หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 : อักขระสีทอง

            ที่ใจกลางเมืองชิงโจว หอคอยผ่านจิตตั้งตระหง่านอยู่ ทั่วทั้งหอคอยถูกโอบล้อมไปด้วยหมอกสวรรค์พลังตกลงมาเป็นสายราวกับแม่น้ำ จนทำให้กลางอากาศมีเสียงสวรรค์ดังครืนๆ พลังชีวิตมหาศาลพรั่งพรูออกมาด้วยพลานุภาพที่แกร่งกล้า

            ชั้นเก้าของหอคอยผ่านจิต ทั้งศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม มันดูดซับพลังฟ้าดินมาหลายปีในแต่ละวัน

            ความน่ากลัวของมันจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีอักขระปรากฏขึ้นมาซึ่งก็คืออักขระเต๋าที่ซับซ้อนจนไม่อาจหยั่งถึง

            มียอดยุทธ์บางคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศเพื่อหยั่งรู้อักขระเหล่านี้แล้วได้ประโยชน์จากมันไม่น้อย

            “ข้ารู้สึกว่าอักขระเหล่านี้ลึกลับมาก ยากที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถ้าบรรลุมันจะต้องได้วิชามหาอำนาจที่น่ากลัวมากมาครอบครองอย่างแน่นอน” เสียงของชายชราดังขึ้นมากลางมิติน้ำเสียงที่เปล่งออกมาทำให้มวลอากาศสั่นสะเทือน

            “อักขระพวกนี้สามารถบรรลุได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?” เต้าหลิงมาถึงหอคอยผ่านจิต เมื่อเขาได้ยินเสียงของชายชรา เขาก็อึ้งไปสายตากวาดไปยังอักขระสีทอง ตอนนี้เขากำลังขาดวิชามหาอำนาจอยู่พอดี คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีอยู่

            เมื่อครู่ ในตอนเข้าสอบ เขาสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของวิชามหาอำนาจจนเกือบจะเสียท่าด้วยกระบวนท่าที่แข็งแกร่งนั้น เขาอยากจะได้มันมาครอบครองเสียจนอดไม่ได้

            ผู้คนที่อยู่บริเวณหอคอยผ่านจิตล้วนถอนหายใจออกมา อักขระสีทองนี่ลึกล้ำเกินไปมีเพียงยอดยุทธ์แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้

            มีคนที่อยู่กลางมิติคนหนึ่งตอบกลับมา “ไม่ผิด ข้าเองก็รู้สึกได้เช่นเดียวกันความเป็นมาของหอคอยนี้ลึกลับเกินไป ไม่รู้ว่าแปรเปลี่ยนกลายมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรข้าว่าสักวันหนึ่งมันจะต้องกลายสภาพเป็นแน่”

            “ข้าก็คิดเช่นนั้น หอคอยนี้นับวันยิ่งไม่ธรรมดา หากมีคนสามารถเอามันไปได้มันจะต้องกลายเป็นสมบัติ

            ล้ำค่าอย่างแน่นอน”

            ร่างเงาน่ากลัวปรากฏขึ้นเป็นระลอกๆ กลางมิติ ทั่วร่างมีอักขระสีทองเผยออกมาตลบอบอวลไปด้วยคลื่นพลังที่น่าหวาดหวั่น

            พวกเขาต่างถอนหายใจออกมา ถึงแม้พวกเขาจะมีขั้นพลังที่สูงมาก แต่การเข้าไปชั้นเก้าเป็นเรื่องยากเกินไปจากการคาดเดาของเหล่าคนใหญ่คนโต บางทีการเอาหอคอยนี้ไปได้มีแต่จะต้องขึ้นไปชั้นที่สิบทว่าน่าเสียดายที่ตั้งแต่โบราณมาจนถึงตอนนี้ ไม่เคยมีใครขึ้นไปถึงชั้นนั้นได้เลย

            ในตอนนั้น เต้าหลิงก็ได้มองสำรวจอักขระสีทอง เพียงแค่แรกเห็นเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าตนกำลังมองมหาสมุทรสีทองอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดซึ่งอัดแน่นไปด้วยอักขระลึกลับซับซ้อนบางทีก็หนาแน่น บางทีก็กระจัดกระจายออกไป จากเรียบง่ายไปซับซ้อน จากซับซ้อนไปเรียบง่าย

            เต้าหลิงยืนตรงที่เดิมอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาก็ละฝีเท้าแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังศิลาเทพยุทธ์

            รอบๆ ศิลาเทพยุทธ์มีคนอยู่บางส่วน พวกเขาเงยหน้าขึ้นดูชื่อที่อยู่บนศิลาทว่าน้อยคนนักจะกล้ามองขึ้นไปข้างบน เพราะชื่อที่สลักเอาไว้บนศิลาเทพยุทธ์นั้นยิ่งสูงเท่าไรก็ยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น เหมือนกับ

            ดวงอาทิตย์สีทองกำลังแผดเผา

            คนรุ่นก่อนมักจะบอกกับคนรุ่นหลังว่า นี่คือเกียรติยศ หากพวกเขาได้รับเลือกก็จะสามารถสลักชื่อไว้บนศิลาได้

            “ไม่รู้ว่าองค์หญิงน้อยได้ของล้ำค่าอะไรจากศิลาเทพยุทธ์มา” มีคนถอนหายใจยาวออกมาเขาอยากจะเห็นว่าของที่นางได้มาคืออะไร

            เต้าหลิงเดินมาถึงที่นี่ ชุดสีขาวของเขาเปื้อนไปด้วยฝุ่น ผมยาวสีดำปลิวไสวไปตามลมสายตาจับจ้องไปยังชื่อที่อยู่อันดับหนึ่ง

            ฟ้าดินพลันสั่นไหว บังเกิดความโกลาหลขึ้น อักขระเต๋าเผยออกมาเสียงฟ้าร้องดังสนั่นสั่นสะท้าน สายฟ้าขนาดใหญ่ผ่าฟาดลงมาจนพื้นดินแตกออก นี่ก็คือปรากฏการณ์การสร้างโลก

            ร่างเงาสลัวๆ ร่างหนึ่งทลายความโกลาหลเดินออกมา ร่างเงานั้นเหมือนกับเทพสวรรค์ชั้นสองที่มองลงมาจากสรวงสวรรค์พลังที่แผ่ซ่านออกมาน่ากลัวมาก

            พลังน่าเกรงขามกดทับลงมา ทำให้ร่างของเต้าหลิงสั่นสะท้าน ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนอีกต่อไปเขาจ้องมองร่างเงาที่เดินออกมาจากความโกลาหลนั้น คลื่นพลังภายในร่างเดือดพล่านขึ้น

            ปราณสีทองที่อยู่ภายในร่างของเขาระเบิดออกมา ทั่วร่างเปล่งแสงสีทองสว่างไสวดวงตาทั้งสองข้างมีแสงสวรรค์ส่องออกมา ยิ่งมากก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของร่างเงาแต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กลับรู้สึกคุ้นเคยกับพลังนี้ แต่ไม่รู้ว่าเคยพบเจอที่ไหน

            ทั่วร่างของเขาเป็นสีทองสว่าง กล้ามเนื้อแต่ละมัดเหมือนกับว่าพลังลึกลับถูกปลุกออกมาเพื่อกำราบคลื่นพลังน่ากลัวในชื่อของอู่ตี้แต่ก็ยากที่จะปลุกมันออกมา

            “เหมือนกับว่าข้าเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน” เต้าหลิงขมวดคิ้วพลางกล่าวพึมพำเสียงเบา

            ประโยคที่กล่าวออกมา ทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งระเบิดเสียงหัวเราะออกมา“เขาบอกว่าเขาเคยเจออู่ตี้อย่างนั้นหรือ?น่าหัวเราะเสียจริงๆ อู่ตี้เป็นยอดยุทธ์หนุ่มอันดับหนึ่งของดินแดนลึกลับเขาเคยมาแคว้นชิงแค่ครั้งเดียว ปกติแล้วจะฝึกฝนอยู่ภายในตระกูล ไม่ได้ออกมาข้างนอกบ่อยๆหรอกนะ”

            “เจ้านั่นคงจะคิดเพ้อฝันอยากจะเป็นแบบอู่ตี้จนบ้าไปแล้ว อู่ตี้ไม่ใช่คนที่ใครๆก็สามารถไปสนิทชิดเชื้อได้นะ มีเพียงอัจฉริยะใต้หล้า หรือไม่ก็นักบุญหญิงของตระกูลโด่งดังเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติพอ”

            คนส่วนมากที่กล่าวออกมาล้วนแต่เป็นคนหนุ่มสาวทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเคารพอู่ตี้มากขนาดไหนแค่เห็นเขาก็ต้องก้มหัวคำนับ

            เมื่อเห็นผู้คนรอบๆ ชี้นิ้วกล่าวดูถูกถากถาง เต้าหลิงไม่ได้กล่าวอะไรเขาพลางส่ายหน้าแล้วก้าวฝีเท้าเดินจากไป ในตอนนี้การฝึกฝนร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดมีเพียงทางนี้เท่านั้นที่จะเดินบนวิถีแห่งยุทธ์ได้ดั่งปลาได้น้ำ

            “นายน้อย เขามาแล้ว เจ้านั่นริอาจจะสนิทชิดเชื้อกับอู่ตี้ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง”ภายในกลุ่มคน มีเด็กหนุ่มร่างยักษ์แสยะยิ้มออกมา เขารู้ดีว่าขนาดอู่เผิงไห่ที่เป็นญาติของอู่ตี้ยังไม่สามารถเจออู่ตี้ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนกระจอกๆ คนหนึ่ง

            “ฮึ อย่างเขานะหรือจะเคยพบอู่ตี้” อู่เผิงไห่กล่าวอย่างไม่แยแสพลางเบือนสายตาไปที่เด็กหนุ่มท่าทางฉลาดเฉลียวแล้วกล่าวว่า “น้องชาย เขาเป็นคนแย่งชิงของของข้าไปก่อนหน้าช่างหาญกล้ายิ่งนัก ไม่เห็นพวกเหล่าวิหารยุทธ์อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย”

            คนคนนั้นก็คืออู่หงเซิ่ง ด้านข้างของเขามีอมนุษย์ที่แข็งแกร่งสองตนติดตามทั้งยังเคารพต่อเด็กหนุ่มคนนี้มาก เพราะเขาเคยพบอู่ตี้มาก่อน

            ขนาดอู่เผิงไห่ยังไม่มีคุณสมบัตินั้น ผู้อาวุโสหลายคนก็ยังยากที่จะพบเห็นได้ชัดว่าการพบอู่ตี้นั้นเป็นเกียรติที่สูงส่งขนาดไหน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงพลังอันแข็งแกร่งอย่างยิ่งของเขา

            อู่หงเซิ่งเป็นคนฉลาดเฉลียว คิ้วโค้งสวยรับกับรูปหน้า เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยว่า“ตอนนี้ข้าก็ไม่มีเรื่องอันใด ข้าจะช่วยเจ้าจัดการก็แล้วกัน ไปเถอะ”

            เขากล่าวออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำซึ่งแฝงไว้ด้วยความโอหัง แต่เขาก็มีสิทธิทำเช่นนั้นเพราะเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนสำคัญของวิหารยุทธ์ ภายภาคหน้าเขาจะต้องเป็นใหญ่เป็นโตและมีอำนาจ

            สีหน้าอู่เผิงไห่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ขอเพียงแค่เขาลงมือ ความอัปยศของตนก็จะถูกลบล้างคิดได้ดังนั้นเขาก็รีบพาอู่หงเซิ่งไปที่คอหอยผ่านจิตในทันที

            ที่ชั้นหนึ่งมีคนอยู่จำนวนมาก พลังชีวิตด้านในนั้นเบาบางจึงไม่พอแบ่งให้ทุกคน

            เต้าหลิงเดินขึ้นมาจนถึงชั้นห้า เขาดูดซับพลังชีวิตบริสุทธิ์รอบๆไปพลางมองสำรวจดูอักขระที่เห็นเมื่อครู่ เขาสัมผัสได้ถึงความลึกลับของมัน ถ้าสามารถคัดลอกมันออกมาได้พลังโจมตีจะต้องแข็งแกร่งมากจนถึงขีดสุดแน่

            เขาเม้มปากพลางครุ่นคิดในใจ หลังจากนั้น ฝ่ามือก็สั่นไหว มีพลังสีทองพรั่งพรูออกมาชั้นหนึ่งกลุ่มพลังมหาศาลที่พุ่งออกมานับพันหมื่นเส้น มันเลื้อยไปมาอยู่กลางอากาศก่อนค่อยๆ รวมตัวกันกลายเป็นอักขระ

