77 : ความเข้าใจ
...ยิน...ฉัน...
...นี่...ได้ยินเสียงฉันไหม...
ขอร้องล่ะ...
...หยุดเถอะนะ...
“นิศาชล!” ตนัยร้อง เมื่อเด็กสาวทรุดฮวบลงไปกับพื้นพร้อมกับหอบหายใจแรงราวกับเพิ่งออกแรงไปอย่างหนักหน่วง นิกรที่อยู่แถวนั้นเข้าไปจะช่วยเธอ แต่เนียร์กลับยกมือห้าม
“ไม่...ไม่เป็นไร” เนียร์พยายามพูด การที่ต้องมาเหนื่อยขนาดนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แต่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บใจน่ะคือการถูกขัดขวางต่างหาก!
เนียร์มองออกไปที่ริมหาด เห็นเล็ทแสดงท่าทีดีใจล้นเหลือที่เอาชนะเธอได้ เนียร์ทุบพื้นอย่างเจ็บใจ ก่อนจะปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายความเหนื่อยลงกระทั่งยืนขึ้นอีกครั้ง
“หวังว่าทำพิธีแล้ว ฉันจะไม่แพ้ง่ายๆแบบนี้อีกนะ”
“ถ้าถึงตอนนั้น จะไม่มีใครหน้าไหนมาหยุดเธอได้อีก” ตนัยยืนยัน “แต่ว่าหากเด็กโรงเรียนนิรารักษ์อยู่นี่ คนที่เหลือก็ต้องมาถึงนี่แล้วสินะ”
“...พวกนั้นรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ คงมีคนคาบเรื่องไปบอก” เนียร์พูด และแน่นอนว่าไม่มีคนของตนัยคนไหนทำเรื่องแบบนี้แน่ จะเหลือแค่เพียง...
ชายหนุ่มมองไปยังเด็กสาวที่ถูกมัดมือ แต่เนียร์กลับขัดเสียก่อน
“ไม่ใช่หรอก ถ้าให้เดา คงจะเป็นกิล หึ สร้างเรื่องได้จนหยดสุดท้ายเลยนะ”
“แล้วนั่นเธอจะไปไหน” ตนัยทัก เมื่อเห็นเธอเดินกลับเข้าไปในป่า
“ลงไปต้อนรับพวกนั้นซะหน่อย จะได้รีบเอาเลือดมาทำพิธีด้วย” เนียร์ตอบ แต่ขณะกำลังเดินผ่านโมไปกลับชะงักเสียก่อน เธอเดินเข้าไปใกล้และอีกฝ่ายก็ถอยห่างจนหลังชนกับต้นไม้ก่อนดวงตากลมโตจะล่อกแล่กหาทางอื่น แต่เนียร์เอามือวางขวางไว้เสียก่อนโมจึงหมดสิทธิ์หนี
“อีกไม่นานก็จะตายแล้วนะ และฉันจะฆ่าคนอื่นตามไปให้” เนียร์พูด “ทั้งเอล ทั้งเพียว ทุกคนที่ขัดขวางฉันจะต้องถูกฆ่า...ว่าไงล่ะ” มือจับผมหน้าโมแล้วดึงไปข้างหลังบังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตาด้วย “อยากเกลียดฉันขึ้นมาบ้างมั้ยล่ะ”
แม้ท่าทีของโมจะแสดงออกชัดว่ากลัว แต่เธอก็ยังคงส่ายหน้า จ้องเนียร์กลับด้วยสายตาราวกับจะสื่อว่าต่อให้ต้องตาย เธอก็ไม่มีวันจะรู้สึกเช่นนั้น
“ทำไมล่ะ” ดวงตาสีดำจ้องกลับ ขณะเดียวกันก็เหมือนไม่ได้สะท้อนเงาคนตรงหน้า บางสิ่งลากเนียร์ให้จมลึกเข้าไปในใจของตัวเอง “...ทั้งที่ฉันอยากให้แกแค้นฉันแท้ๆ”
“ถ้าเป็นงั้น เราต้องหาตัวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ใหม่นะ นิศาชล” ตนัยเตือน และเนียร์ก็ชะงักไป
“จริงสิ” เธอมีท่าทีสับสนเล็กน้อย ทั้งที่เธอน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีพอๆกับเขา แต่ทำไมถึงยังพูดแบบนั้นออกมาอีก หากไม่นานเนียร์ก็เลิกใส่ใจมันอย่างรวดเร็ว
หยุด...หยุดเถอะ
เนียร์ชะงักอีกครั้ง หันกลับมาถามตนัย “เมื่อกี้นายได้ยินอะไรรึเปล่า”
“ไม่นี่ เธอได้ยินอะไรล่ะ”
เนียร์หันมองนิกรซึ่งส่ายหัวเป็นการบอกว่าไม่ได้ยินเช่นกัน เมื่อรู้ว่าไม่มีคนอื่นได้ยิน เนียร์ก็บอกปัด “ช่างมันเถอะ ฉันคงหูแว่วไปเอง”
แต่ทันทีที่เนียร์เดินออกมาจนลับตาตนัยแล้ว เสียงนั้นก็แว่วออกมาอีก
...พอทีเถอะ...
นี่มันเสียงใครกัน เสียงตัวเธอเองงั้นเหรอ
...นี่น่ะ คือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆน่ะเหรอ...
เนียร์เอามือปิดหู ตะโกนในใจลั่น... หยุดนะ! เงียบไปซะ...มือเกาะกิ่งไม้ที่ต่ำพอจนเธอคว้าไว้ได้เพื่อไม่ให้ล้ม เมื่อมันเริ่มก่อกวนสติของเธอ
ความทรงจำพวกนั้น ความรู้สึกเหล่านั้น มันใช่ของเธอจริงๆน่ะเหรอ
“หึๆ...ฮ่าๆๆ” เนียร์ปล่อยหัวเราะ “จะความทรงจำของตนัยก็ดี จะความรู้สึกของฉันก็ดี หรือแม้แต่เสียงของเธอ นั่นสินะ...สิ่งไหนกันนะที่เป็นของฉัน” แล้วเธอก็แผดเสียงหัวเราะลั่นอีกครั้ง มือกุมหน้าที่แสดงความบ้าคลั่งออกมา “นี่ฉันกำลังเสียสติไปแล้วใช่มั้ย กำลังเสียตัวตนของตัวเองไปแล้วงั้นสินะ!” เนียร์ถามเสียงดังเหมือนต้องการให้เจ้าของเสียงปริศนานั้นได้ยินด้วย
ไม่รู้ว่ามันเป็นการไล่ไปได้หรือว่าตัวเองกลับมามีสติแบบเดิมอีกกันแน่ ทำให้เสียงนั้นเงียบหายไป
ปัง!
เสียงลั่นของปืนดังก้องไปทั่วเขา ส่งผลให้นกแถวนั้นบินฮืออย่างตกใจ แต่สำหรับเนียร์นั้นมันคือสัญญาณบอก ริมฝีปากแยกยิ้มกว้างทันที
พวกนั้นมาถึงแล้ว
ก่อนหน้าที่เสียงปืนจะดังเล็กน้อย พวกฟิวส์ที่พากิลไปหลบอยู่ไกลจากระยะควันไฟแล้วนั้น ก็มุ่งหน้าตรงไปหาที่พวกเนียร์อยู่ แต่ระหว่างนั้นเอง ฟิวส์ได้ยินเสียงเพื่อนสนิทที่เดินตามมาด้านหลังดังขึ้น
“ยังคิดเรื่องที่กิลบอกเมื่อกี้เหรอครับ” ไม่ต้องหันไปดูว่าโชลพูดกับใครอยู่ เพราะเสียงทินก็ตอบมาติดๆ
“ก็นะ ลองเดาความเป็นไปได้หลายๆอย่างดู”
ความเป็นไปได้? จะยังมีความเป็นไปได้อะไรอื่นอีกกันล่ะ ฟิวส์คิดแบบสิ้นหวัง เมื่อกิลบอกแล้วว่าเนียร์หลุดจากการควบคุมแล้ว และแม้จะเป็นงั้นเธอก็ยังเลือกที่จะเป็นปฏิปักษ์กับพวกเขา ถึงไม่เข้าใจว่าทำไมเนียร์เลือกทางนั้น แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญการตัดสินใจอันยากยิ่ง ว่าควรจะสู้กับเธออย่างไร
จะฆ่าเธอ? หรือยอมถูกเธอฆ่า?
ต่างคนต่างความคิด แต่ยังไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้ออกมาสักคน ปล่อยให้เป็นคำถามคาใจต่อไป
“ฉันไม่คิดหรอกนะว่าเนียร์มันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว”
ฟิวส์หยุดกึก พร้อมกันนั้นเขาพบว่าคนอื่นก็หยุดด้วยเช่นกัน เมื่อเจอประโยคที่ปฏิเสธทุกความคิดก่อนหน้านี้
“หมายความว่าไงคะพี่ทิน ก็กิลบอกว่า...” เอลตั้งท่าจะแย้ง แต่ทินที่เอาหลังพิงกับต้นไม้แถวนั้นยกมือขึ้นหยุดเธอเสียก่อน
“ใช่ มันบอกว่า เนียร์เป็นคนบอกเองว่าไม่ได้ถูกควบคุมแล้ว และไม่ได้มีท่าทีว่ากำลังแสดงละครอยู่ด้วย” ทินยอมรับ “แต่...มันก็มีจุดแปลกอยู่อย่างหนึ่ง” ว่าแล้วก็ชูนิ้วขึ้นมาระดับสายตา มองตาแต่ละคนให้ตั้งใจฟัง
“มีบางเรื่องที่เนียร์ไม่มีทางรู้ได้ แต่มันกลับรู้ และเรื่องที่ว่านั้นก็เป็นสิ่งที่ตนัยรู้อยู่แล้ว”
คำพูดดูสับสนให้คนฟังต้องทวนเองอีกรอบจึงจะเข้าใจ แต่ฟิวส์ไม่อยากใช้สมองคิดหนักในเวลานี้เลยใช้วิธีถามเพื่อนเอา
“สิ่งที่ตนัยรู้มาก่อน เนียร์ก็จะรู้ตามไปด้วย...จะสื่อว่าอย่างนั้นใช่มั้ยครับ” โชลสรุปสั้นๆ ให้ทุกคนได้ยิน และส่งคำถามต่อท้ายไปยังเจ้าของคำพูดอีก
“ใช่ ไม่คิดว่ามั้นแปลกบ้างเหรอ เนียร์มันรู้ได้ยังไง เพราะถ้าคิดดูแล้ว จู่ๆตนัยคงไม่ได้มีอารมณ์สุนทรีย์เกิดนึกอยากเล่านู่นเล่านี่ให้เนียร์ฟังหรอก และนั่น...ทำให้ฉันเกิดข้อสันนิษฐานขึ้นมาอย่างหนึ่ง แต่ก่อนอื่น” หนุ่มผมดำแซมทองเลื่อนสายตามายังเกล
“ฉันขอถามหน่อย ไอ้วิธีคนคุมพิธีควบคุมผู้มีพลังจากธรรมชาติได้เนี่ย มันมีความสัมพันธ์กันแบบไหนเหรอถึงจะควบคุมได้”
เกลนึกทวนสิ่งที่เคยรู้มา “เท่าที่ท่านเดสิตเคยบอกไว้ คือผู้คุมพิธีจะต้องเข้าใจในตัวคนที่อยากควบคุมทั้งหมด ความคิด และอารมณ์”
“รวมไปถึงความทรงจำด้วยมั้ย”
“เรื่องนั้น...ขอโทษค่ะ ฉันไม่แน่ใจเรื่องความทรงจำเหมือนกัน แต่ว่าจิตใจของทั้งคู่จะเชื่อมโยงกันอยู่”
“เชื่อมโยง...ก็แสดงว่าเชื่อมกันทั้งสองฝ่ายสินะ” ทินคลี่ยิ้มราวกับคำตอบได้รับการยืนยัน ฟิวส์ไม่เข้าใจเลยว่าที่ทินได้คำตอบมาทั้งหมดนี้จะช่วยอธิบายอะไรได้
“อย่างที่บอกว่านี่เป็นแค่การเดา แต่มีหลักการของฉัน ให้ถือว่าสิ่งที่ต้องเข้าใจนอกจาก อารมณ์ความคิดแล้วยังมีเรื่องความทรงจำอยู่ด้วย หมายความว่าถ้าตนัยอยากควบคุมเนียร์ได้ ก็ต้องเข้าใจทั้งหมดที่ว่านั้น ซึ่งนั่นทำให้มันถูกควบคุมอย่างที่พวกเราเคยเจอมาก่อน ถูกต้องมั้ย”
เนียร์ที่ถูกบังคับให้สู้กับพวกเขา เนียร์ที่ถูกเชิดทำให้แม่ของเขาต้องตาย...ฟิวส์กำมือแน่นหลังกลับไปคิดถึงเรื่องเหล่านั้นอีก
“แต่” ทินเอ่ยเสียงหนักขึ้นให้ทุกคนกลับไปสนใจเขาดังเดิม เพราะรู้ได้ว่ามีบางคนอย่างฟิวส์จมอยู่กับอดีตไปแล้ว
“ในทางกลับกัน การเชื่อมโยงนี้ ที่บอกอยู่ว่ามันโยงกันทั้งสองฝ่าย แปลว่าถ้าหากตนัยรู้ทุกอย่างของเนียร์ เนียร์มันก็ต้องรู้ทุกอย่างของตนัยด้วย ทั้งความคิด อารมณ์ และความทรงจำ ฮะฮ้า” ทินดีดนิ้วดังเปาะ “ นั่นก็ทำให้ตอบโจทย์เรื่องที่เนียร์รู้เรื่องของตนัยได้ใช่มั้ยล่ะ”
“ถ้านายไม่ทำท่าแบบนั้น ฉันคงอยากปรบมือให้อยู่หรอกนะ” ริสทำหน้าหมั่นไส้กับท่าทีของทิน
“จะปรบให้ก็ได้ ฉันเตรียมโค้งรับ” ทินว่าพลางยักคิ้วข้างเดียวให้เธอ ทำให้ริสที่ยังไม่มีภูมิต้านทานความกวนของทินแทบอยากกระโจนเข้าใส่ ยังดีที่มีซีลกับเนนช่วยห้ามอยู่ข้างๆ ส่วนคนอื่นที่เหลือเข้าใจว่าถูกฝึกมาดีแล้วจึงพยายามมองข้ามไป
“แต่ถึงเนียร์จะเข้าใจทุกอย่างของตนัยด้วยก็ตาม” ทินวกกลับเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว “เพราะเธอเป็นคนมีพลัง การเข้าใจนั้นไม่ได้หมายความว่าเธอจะควบคุมคนคุมพิธีอย่างตนัยได้ มันคนละระดับกัน ก็เลยทำให้...เกิดเป็นการควบคุมในอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา” หนุ่มผมดำแซมทองฉีกยิ้ม สะกดทุกสายตาให้แน่นิ่งไปชั่วขณะอย่างตื่นตะลึงกับข้อสรุปของเขา
“เพราะรู้ได้ว่าตนัยต้องเจออะไรมาบ้าง เพราะเข้าใจว่าเขาต้องเผชิญมาด้วยความรู้สึกแบบไหน เพราะล่วงรู้ว่าเขาคิดอะไร สิ่งเหล่านั้นจึงเข้าครอบงำให้เนียร์กลายเป็นแบบตนัยไป ความคิดที่เหมือนกัน ความรู้สึกที่เหมือนกัน และความทรงจำที่ใช้ร่วมกัน ก็คงไม่แปลกหากตอนนี้จะเรียกเนียร์ว่า ตนัย No.2”
ถ้าเป็นเวลาอื่นคงมีคนขำ แต่เวลาแบบนี้ไม่มีใครขำออก
เด็กสาวจากเผ่าเอดีวาสที่เป็นเจ้าของพลังนี้เองแท้ๆถึงกับเป็นอึ้ง เมื่อถูกคนภายนอกอย่างทินเข้าใจเรื่องนี้ดีซะยิ่งกว่าเจ้าของเสียอีก
ฟิวส์ก็รู้สึกไม่ต่างกันกับความคิดที่ดูมีเหตุผลของทิน ที่สามารถคิดแบบนี้ได้เป็นเพราะสมองคิดวิเคราะห์เยี่ยม หรือจะบอกว่าเป็นมโนขั้นเทพดีกันแน่
“แต่ถึงงั้นก็เถอะ รู้เรื่องพวกนี้แล้วมันจะช่วยให้สถานการณ์ในตอนนี้ดีขึ้นรึไง” ฟิวส์ถาม เขาก็ยังคงหาคำตอบที่ควรจะได้ไม่เจออยู่ดี
ทินถอนหายใจอย่างระอา มองอีกฝ่ายเหมือนจะนึกสมเพท “นี่นายตาถั่วจนมองไม่เห็นความหวังที่ฉันอุตส่าห์ชี้ให้ขนาดนี้อีกรึไง ถ้าเข้าใจว่าตอนนี้เนียร์ยังถูกควบคุมอยู่ นั่นแปลว่าเรายังมีโอกาสเรียกเธอกลับมาไม่ใช่เหรอ หรือว่านายยังแยกไม่ออกว่าระหว่างที่รู้กับไม่รู้ มันแตกต่างกัน”
โอกาส...ทางเลือกอื่น จุดจบที่อาจไม่ใช่ความตายเพียงอย่างเดียว
สิ่งนั้นคือความหวัง
เอลกับเพียวมองตากันแล้วยิ้มให้กันละกัน เมื่อยังเหลือทางช่วยเหลือเพื่อน ส่วนพวกริสที่ถึงจะไม่ได้สนิทอะไรกับเนียร์มากมายนักก็โล่งใจตามพวกเธอไปด้วย
“ดีจังเลยนะคะ” เกลพูดกับฟิวส์ที่เหมือนยังคิดตามที่ทินว่าไว้อยู่ กระนั้นสีหน้าของเขากลับไม่บอกว่าโล่งอกจนเกลสงสัย “ไม่ดีเหรอคะ คุณจะได้ไม่ต้องสู้กับเนียร์ที่คุณชอบไง”
ชอบ...คำนี้เหมือนตอกย้ำบางอย่างในใจฟิวส์ แม้จะรู้ว่าเนียร์ถูกบังคับอยู่ แต่เธอก็เป็นคนฆ่าแม่ของเขาแล้วเขาจะยังทำใจชอบเธอได้อยู่อีกงั้นเหรอ ทุกครั้งที่มองหน้าเธอ ภาพนั้นก็ปรากฏขึ้นมาอยู่ร่ำไป...
“ฟิวส์?”
“...ก็คงดีแหละ” ฟิวส์พูดเสียงเบา ตอนนี้จะรู้สึกยังไงก็ช่างมันไปก่อนเถอะ ขอแค่ช่วยเนียร์ให้ได้ก่อนแล้วกัน
ทินมองไปรอบๆแล้วนึกเสียดายว่าที่พูดออกมาทั้งหมดนี้ไม่มีอีกคนมาร่วมฟังด้วย เพราะหากได้รู้ เขาคงอยากเปลี่ยนคำถามที่ถามไว้ก่อนจะเอาไปปล่อยทิ้งกลางป่าใหม่
‘นายจะเกลียดเนียร์มั้ย’
กิลนึกถึงคำถามที่ทินถามทิ้งท้ายไว้ก่อนไป บาดแผลที่เจ็บหนักเริ่มทุเลาลงเมื่อได้นั่งพักนิ่งๆอีกทั้งบรรยากาศรอบด้านที่เป็นป่าไม้เช่นนี้ก็เหมือนกับบนเกาะที่จากมา ทำให้เขาผ่อนคลายจนคิดเรื่องอื่นได้
เพราะรู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ แล้วเขาจะเกลียดทำไมล่ะ
แม้ไม่ต้องฟังทฤษฎีที่ทินคิด กิลก็รู้ได้ด้วยตัวเอง เขาแน่ใจเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เนียร์เอาดาบแทงเขาแล้ว
ตอนที่กิลเงยหน้ามองเธอ ทั้งที่ควรเห็นใบหน้านั้นแสดงถึงความสาแก่ใจ พอใจ หรือเย็นชา แต่สิ่งที่เห็นกลับมีแต่ความเจ็บปวด...มากจนเขาตะลึง ดวงตาสีดำสั่นระริกราวกับอยากจะกรีดร้องออกมา หากไม่มีน้ำตาสักหยด ทั้งหมดนั้นบอกเขาได้เป็นอย่างดี
เนียร์ไม่ได้อยากจะฆ่าเขา
แต่นั่นก็อาจจะยังไม่ใช่ทั้งหมดที่ทำให้กิลไม่เกลียดเธอ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังได้รู้จักกับเนียร์ ทุกเวลาที่เขาเฝ้ามองว่าเธอเป็นคนอย่างไร ทั้งหมดนั้นไม่อาจทำให้เขาเกลียดเธอไปได้ ตรงข้ามเลยด้วยซ้ำ
แล้วกิลก็เข้าใจถึงคำตอบของท่านตนัยในวันนั้น ว่าท่านลลันมีความหมายมากเพียงไร กิลเข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงยอมทำให้ได้ทุกอย่างเพื่อท่านลลัน
เพราะในตอนนี้ตัวเขาไม่ได้ต่างกับท่านตนัยเลยแม้แต่น้อย...
ปัง!
กิลสะดุ้ง หันขวับไปยังต้นเสียงซึ่งเป็นทางเดียวกันกับที่พวกเกลมุ่งไป แสดงว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นหรือ
กิลตั้งท่าจะลุก แต่แผลทั้งตรงท้องและด้านหลังก็เจ็บแปลบจนต้องหยุดการเคลื่อนไหว แล้วได้แต่หันไปมองทางต้นเสียงนั้นอย่างเจ็บใจ
เมื่อตอนที่เนียร์ไปถึง ทั้งสองฝ่ายก็ประจันหน้าเข้าหากันแล้ว หากพูดถึงเรื่องจำนวนต้องบอกว่าฝ่ายเธอเสียเปรียบทีเดียว เพราะฝ่ายเธอรวมพวกอั๊คด้วยแล้วก็มีแค่หกคน ไม่สิ แค่ห้า เพราะธุมไปทำธุระอย่างอื่นอยู่ ในขณะที่อีกฝ่ายถึงจะตัดสามคนที่ไม่มีพลังอย่างทิน เพียว และเกลไปก็ยังเหลืออีกเจ็ดคนอยู่ดี และหากเล็ทกับโลมตามมาสมทบอีก พวกเธอก็จะยิ่งสู้ด้วยยากขึ้น
จะทำยังไงดีนะ เนียร์คิดอย่างใจเย็น เป้าหมายของเธอมีเพียงแค่นำเลือดของผู้ใช้พลังที่มีธาตุต่างจากเธอกลับไปเท่านั้น ยิ่งปล่อยเวลานานก็จะยิ่งเสียเปรียบ
“จะมัวหลบอยู่หลังต้นไม้ทำไมล่ะ เนียร์ ไม่โผล่มาให้เห็นหน้าหน่อยเหรอ” ทินร้องทัก ไม่น่าแปลกใจหากเขาจะเป็นคนเจอคนแรก ในขณะที่คนอื่นยังงงอยู่ว่าเธออยู่แถวนี้ด้วยเหรอ
เนียร์ก้าวออกมา เปิดเผยตัวเองให้ทุกคนเห็น ระหว่างที่เดินมายังจุดกึ่งกลางระหว่างสองฝ่ายนั้น เนียร์แอบส่งสายตาให้กับอั๊ค ที่พยักหน้านิดเดียวไม่ให้ใครสังเกตเห็นกลับมาให้
“ไม่ได้เจอกันนานเลย...ฉันควรทักแบบนี้สินะ” เนียร์ยิ้มให้ แต่ไม่มีใครยิ้มตอบ ซึ่งเนียร์ไม่ได้ว่าอะไร เข้าใจว่าเวลาแบบนี้คงไม่มีใครอยากเป็นมิตรกับเธอนัก “ช่วยไม่ได้นะ ถึงอยากคุยด้วยมากกว่านี้ ก็คงไม่มีเวลาแล้ว”
ทันทีที่พูดจบใบไม้ที่ตกอยู่ตามพื้นก็ถูกพัดขึ้นให้หมุนไปรอบๆพาให้เส้นผมยาวของเธอสะบัดไปตามลม ยังไม่ทันที่ผู้ใช้ลมอย่างเอลกับซีลจะรู้ตัวว่ามันผิดปกติ ร่างของเอลกับคนอื่นๆยกเว้นเด็กโรงเรียนนิรารักษ์ก็ถูกลมหมุนนั้นตีขึ้นจากพื้นเหมือนถูกเขวี้ยงเข้าไปในพายุ
“พวกเธอ!” ริสตะลึงเมื่อเห็นเพื่อนต่างโรงเรียนโดนเหวี่ยงเป็นวงกลมลอยอยู่เหนือหัว มีเสียงร้องของเพียวดังโดดออกมาชัดสุดท่ามกลางเสียงร้องของคนอื่น
“หยุดนะ!” ซีลพยายามทำให้มันสงบลงด้วยท่าทีด้วยตื่นตระหนก แต่เงาใครบางคนมาปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอเสียก่อน
“อย่าเพิ่งสนพวกนั้นเลย” เนียร์นั่นเอง เธอคิดจะจับตัวซีลไว้ แต่ซีลกลับกระโดดถอยออกไปซะกอ่นพร้อมกับริสและเนน แต่เพราะจุดที่ถอยไปนั้นเป็นเนิน พวกเธอจึงไถลลงไปอีกไกล
“อั๊ค ฝากพวกนายจัดการทางนี้ต่อทีนะ” เนียร์หันไปสั่ง ได้ยินดีมตอบรับกลับมาอย่างแข็งขันอยู่คนเดียว “เอม เรื่องพื้นที่...”
“ไม่ต้องมาสั่ง ฉันรู้ว่าควรทำอะไร” เอมขัดอย่างไม่พอใจก่อนที่เนียร์จะพูดจบเสียอีก แต่เธอก็ไม่ทำให้เนียร์ผิดหวัง เมื่อเนียร์เห็นเหล่ารากไม้ที่เคยอยู่ใต้พื้น แทงทะลุขึ้นมาสูงพันซ้อนหนาแน่นจนคล้ายกำแพง จากข้างหลังเนียร์ล้อมไปยังข้างหน้าเป็นวงกลม ปิดกั้นไม่ให้ใครหนีออกไปพื้นที่นี้ไปได้ และไม่ให้คนอื่นเข้าไปกวนด้วย
เนียร์ตามพวกริสไปได้ทัน เห็นเนนเจอเข้ากับกำแพงไม้พอดีและกำลังจะแหวกมันออกให้พ้นทาง แต่เนียร์รวบรวมน้ำขึ้นมาได้จำนวนหนึ่งแล้วปล่อยมันอัดใส่หลังเนนจนเธอเสียสมาธิไปครู่หนึ่ง
“อย่าคิดหนีดีกว่า ฉันขี้เกียจเล่นไล่จับ” เนียร์ว่า ก้าวเข้าไปใกล้สามคนนั้นที่หันมาทางเธอพร้อมกัน “ถึงหนีไป สุดท้ายก็ต้องมาสู้กันอยู่ดี แค่ในอาณาเขตกำแพงนี้ สู้ฉันให้ชนะแล้วพวกเธออยากจะไปไหนก็ไป ตกลงมั้ย” เนียร์ยื่นข้อเสนอ
ปิดกั้นอาณาเขต จำกัดพื้นที่เพื่อตัดสินโดยใช้เวลาน้อยที่สุด พวกริสอาจยังไม่รู้ตัวว่าทำไมพวกเธอถึงถูกแยกออกมาเพียงสามคน
ริส ธาตุไฟ...ซีล ธาตุลม...และเนน ธาตุไม้
เนียร์คลี่ยิ้มบาง ทั้งสามคนตรงหน้านี้ล้วนเป็นธาตุที่แตกต่างจากธาตุของเธอ เลือดที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำพิธีที่เธอกำลังต้องการ ถึงสามต่อหนึ่งจะดูยากเอาการ แถมยังฆ่าไม่ได้อีก แบบนี้...จะสู้ยังไงดีนะ
ในระหว่างที่หาวิธีอยู่นั่นเอง ซีลก็ใช้ความเร็วมาโผล่ตรงข้างหลังเนียร์และล็อกแขนเธอไว้ ส่วนตรงพื้นที่เนียร์ยืนอยู่ เหล่าพืชไม้ที่อยู่ทั้งบนผิวดินและใต้ดินก็เลื้อยขึ้นมาพันรัดขาเนียร์ตรึงไว้ไม่ให้ไปไหน
“ตอนนี้แหละริส!” ซีลตะโกน
เด็กสาวผู้มีปอยผมหน้าเป็นสีม่วงวิ่งเข้าใส่ และง้างหมัดใส่ท้องเนียร์อย่างจัง ซีลที่ล็อกตัวเนียร์อยู่รับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่ถูกทิ้งลงมา นึกดีใจ คิดว่ามันได้ผลที่เนียร์อาจสลบไปแล้ว ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมา เนียร์ก็ยืดตัวขึ้นอย่างเร็ว ส่งแรงเหวี่ยงไปยังหัวให้กระแทกเข้าไปยังหน้าซีลอย่างแรงจนซีลต้องปล่อยตัวเนียร์ไปกุมหัวตัวเองด้วยความมึน
ริสถึงกับผงะเมื่อการโจมตีของตนไม่ได้ผล
“หมัดลูกคุณหนูอย่างเธอมันเบามากเลยล่ะ” เนียร์กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน คว้าแขนริสเหวี่ยงให้เธอเข้ากระแทกซีลที่อยู่ด้านหลังจนล้มกลิ้งทับไปด้วยกัน
“คุณริส! คุณซีล!” เนนตกใจเมื่อเห็นเพื่อนเสียท่า แต่เธอก็กลับมาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว และตั้งใจกับการพันธนาการเนียร์จนตอนนี้เหล่าไม้มัดเนียร์ได้ทั้งตัวแล้ว และยังหนาหลายทบจนต่อให้เนียร์ออกแรงกระชากเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล เพราะทั้งแขนและขาถูกยึดแน่นให้แนบไปกับตัวจนขยับไม่ได้อีก
เนียร์เลิกคิดหนีโดยการใช้แรง และสังเกตว่าเนนทำไปเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของเธอเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรอื่นอีก
“คิดว่าแค่นี้จะพอมั้ยนะ” ซีลลุกขึ้นมาพร้อมกับดึงให้ริสลุกตาม มองเนียร์ที่ถูกพรรณพืชมัดตัวจนเหมือนโรลพืชสอดไส้มนุษย์ยังไงยังงั้น
