำมาจากไม้เช่นกัน!”

            แม้ว่าจะพูดแบบนั้นแต่ขวัญกำลังใจของทหารฝ่ายพันธมิตรก็ได้รับผลกระทบจากท่าทางองอาจของเหล่าทหารแซมบอร์ดที่ถือขวานยักษ์ไปไม่น้อยมันเหมือนกับไฟที่กำลังลุกโชนแล้วถูกน้ำเย็นเทลงมาอย่างน้อยๆ ก็ไม่มีใครคิดจะแหกปากร้องตะโกนพลางวิ่งเข้าใส่แบบโง่ๆ แน่นอน พวกเขาเกิดลังเลใจและหยุดชะงักอยู่กับที่

            ด้านหลังพวกทหารที่ถือขวาน ตามมาด้วยทหารราบอีกห้าสิบนาย

            ทหารราบพวกนั้นถือว่าดูปกติขึ้นมาหน่อยแต่เมื่อเทียบกับพวกทหารก่อนหน้านี้พวกเขาดูด้อยมาก อาวุธที่ถืออยู่ในมือก็ดูมั่วๆทหารบางคนถือดาบที่หักครึ่งหนึ่ง บางคนก็ถือไม้พลองหยาบๆไม่ก็ดาบคู่ที่ขึ้นสนิมหรือกระทั่งขวานบิ่นแม้แต่ค้อนตีเหล็กของช่างตีเหล็กก็มี...อีกทั้งขบวนทัพก็ดูมั่วๆ เล็กน้อย ส่วนสูงที่แตกต่างกัน ไม่มีความแข็งแกร่งสักนิด ดูไม่เหมือนทหารที่จะมาทำสงครามสักนิดมันเหมือนชาวนาที่มารอชมเรื่องสนุกมากกว่า

            “ฮ่าๆ ดูสิ สุดท้ายมันก็เผยความลับออกมานี่คือระดับที่แท้จริงของเมืองแซมบอร์ด!” มีบางคนหัวเราะเยาะเย้ย

            “ก็แค่กลุ่มชาวนา...ต้องมาต่อสู้กับพวกข้าศึกแบบนี้ เหมือนดูถูกกองทัพและทหารของข้าชัดๆ!”

            “อาณาจักรแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องมีอยู่หรอก...”

            ไม่ช้าพวกทหารกองทัพพันธมิตรก็พลันโล่งใจแล้วหัวเราะออกมาพวกเขารู้สึกอิ่มเอมใจ เหมือนได้ดูตัวตลกที่ทหารเมืองแซมบอร์ดเป็นผู้แสดง

            ตอนนี้เอง บนสะพานก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาใหม่

            มีกลุ่มคนประมาณยี่สิบคนที่จัดกระบวนทัพเป็นรูปกรวยเดินออกมาอย่างช้าๆบนร่างของทุกคนต่างสวมชุดอัศวินเกราะหนักด้วยชุดเกราะหนักแบบนี้ทำให้จังหวะการก้าวเดินของพวกเขาเชื่องช้าท่าทางการเคลื่อนไหวดูขัดๆ เขาจะหยุดพักทุกๆ สามก้าวด้วยท่าทางเหมือนจะหอบนิดๆ ชุดเกราะหนักบนร่างไม่ทันจะได้ปกป้องเจ้านายของพวกมันเกรงว่าคงจะทำให้เจ้านายของพวกมันเหนื่อยตายไปเสียก่อน

            “โอ้ พระเจ้าข้าคิดว่าราชาปัญญาอ่อนของพวกมันบ้าไปแล้วแน่ๆที่ให้ทหารราบสวมชุดอัศวินม้าเกราะหนักออกมา...” ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยหัวเราะออกมาเสียงดัง เหล่าทหารที่อยู่ด้านหลังของเขาก็พลันหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเหมือนขุนนางผู้สูงส่งกำลังมองขอทานริมถนน “แค่กองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ของข้าถอนหายใจใส่คงทำให้อัศวินพวกนั้นล้มลงกับพื้นแล้วถูกเกราะเหล็กบนร่างทับตาย!”

            “น่าเสียดายชุดอัศวินเกราะหนักยี่สิบชุดพวกนั้นจริงๆ ที่ต้องตกไปอยู่ในมือไอ้พวกโง่พวกนั้นความจริง ดูๆ ไปแล้วมันก็ไม่เลวเท่าไรนัก ข้าขอก็แล้วกัน!” ในดวงตาขององค์ราชาอาณาจักรเซินฮัวเต็มไปด้วยความอิจฉาใครๆ ก็มองออกว่าชุดเกราะพวกนั้นดีมากแค่ไหน หากได้มันมาอยู่บนร่างของอัศวินม้าจะสามรถเพิ่มความแข็งแกร่งของเหล่าอัศวินม้าได้อย่างแน่นอน

            “ใครดีใครได้!”

            องค์ราชาคนอื่นๆ ต่างตาเป็นประกายไม่มีทางที่พวกเขาจะยกชิ้นเนื้อที่ดีแบบนี้ให้คนอื่นอย่างแน่นอน

            เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าไกลออกไปบริเวณเขาวงกตใต้ดินด้านหลังของเมือง ซุนเฟยที่เพิ่งทราบข่าวก็พลันหัวเราะจนน้ำลายกระจาย “วะฮะฮ่า ดีจริงๆ เฟลมมิ่ง บีตส์ทั้งหนึ่งร้อยตัวจะต้องเป็นของข้า ฮ่าๆๆ ของข้าทั้งหมด ถ่ายทอดคำสั่งลงไปต้องจับเป็นพวกมันให้ได้...ราชาพวกนี้ช่างเลือดร้อนจริงๆข้าก็แค่อยากให้พวกเขาชดใช้ด้วยเหรียญทองไม่กี่เหรียญแต่พวกเขาดันนำอุปกรณ์มาเคาะหน้าประตูเมืองเฉยเลย ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก!”

            ----------------

            1 อีกาจับกลุ่ม อุปมาว่ากลุ่มที่รวมตัวกันอย่างไร้ระบบไร้ระเบียบ

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน