แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องลอดผ่านรอยแยกของผนังไม้ไผ่ที่ผุพังเข้ามาในกระท่อมร้าง ปลุกให้สรรพชีวิตน้อยใหญ่ตื่นขึ้นจากนิทรา
มันคือแสงแห่งการเริ่มต้น คือสัญญาณที่บอกว่าค่่ำคืนอันยาวนานและเจ็บปวดได้ผ่านพ้นไปแล้ว และรุ่งอรุณที่แท้จริงในจิตใจของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
คำอินทร์และลุงมีตื่นขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ไม่มีคำพูดใดๆ เอื้อนเอ่ยออกมาในตอนแรก แต่บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความสิ้นหวังเมื่อคืนวาน บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความสงบนิ่งอันเย็นเยียบและความมุ่งมั่นที่จับต้องได้ราวกับเป็นมวลอากาศที่หนักอึ้ง
เด็กหนุ่มผู้เคยหัวใจสลาย บัดนี้ได้ตายไปแล้วพร้อมกับน้ำตาหยดสุดท้ายที่เหือดแห้งไปบนใบหน้าของเขา เหลือเพียงชายหนุ่มผู้มีแววตาที่แข็งกร้าวดุจหินผาและเป้าหมายที่ชัดเจนดั่งคมดาบที่เพิ่งถูกลับจนคมกริบ
คำอินทร์ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ยังคงระบมอยู่ทั่วร่างนั้นรุนแรง แต่จิตใจที่แข็งแกร่งกว่าได้กดข่มมันไว้จนกลายเป็นเพียงความรู้สึกชาชินที่น่ารำคาญ
เขาเดินไปที่มุมห้อง จัดแจงย่ามเดินทางของตนเองอย่างเป็นระเบียบและเงียบขรึม ทุกการกระทำล้วนเต็มไปด้วยความจดจ่อที่น่ากลัว
เขาห่อพระแสงปืนต้นในตำนานด้วยผ้าไหมอย่างดี วางมันลงในย่ามอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามมาด้วย "ผลึกแก้ว" ที่ว่างเปล่า และ "พระคัมภีร์อสุรา" มรดกชิ้นสุดท้ายของหลวงปู่แก้ว
และสุดท้ายเขาก็หยิบ "ปิ่นปักผมหยก" ของตานดาขึ้นมา เขามองมันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ในแววตาไม่ได้มีความเศร้าโศกอีกต่อไปแต่เป็นแววตาของผู้ที่กำลังจดจำ "หนี้" ที่ต้องชำระ
หนี้ที่ผูกพันไว้ด้วยทั้งความรักและความแค้น เขาค่อยๆ เก็บมันเข้าไว้ในอกเสื้อ ในตำแหน่งที่ใกล้กับหัวใจที่สุด มันคือเครื่องเตือนใจ คือพันธะสัญญาที่จะคอยผลักดันเขาไปข้างหน้าในวันที่มืดมนที่สุด
ลุงมีมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ แกไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่ในใจของจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้กลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเพราะแกเห็นการเปลี่ยนแปลงของชายหนุ่ม
แกเห็นการเติบโต แกเห็นเงาร่างของพยัคฆ์ที่เพิ่งจะผ่านพ้นบาดแผลและกำลังจะกลายเป็นราชันย์แห่งพงไพรอย่างแท้จริง เด็กหนุ่มที่เคยต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณและความโกรธ บัดนี้กำลังจะเรียนรู้ที่จะต่อสู้ด้วยสติปัญญาและเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
"พร้อมรึยัง...พ่อหนุ่ม" ลุงมีเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบ
คำอินทร์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่พยักหน้ารับแล้วก้าวเท้าแรก เดินออกจากกระท่อมร้างที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านแห่งความทรงจำนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
พวกเขาเดินทางเข้าสู่ป่าลึกแห่งล้านนาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางที่ไร้จุดหมาย แต่คือการเดินทางที่เต็มไปด้วย "บทเรียน" ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
"เอาล่ะ...พ่อหนุ่ม" ลุงมีกล่าวขึ้นหลังจากที่พวกเขาเดินทางมาได้ครึ่งค่อนวัน จนมาถึงหุบเขาที่เงียบสงบและลับตาคนแห่งหนึ่ง
"ในเมื่อเจ้าเลือกแล้วที่จะเดินบนเส้นทางแห่งจอมอาคมอย่างเต็มตัว ข้าในฐานะ 'อาจารย์จำเป็น' ก็จะขอเริ่มต้นบทเรียนแรกให้แก่เจ้าเสียที"
แกหยุดเดินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับคำอินทร์ รอยยิ้มกะล่อนที่เคยประดับอยู่บนใบหน้า บัดนี้ได้จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาของปรมาจารย์ผู้เจนจบในวิถีแห่งโลก
"พลังในกายของเจ้าน่ะ มันเปรียบเสมือนแม่น้ำที่เชี่ยวกรากและทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้ ส่วนพระคัมภีร์อสุรานั่น ก็เปรียบเสมือนแผนที่ชั้นเลิศที่บอกว่าแม่น้ำสายนี้สามารถไหลไปที่ใดได้บ้าง แต่สิ่งที่เจ้ายังขาดไปคือความรู้ความเข้าใจในการ 'สร้างคลองชลประทาน' "
"เจ้ายังใช้พลังของเจ้าอย่างทื่อๆเหมือนการปล่อยให้น้ำทะลักออกจากเขื่อนโดยไม่มีทิศทาง มันอาจจะทำลายล้างทุกสิ่งได้ก็จริงแต่มันก็สูญเปล่าและควบคุมไม่ได้" แกอธิบาย
"วิชาอาคมที่แท้จริงคือการเรียนรู้ที่จะขุดคลองและสร้างประตูระบายน้ำแล้วชักนำกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากนั้น ให้ไหลไปในทิศทางที่เจ้าต้องการอย่างแม่นยำและทรงประสิทธิภาพที่สุด"
คำอินทร์ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ นี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับการสอนมาก่อน หลวงปู่แก้วสอนให้เขา "เป็นหนึ่งเดียว" กับธรรมชาติ แต่ลุงมีกำลังจะสอนให้เขา "ใช้งาน" ธรรมชาติ
"บทเรียนแรกของเจ้าในวันนี้คือการฝึกฝนวิชาพื้นฐานที่สุดแต่ก็สำคัญที่สุดให้เฉียบคมยิ่งขึ้น" ลุงมีชี้ไปยังป่าที่รกทึบเบื้องหน้า "นั่นคือ 'จิตสัมผัสกระแส' "
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าใช้มันได้แต่เจ้าใช้มันด้วยสัญชาตญาณ" แกกล่าวต่อ
"เจ้าแผ่จิตออกไปแล้วก็รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไหลบ่าเข้ามาพร้อมกัน เสียงนก กลิ่นดอกไม้ พลังชีวิตของต้นไม้ มันเหมือนการยืนอยู่กลางตลาดแล้วพยายามจะฟังเสียงของทุกคนในเวลาเดียวกัน มันอึกทึกและไร้ประโยชน์"
"การจะก้าวไปสู่ระดับที่สาม เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะ 'กรอง' จงฝึกที่จะเพ่งจิตไปยัง 'กระแส' เพียงสายเดียวที่เจ้าต้องการแล้วตัดเสียงรบกวนอื่นๆ ทั้งหมดทิ้งไป"
ลุงมีล้วงเข้าไปในย่ามแล้วหยิบเอา "รากโสมป่า" ที่แห้งเหี่ยวหัวหนึ่งออกมา กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของมันลอยอบอวลอยู่ในอากาศ "เอาล่ะ บททดสอบแรกของเจ้า ในป่าแถบนี้ มีโสมป่าพันธุ์เดียวกันนี้ขึ้นอยู่อีกเจ็ดหัว ข้าต้องการให้เจ้าใช้จิตสัมผัสกระแสตามหากลิ่นอายและกระแสพลังชีวิตที่ 'เหมือนกัน' กับรากโสมในมือข้าแล้วไปเก็บมันมาให้ครบทั้งเจ็ดหัวโดยห้ามสนใจกระแสพลังของพืชชนิดอื่นโดยเด็ดขาด"