“พวกคุณรีบไปช่วยคนอื่นเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะเฝ้าคุณเนียร์ให้เอง” เนนร้องบอก แต่ริสกับซีลยังไม่ขยับไปไหน ราวกับไม่แน่ใจ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อในพลังของเพื่อน หากเป็นเพราะอีกฝ่ายที่ถูกจับนั้นเป็นที่รู้กันดีในแง่ของความแข็งแกร่ง จึงอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง
เนียร์ฟังแล้วเข้าใจขึ้นทีล่ะนิด ว่าพวกริสมีเป้าหมายอะไรอยู่ มีโอกาสกำจัดเธอแต่ไม่คิดทำ แสดงว่าไม่ได้คิดจะฆ่าเธอแต่แรกแล้ว หรือไม่ก็...ยังไม่กล้าพอที่จะลงมือ
“งั้น...รอแป๊ปนึงนะเนน พวกฉันจะรีบกลับมานะ” ริสพูดหลังจากตัดสินใจได้ แต่พอเธอหันหลังไปกลับชะงักลง เมื่อปลายจมูกสัมผัสได้ถึงของเหลวเย็น “นี่มัน...” ริสถอยกลับมาเพื่อดูว่ามันคืออะไร และเห็นว่ามันเป็นหยดน้ำใส รูปร่างไม่คงชัด เมื่อมันคอยรวบรวมหยดน้ำเล็กๆที่ลอยขึ้นมาจากที่อื่นมารวมกันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“ริส” ข้างตัวเธอ ซีลส่งเสียงเรียกให้หันมองไปรอบๆ และรู้ว่าไม่ได้มีแค่น้ำตรงหน้าเธอเท่านั้น แต่กลับมีหยดน้ำกระจัดกระจายอยู่รอบตัวพวกเธอลอยคว้างอยู่กลางอากาศสะท้อนกับแสงแดดที่ส่องลงมาจนเป็นประกายคล้ายมุกเม็ดใหญ่
ไม่จำเป็นต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือของใคร
เด็กสาวที่ถูกมัดอยู่ แยกยิ้ม “คิดว่าแค่จับตัวฉันได้แล้ว พวกเธอจะไปไหนก็ได้งั้นเหรอ”
“ซีล วิ่ง!” ริสตะโกน พร้อมกับออกวิ่งนำ หากไปได้เพียงไม่กี่ก้าว มวลน้ำจำนวนหนึ่งก็พุ่งอัดใส่ท้องเธอแรงจนหงายหลัง พร้อมกันนั้นเอง บริเวณหัวริสก็ถูกน้ำครอบเข้ามา ริสที่ยังไม่ทันได้กลั้นหายใจไว้ ฟองอากาศพุ่งออกจากปาก มือปัดป่ายหวังเอาน้ำเหล่านั้นออกไป แต่ไร้ผล
ซีลที่ถูกจู่โจมไม่ต่างกัน ตั้งสติเรียกลมออกมาทำให้น้ำรอบหัวกระจายออกไป แล้วรีบเข้าช่วยริสที่เกือบหมดสติไปแล้ว
“ไม่เป็นไรใช่มั้ย” ซีลถามอย่างตระหนก ประคองตัวริสที่นอนอยู่บนพท้นขึ้นมา เห็นอีกฝ่ายไอเอาน้ำที่เผลอกินเข้าไปออกมาก็โล่งอก แต่โล่งอยู่ได้ไม่นาน เพราะริสเห็นประกายของน้ำอยู่เหนือหัวซีลกำลังพุ่งตรงมาจึงรีบร้องบอก “ข้างบน!”
ซีลยกมือขึ้นและปล่อยลมออกมาด้วยทำให้น้ำนั้นแตกกระจายไป หากกลายเป็นว่าเธอถูกแรงน้ำผลักจากด้านหลังแทน และโดนสวนเข้าจากด้านหน้าตามมาติดๆ ริสพยายามช่วยด้วยการสร้างไฟขึ้นมากันก่อนที่น้ำจะเข้ามากระแทกร่างพวกเธอ ทว่ามันกลับไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อน้ำพวกนั้นผ่านไฟของริสเข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆทั้งสิ้น จนเป็นไฟของริสที่เป็นฝ่ายดับมอดแทน
เด็กสาวถักเปียที่มองภาพเพื่นตัวเองถูกทำร้ายผ่านเลนส์แว่นถึงกับหน้าเสีย แล้วหันมาทางเนียร์ที่แม้จะถูกจับตัวอยู่แต่ก็ยังสร้างอันตรายให้ได้
“หยุดเดี๋ยวนี้นะคะ” เนนสั่งเสียงหนัก แต่มีเพียงสายตาท้าทายถูกส่งมาแทนคำตอบจากเนียร์ กับรอยยิ้มที่ราวกับจะถามเธอว่า ‘ทำไมต้องหยุด’ มาให้ ทำให้เนนเผลอใส่อารมณ์ลงไปในการรควบคุมไม้รอบตัวเนียร์ให้มัดแน่นยิ่งขึ้น จนเนียร์ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
ซีลเห็นแบบนั้นรีบตะโกนบอก “เนน!หยุดเถอะ พวกฉันไม่เป็นอะไร...ว้าย!”