            สีทอง ทว่าดูแล้วไม่เปล่งประกายแสงเท่าไรนัก

            “อักขระพวกนี้มหัศจรรย์จริงๆ ถ้าสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้มันได้ก็จะเหมือนกับได้วิชามหาอำนาจมาครอบครอง” เต้าหลิงยิ้มออกมาในใจอย่างตื่นเต้น เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าอักขระพวกนี้จะปรากฏขึ้นมาจริงๆ

            ในขณะที่กำลังครุ่นคิด เขาก็สัมผัสได้ถึงแววตาอำมหิตที่จ้องมาทางตนไอพลังสังหารที่น่าขนลุกได้แผ่ซ่านออกมา

            เต้าหลิงขมวดคิ้วพลางหันหลัง ในตอนนั้นเองเขาก็เห็นคนที่เดินเข้ามาสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปิติ พอดีเลยจะได้ลองทดสอบพลานุภาพของอักขระเสียหน่อย

            อู่เผิงไห่รอคอยเวลาที่เต้าหลิงจะมาคุกเข่าร้องขอชีวิต เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะตื่นกลัวกับพลังแผ่ซ่านทว่าใครจะคิดว่าเขาจะทำหน้าดีอกดีใจอย่างนั้น ทั้งยังตั้งท่าต่อสู้ ในตอนนั้นเขาคิดว่าตนตาฝาดไป

            สีหน้าของเขาดูไม่ดีเท่าไรนัก หรือว่าเจ้าเด็กนี่จะไม่กลัวเลย

            “ฮึ จะตายอยู่รอมร่อแล้ว เจ้ายังจะยิ้มอีกหรือ?” เด็กหนุ่มร่างยักษ์กล่าวเสียงเย็น “มารับความตายไปซะ”

            เสียงที่กล่าวออกมาทำให้คนที่กำลังฝึกฝนอยู่ลืมตาขึ้นด้วยความโมโหทว่าเมื่อเห็นกลุ่มคนที่เป็นที่มาของเสียง พวกเขาก็ได้แต่กลืนคำพูดที่กำลังจะเอ่ยออกลงคอไปในทันที

            “คนของวิหารยุทธ์” มีหนึ่งคนในนั้นกล่าวขึ้นมาด้วยความตกใจ

            วิหารยุทธ์เป็นขุมพลังอำนาจมหาศาลของดินแดนลึกลับ น้อยคนนักที่จะกล้าล่วงเกินพวกเขา

            หลายปีมานี้ ด้วยความแข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานของอู่ตี้ ทำให้วิหารยุทธ์เพิ่มพูนความน่ากลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก

            “เจ้าเด็กนั่นซวยแล้ว ไม่รู้ว่าเขากล้าไปมีเรื่องกับวิหารยุทธ์ได้อย่างไรพลังอำนาจของวิหารยุทธ์กระจายไปทั่วดินแดนลึกลับ ถ้ากล้าไปมีเรื่องด้วยล่ะก็ ได้จบไม่สวยแน่”

            “ใช่แล้ว ความเป็นมาของวิหารยุทธ์นั้นเก่าแก่มาก ทั้งยังมีอำนาจที่แกร่งกล้าถึงจะเป็นภูเขาสวรรค์โบราณหรือผู้สืบทอดของนิกายเก่าแก่ก็ยังไม่กล้าล่วงเกิน”

            เสียงของผู้คนโดยรอบที่กล่าวขึ้นมาทำให้สีหน้าของอู่เผิงไห่ดูหยิ่งผยองขึ้นในทันทีจากนั้นเขาก็กล่าวออกมาเรียบๆ “เจ้าหนู ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้ามาแย่งของของวิหารยุทธ์อย่างไรก็ต้องตายสถานเดียว”

            “อย่ามัวแต่พล่ามมากอยู่เลย อยากจะสู้ก็เข้ามา ข้ามีเวลาไม่มาก”เต้าหลิงลั่นเสียงพลางแสยะยิ้ม

            “หาที่ตาย” อู่หงเซิ่งเดินเข้ามาพลางเอามือไขว้หลังอย่างน่าเกรงขามสายตาเย็นเฉียบจ้องเขม็งไปยังเด็กหนุ่มพลางแผดเสียงตะโกนออกไป “รีบไปฆ่ามันซะ ข้ายังมีเรื่องต้องทำไม่อยากมาเสียเวลากับคนตาย”