มันคือบททดสอบที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่กลับต้องใช้สมาธิและการควบคุมพลังในระดับที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ
คำอินทร์รับคำท้า เขานั่งลงขัดสมาธิจดจำกลิ่นอายและกระแสพลังของรากโสมในมือให้ลึกซึ้งที่สุดแล้วเริ่มแผ่จิตของตนเองออกไป
ในช่วงแรก ทุกอย่างยังคงสับสนอลหม่านเช่นเคย เขารู้สึกได้ถึงพลังชีวิตนับพันนับหมื่นที่อยู่รอบกายแต่เมื่อเขาเริ่มเพ่งสมาธิไปที่ "ลักษณะเฉพาะ" ของโสมป่า กระแสพลังอื่นๆ ก็เริ่มจางลง
มันเป็นกระแสพลังที่แผ่วเบาแต่ก็ชัดเจนซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นดิน ห่างจากที่นี่ไปทางทิศเหนือประมาณร้อยวา!
เขาออกเดินทางไปแล้วก็พบมันจริงๆ!
คำอินทร์ใช้เวลาทั้งวันไปกับการฝึกฝน เขาล้มเหลวบ้าง สับสนบ้างแต่ในที่สุด เมื่อตะวันคล้อยต่ำ เขาก็สามารถรวบรวมโสมป่ากลับมาให้ลุงมีได้ครบทั้งเจ็ดหัว
"ยอดเยี่ยม!" ลุงมีกล่าวอย่างพึงพอใจ "นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดเมื่อเจ้าสามารถแยกแยะและจดจ่อกับเป้าหมายได้แล้วบทเรียนต่อไปก็จะง่ายขึ้น"
พวกเขาเดินทางต่อไปอีกหลายวัน ทุกวันคือการฝึกฝน ลุงมีจะให้โจทย์ใหม่ๆ แก่คำอินทร์เสมอ
จงตามหารังผึ้ง...โดยสัมผัสจากกระแสพลังของน้ำผึ้งที่อยู่ภายใน...
จงหลีกเลี่ยงงูพิษ...โดยสัมผัสจากกระแสจิตสังหารอันเย็นเยียบของมัน...
จงค้นหาแหล่งน้ำ...โดยสัมผัสจากกระแสความชุ่มชื้นที่แฝงอยู่ในดิน...
จิตสัมผัสกระแสของคำอินทร์ได้เฉียบคมและแม่นยำขึ้นทุกวัน
จนกระทั่งพวกเขาได้เดินทางมาถึงหุบเขาที่ซ่อนเร้นและเงียบสงบแห่งหนึ่ง ลุงมีก็ประกาศว่าถึงเวลาสำหรับบทเรียนที่แท้จริงแล้ว
"เอาล่ะ...ตอนนี้เจ้ามีคลองชลประทานแล้ว" แกกล่าว "ถึงเวลาที่จะต้องเรียนรู้ที่จะ 'สร้าง' บางสิ่งบางอย่างขึ้นมาจากสายน้ำนั้น เราจะเริ่มฝึก 'พระคัมภีร์อสุรา' กันอย่างจริงจัง"
ณ ลานกว้างกลางหุบเขาที่ซ่อนเร้น การฝึกฝนที่เข้มข้นที่สุดได้เริ่มต้นขึ้น
ลุงมีอธิบายว่าการจะก้าวไปสู่ระดับที่สาม "ผู้ประกอบพิธี".ได้นั้นหัวใจสำคัญคือการเข้าใจใน "เจตจำนง" เพราะทุกพิธีกรรม ทุกคาถา ล้วนขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงของผู้ร่ายทั้งสิ้น
"และวิชา 'ก่อร่างสร้างมายา' ของคัมภีร์อสุราคือบทเรียนที่ดีที่สุดในการฝึกฝนเจตจำนง"
"บททดสอบของเจ้าในวันนี้...ง่ายนิดเดียว" ลุงมีชี้ไปยังกิ่งไม้ที่ว่างเปล่ากิ่งหนึ่ง
"จงสร้างภาพมายาของ 'ผีเสื้อ' สร้างมันขึ้นมาให้สมจริงที่สุด สมจริงเสียจนนกที่บินผ่านไปมา ต้องโฉบลงมาจับกิน"
คำอินทร์คิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย เขาเคยสร้างภาพมายาที่ใหญ่กว่านี้มาแล้ว
เขารวบรวมพลังแล้วสร้างภาพของผีเสื้อปีกสีน้ำเงินตัวใหญ่ขึ้นมา มันกระพือปีกอย่างสวยงาม ดูสมจริงทุกประการ
แต่นกที่บินผ่านไปมา กลับไม่มีตัวไหนสนใจมันเลยแม้แต่น้อย...
"ทำไมล่ะขอรับ" เขาถามอย่างไม่เข้าใจ
"เพราะมันเป็นแค่ 'เปลือก' " ลุงมีตอบ "มันมีรูปร่างเหมือนผีเสื้อ แต่มันไม่มี 'ชีวิต' มันไม่มี 'จิตวิญญาณ' ของผีเสื้อ มันเป็นเพียงแค่ภาพวาดที่ขยับได้ ไร้ซึ่งเจตจำนง ไร้ซึ่งตัวตน"
"จงอย่าใช้แค่ 'พลัง' ในการสร้างแต่จงใช้ 'หัวใจ' จงนึกถึงตอนที่เจ้าเคยเห็นผีเสื้อจริงๆ นึกถึงความรู้สึกของมัน ความเบาหวิว ความอิสระและความเปราะบาง จงใส่ 'ความรู้สึก' เหล่านั้นลงไปในภาพมายาของเจ้า"
คำอินทร์ใช้เวลาอีกหลายวันไปกับการสร้างและล้มเหลว
เขาพยายามสร้างแล้วสร้างอีกแต่ผีเสื้อของเขาก็ยังคงเป็นเพียงภาพที่ไร้ชีวิต
จนกระทั่งในเช้าวันหนึ่ง หลังจากที่เขานั่งมองดูผีเสื้อจริงๆ บินว่อนอยู่เป็นเวลานาน เขาก็พลันเข้าใจ
เขาไม่ได้สร้างภาพของผีเสื้อขึ้นมา แต่เขา "กลายเป็น" ผีเสื้อ
เขาส่งจิตของตนเองเข้าไปในภาพมายา เขารู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านปีก รู้สึกถึงความหอมหวานของเกสรดอกไม้
และในวินาทีนั้นเอง ผีเสื้อมายาที่เขาสร้างขึ้น ก็พลันมีชีวิต!
การกระพือปีกของมันไม่ได้ดูแข็งทื่ออีกต่อไปแต่กลับพริ้วไหวไปตามสายลมอย่างเป็นธรรมชาติ
มันบินวนไปมา...แล้วร่อนลงไปเกาะที่ดอกไม้ดอกหนึ่งและแล้วนกเล็กๆ ตัวหนึ่งที่ซ่อนอยู่บนกิ่งไม้ก็ได้โฉบลงมา!
มันพยายามจะจิกกินผีเสื้อมายาตัวนั้น!
แม้ว่ามันจะจิกผ่านไปในความว่างเปล่าแต่นั่นก็คือเครื่องยืนยันว่าคำอินทร์ได้ทำสำเร็จแล้ว!
"ยอดเยี่ยม!" ลุงมีร้องออกมาอย่างยินดี "บัดนี้เจ้าได้เข้าใจแล้วว่ามายาที่แท้จริงคือการหลอมรวมความจริงและความเท็จเข้าไว้ด้วยกัน! เจ้าพร้อมแล้ว สำหรับบททดสอบสุดท้ายที่จะนำเจ้าไปสู่จอมอาคมระดับที่สาม!"