คำพูดของเธอช่างไร้น้ำหนัก เมื่อยังถูกพลังของเนียร์โจมตีอย่างต่อเนื่อง อย่างเมื่อกี้ก็ทำให้ซีลล้มไปชนกับโคนต้นไม้ และริสที่พยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้ตนถูกน้ำครอบหัวอย่างเมื่อกี้อีก จนต้องคอยรับแรงดันน้ำที่พุ่งเข้าตรงอื่นแทน
เนนไม่มีทางวางใจได้หากยังเห็นพวกเธอเดือดร้อน ซีลเข้าใจดีว่าเนนต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดเนียร์ นั่นทำให้เธอต้องหาทางหยุดน้ำพวกนี้เองให้ได้ แต่ไม่ว่าจะใช้ลมทำให้มันแตกกระจายไปสักกี่ครั้ง มันก็ยังคงรวมตัวได้ใหม่ทุกครั้งไป และวิธีที่จะหยุดได้ก็คือ...
“อ๊า!”
เสียงร้องของเนียร์ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ซีลรนไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดอีกนอกจากหยุดน้ำตรงหน้านี้ให้ได้เท่านั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ซีลร้อง และทันใดนั้นเอง น้ำที่กำลังเตรียมพุ่งใส่เธอก็จับตัวแข็งกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตาเดียว เด็กสาวหอบหายใจ ขณะเดียวกันนัยน์ตาสีเขียวก็เห็นว่ากลุ่มน้ำอื่นๆที่กำลังเตรียมพุ่งโจมตีเธอกับริสก็พลันหยุดชะงักไปด้วย ทั้งที่ไม่ได้ถูกทำเป็นน้ำแข็งแต่อย่างใด
“ทะ..ทำไมล่ะ” ซีลไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้แต่ริสยังงงว่าทำไมจู่ๆทุกอย่างกลับหยุดเอาดื้อๆ หากเพียงไม่นานคำตอบก็ถูกเปิดเผย เมื่อเสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้น สะท้อนก้องไปทั่วเขา เสียงหัวเราะ...ของใครบางคนที่เมื่อกี้เพิ่งกรีดร้องอย่างทรมาน
ทั้งคู่มองด้านหลังของเนียร์ เลยไปยังเนนที่กำลังมีสีหน้าหวาดกลัวอยู่ โดยเฉพาะมันยิ่งฉายชัดเจนหลังจากที่เนียร์หยุดหัวเราะลงแล้ว เงยหน้าขึ้นแยกยิ้มกว้างให้
“ขอบคุณนะ ที่ให้ความร่วมมือ”
น้ำแข็งตรงหน้าซีลลอยขึ้นไปอยู่เหนือหัวเนียร์ ยังไม่ทันให้พวกเธอเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก้อนน้ำแข็งนั้นก็แยกตัวออกมากลายเป็นแท่งหมุดน้ำแข็งสามแท่งพุ่งเข้าใส่ทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว ซีลที่เอามือขึ้นกันถูกแทงฝ่ามืออย่างจัง ริสถูกแทงเข้าต้นแขนขวา ส่วนเนนก็โดนแทงลึกลงบ่าขวา ไม่โดนจุดอันตราย หากทำให้เลือดไหลเป็นสาย
ในขณะที่น้ำแข็งที่เหลือแปรสภาพกลายเป็นใบเลื่อยเล็กๆหลายอันพุ่งเข้าเฉือนไม้รอบกายเนียร์ทีล่ะนิดๆ จนในที่สุดเธอก็หลุดเป็นอิสระ เด็กสาวยืดแขนคลายเมื่อยเล็กน้อย ก่อนมองสามคนนั้นทีล่ะคน แต่ทันทีที่เนียร์ละสายตาจากเนน ไม้แท่งหนึ่งเตรียมพุ่งทะลวงหลังหัวเนียร์
“ทำได้เหรอ” เนียร์เอ่ยทักโดยไม่แม้แต่จะหันมามองราวกับรู้ ชะงักไม้ปลายแหลมนั้นให้แน่นิ่งกลางอากาศ แล้วเนียร์ก็คุมน้ำแข็งตัดไม้นั้นออกเป็นสองท่อนพลางหันมาทางเนนอีกครั้ง
เด็กสาวตวัดมือ แล้วน้ำแข็งสองแท่งก็ตรึงมือเนนไว้กับต้นไม้ทั้งสองข้าง เนนร้องออกมาอย่างเจ็บปวดให้เนียร์กระตุกยิ้ม
“ฉันรู้ พวกเธอฆ่าฉันไม่ได้หรอก” เนียร์พูด
เนนเห็นเลือดของตนลอยผ่านหน้าตัวเองตรงไปหาเนียร์ อีกฝ่ายหยิบขวดใบเล็กมาบรรจุเก็บไว้ และเนียร์ก็ทำแบบเดียวกันกับริสและซีล จนขวดเล็กใสสามขวดนั้นมีเลือดของพวกเธอแต่ล่ะคนใส่ไว้อยู่
“ไม่ต้องกลัวไปหรอก เพราะฉันก็ฆ่าพวกเธอไม่ได้เหมือนกัน” เนียร์ยกขวดเลือดขึ้นมาเขย่าดูเบาๆ แล้วเนียร์ก็หันมามอบรอยยิ้มให้กับทุกคนแต่ไม่ชวนให้อุ่นใจเลยสักเดียว พลางเอ่ยต่อด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ตราบใดที่พวกเธอยังมีประโยชน์อยู่น่ะนะ”