            “ขอรับนายน้อย” อมนุษย์ทั้งสองตนที่ยืนอยู่ด้านข้างเดินออกมาท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนคนคนนี้จะต้องเป็นคนสำคัญของวิหารยุทธ์ ถึงได้มีอมนุษย์สองตนที่แข็งแกร่งติดตามมาด้วยสถานะของเขาในวิหารยุทธ์จักต้องสูงมากเป็นแน่

            อักขระแต่ละตัวก่อร่างขึ้นมากลางฝ่ามือของเต้าหลิง แสงประกายออกมาเป็นเส้นๆพลางลอยกะพริบปริบๆ อยู่กลางอากาศ

            “โฮกกก” อมนุษย์ทั้งสองคำรามดังลั่น ฟ้าดินพลันสั่นสะเทือน ก้อนหินขนาดใหญ่โดยรอบระเบิดแตกออกเพราะเสียงคำรามของพวกมันฝุ่นม้วนตัวลอยตลบ ในเวลาเดียวกันพวกมันก็ทะยานออกไปข้างหน้า หมายจะตัดหัวของอีกฝ่าย

            เต้าหลิงกวาดสายตาไปที่พวกมันแวบหนึ่ง พลางกวาดฝ่ามือออกไปกลางอากาศอักขระปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ทุกๆ ตัวล้วนมีน้ำหนักหมื่นชั่ง เหมือนกับก้อนหินใหญ่ที่ตกลงมาจากอากาศ

            “อะไรกัน เด็กหนุ่มคนนั้นมีวิชามหาอำนาจอักขระอย่างนั้นหรือ? เหมือนกับมายาสังหารไม่มีผิด” มีคนร้องเสียงหลง เขารู้สึกคุ้นตากับมายานี้อย่างไรชอบกล

            “วิทยายุทธ์กระจอก แหลกไปซะ” อมนุษย์ร่างแดงดุจเปลวเพลิงแผดเสียงคำรามลั่นแขนยักษ์ของมันพุ่งโจมตี หินโดยรอบที่อยู่ใกล้ๆ แค่โดนแตะเบาๆ ก็ระเบิดออก ไม่นานนักอักขระก็ถูกทำลายลง

            อมนุษย์สีเงินอีกตนหนึ่งโจมตีด้วยกระบวนท่าที่ดุดัน ฝ่ามือสีเงินยื่นออกไปก่อนจะปรากฏเป็นระลอกคลื่นสีเงินพุ่งออกไปข้างหน้า

            ดวงตาของเต้าหลิงขยับครู่หนึ่ง จากนั้นกลางฝ่ามือของเขาก็มีอักขระปรากฏออกมาอีกครั้งทว่าครั้งนี้มันได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของเขา ผิวหนังบนฝ่ามือมีอักขระสีทองปรากฏขึ้นมาฝ่ามือเข้าปะทะกับ

            ฝ่ามือสีเงิน

            “ตูม!” เสียงดังสนั่นหวั่นไหวลั่นไปทั่วผืนฟ้า เหมือนกับหินขนาดยักษ์ทั้งสองปะทะกันทำให้ผู้คนโดยรอบปวดหูกันไปหมด

            อักขระสีทองแต่ละตัวเปล่งแสงจ้าละลานตา จนยากที่จะดับมอด การโจมตีของเต้าหลิงครั้งนี้รุนแรงและดุดันมากทั้งยังแฝงไว้ด้วยพลังของอักขระสีทองหนักหมื่นชั่ง ทำให้ฝ่ามือของอมนุษย์สีเงินระเบิดออก

            ในตอนนั้น อมนุษย์อีกตนก็พุ่งเข้ามา เต้าหลิงยื่นขาขวาแหวกฝ่าอากาศออกไปอักขระสีทองปรากฏขึ้นมาและพุ่งเข้าใส่ร่างของมันจนเกิดเสียงดังขึ้น ทำให้แสงที่ปกคลุมร่างถูกทำลายอกแตกระเบิดออกพร้อมกับอักขระสีทองพุ่งเข้าไปในร่าง

            อักขระสีทองหนักอึ้งปรากฏขึ้นภายในร่างของมัน อวัยวะภายในถูกบดขยี้จนระเบิดออกก่อนตายคาที่