ลุงมีนำคำอินทร์เดินทางต่อไปอีกสองวัน จนกระทั่งมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ดูน่าขนลุก มันคือ "ป่าช้าเก่า" ที่ถูกทิ้งร้างมีหลุมศพและเจดีย์เก่าๆ ที่พังทลายตั้งอยู่ประปราย
"ที่นี่...มีดวงวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งสิงสถิตอยู่" ลุงมีกล่าว "มันคือวิญญาณของอดีตนักรบที่ตายในสนามรบ ยังคงเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและยึดติดอยู่กับอดีต มันไม่ได้ชั่วร้ายแต่มันก็สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านที่พลัดหลงเข้ามาเสมอ"
"ภารกิจของเจ้าคือการประกอบ 'พิธีปลดปล่อย' ใช้เจตจำนงของเจ้า ชำระล้างความแค้นของมันแล้วส่งมันไปสู่สุคตินี่คือหน้าที่ของ 'ผู้ประกอบพิธี' ที่แท้จริง"
ค่ำคืนนั้นท่ามกลางแสงจันทร์อันเย็นเยียบ คำอินทร์ได้เริ่มต้นพิธีกรรมครั้งแรกในชีวิตของเขา
เขาไม่ได้ใช้เลือดหรือเครื่องเซ่นสังเวยที่น่ากลัว เขาเพียงแค่วาดวงกลมขึ้นบนพื้นดินด้วยกิ่งไม้แล้วนำดอกไม้ป่าที่เขาเก็บมาระหว่างทางมาวางไว้รอบๆ
จากนั้นเขาก็นั่งลงขัดสมาธิกลางวงกลมแล้วเริ่มแผ่กระแสจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตาออกไปแล้วเริ่มภาวนาสนทนากับวิญญาณ
ข้าแต่ดวงวิญญาณผู้กล้า การต่อสู้ของท่านได้จบสิ้นลงแล้ว...ความแค้นที่ท่านแบกรับไว้...จงปลดปล่อยมันเสียเถิด...จงเดินทางไปสู่ภพภูมิที่สงบสุข...ที่ที่ไม่มีสงครามอีกต่อไป...
วูบ!
เงาร่างโปร่งแสงของนักรบในชุดเกราะโบราณปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา! ดวงตาของมันลุกโชนไปด้วยไฟแค้น!
“เจ้าเป็นใคร! บังอาจมาสั่งสอนข้า!” วิญญาณตนนั้นได้เอ่ยกล่าวคำรามก้องอยู่ในจิต! แล้วพุ่งเข้าใส่คำอินทร์!
คำอินทร์ไม่ได้ตื่นตระหนก เขาเพียงแค่สร้างภาพมายาขึ้นมา ไม่ใช่ภาพที่น่ากลัวแต่เป็นภาพของ "ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี" ภาพของ "บ้านเรือนไทยที่สงบสุข"และภาพของ "ครอบครัว" ที่กำลังรอคอยการกลับมาของวีรบุรุษ
นี่คือสิ่งที่รอท่านอยู่...จงกลับบ้านเถิด...ท่านนักรบ...
เงาร่างของนักรบชะงักไป ไฟแค้นในดวงตาค่อยๆ มอดดับลง ถูกแทนที่ด้วยแววตาแห่งความโหยหาและความเหนื่อยล้า
ร่างโปร่งแสงของมันค่อยๆ จางลงแล้วสลายหายไปกับสายลมเหลือเพียงเสียงกระซิบสุดท้ายที่แผ่วเบา...
ขอบใจ...
ในวินาทีนั้นเอง...คำอินทร์ก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในร่างกาย!
พลังที่เคยไหลเวียนอยู่ บัดนี้ได้ตกผลึกและมั่นคงขึ้น! เขารู้สึกได้ถึงประตูบานใหม่ที่เปิดออกในห้วงสำนึก!
เขาก้าวข้ามผ่านมันไปแล้ว
ลุงมีที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ
"ขอต้อนรับ...สู่ระดับที่สาม...พ่อหนุ่มน้อย...ผู้ประกอบพิธี"