อสูรสยบสวรรค์ 2

    อสูรสยบสวรรค์ 2 ตอนที่ 33 : เพียงตัวเดียวที่เจ้าหยั่งรู้ได้ เสมือนเจ้าแบกขุนเขาได้ทั้งลูก

    " ไอ้หนู สำนักเบญจธาตุอยู่ไปทางใต้ ราวพันลี้ " นนท์พยักหน้า


    นนท์ค้นหาความทรงจำของมือสังหารของสำนักเบญจธาตุ ที่รับงานจากตระกูลซา


    " ไว้รอมืด เราค่อยไปปล้นพวกมัน " นนท์เอ่ยขึ้น


    " ข้าว่าไอ้หนุ่มนั่น มิใช่เป็นเพียงอันดับหนึ่งนอกดินแดนดอก "


    " ใช่ อย่างที่เจ้าพูด อาจเป็นถึงอันดับหนึ่งของแดนเทพด้วย "


    " ข้ายังจำฝ่ามือนั้นได้ มิได้ใช้พลังทั้งหมดด้วยซ้ำ หากทุ่มพลังใส่ทั้งหมด ข้าว่าเจ้าตระกูลซาคงได้ตายไปแล้ว "


    " ไอ้หนุ่มนั่นอยู่สำนักอักกะรึ " เจ้าตระกูลฟู่เอ่ยขึ้น


    " ใช่ ทั้งยังแข็งแกร่งมาก " ชายชราที่ไปเรียกร้องค่าเสียหายตอบ


    " เจ้ากลัวมันรึ มันก็แค่ราชันย์ขั้นปลาย มีสิ่งใดให้ต้องกังวล " เจ้าตระกูลฟู่ขึ้นเสียง


    " ท่านเจ้าตระกูล ท่านมิได้ไปดูท่านมิรู้ ไอ้หนุ่มนั่นใช้พลังกายเพียงครึ่งเดียว ฟาดฝ่ามือใส่เจ้าตระกูลซาจนเกือบตาย " เจ้าตระกูลฟู่พลันตกใจ


    " เพียงฝ่ามือเดียว ทั้งยังใช้พลังเพียงครึ่ง " เจ้าตระกูลฟู่สูดหายใจเข้าลึก


    " แต่ที่สำคัญว่า พลองมังกรของมัน เอาชนะทวนนทีสวรรค์ของเจ้าตระกูลซาได้ " เจ้าตระกูลฟู่ถึงกับหัวคิ้วชนกัน


    " ทวนนทีสวรรค์พ่ายแพ้รึ " เจ้าตระกูลฟู่พึมพำ ภาพความทรงจำของบรรพชนของตนหลั่งไหลออกมา 


    บรรพชนของตนนั้นยังคงจดจำได้ดีถึงพลังของทวนนทีสวรรค์ของตระกูลซา บรรพชนของตระกูลซานั้นควงทวนนทีสวรรค์ออกสังหารเหล่าอสูรคลั่งมากมาย 


    มิว่าจะเป็นอสูรคลั่งขั้นสิบอักขระ สิบเอ็ดอักขระ ยังตกตายภายใต้ปรานสังหารเหี้ยมของทวนนทีสวรรค์


    ทวนนทีสวรรค์ทั้งแข็งแกร่งและทรงพลัง ตวัดคราเดียวขุนเขาน้อยใหญ่นับพันลูกหายวับไปกับตา นั่นคือภาพที่ยังติดตาของบรรพชนของตนมาจนถึงทุกวันนี้ แม้นจะเป็นเพียงความทรงจำของบรรพชนที่ถ่ายทอดส่งต่อกันมา แต่ตนก็ยังรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของทวนนทีสวรรค์


    " ท่านเจ้าตระกูลจะทำเช่นไรดี " ชายชราผู้นั้นเอ่ยถาม


    " มิต้องทำสิ่งใด พวกเรามิได้ล่วงเกินพวกมัน ครานั้นก็เป็นที่พวกมันยังมิได้สลักชื่อสำนักลงยังแดนเทพ มิว่าผู้ใดก็สามารถยึดเอาได้ " ชายชราผู้นั้นพยักหน้า


    " หวังเพียงแค่ว่า พวกมันมิหาเรื่องพวกเราเป็นพอ " เจ้าตระกูลฟู่พึมพำ


    " ไอ้หนู มืดแล้ว " หมาป่าเอ่ยขึ้น


    " หมาป่า ข้าคิดดูแล้ว ข้าว่าเสี่ยงยิ่งนัก " นนท์เอ่ยขึ้น


    " เจ้ากลัวรึ " หมาป่าแค่นเสียงใส่ 


    " ข้ามิได้กลัว เจ้าอย่าลืมจิตทัศนะของที่นี่กำเนิดขึ้นเอง ทั้งยังมีพลังเทพสามารถตรวจสอบร่องรอยย้อนหลังได้ " หมาป่าพยักหน้า


    " อดใจรอไว้ " นนท์พึมพำ นนท์และเหล่าสหายต่างแยกย้ายกันไปยังตำหนักของตน


    " ท่านพี่ หากท่านอยากให้พวกข้าตั้งครรภ์ ท่านและมังกรน้อยต้องทุ่มเทให้มากกว่านี้ " หลันอิงเย่สลัดชุดของตนทิ้งแล้วก้าวเท้าขึ้นเตียง เหล่าพี่หญิงน้องหญิงต่างอวดรูปร่างเย้ายวนต่อหน้าสามีหื่นกามของตน


    " ข้าและมังกรน้อยจะทุ่มเทให้มากขึ้น " นนท์สลัดชุดของตนทิ้งแล้วผสานร่างกับอักขระเทพ


    " วิ้ง " ร่างทองสิบสองอักขระเดินเข้าหาเหล่าภรรยาร่างทองทั้งหลาย และแล้วสงครามอันดุเดือดได้บังเกิดขึ้น เนิ่นนานราวร้อยห้าสิบชั่วยาม มังกรน้อยกายทองจึงสิ้นฤทธิ์ในร่องสวยของหลิงซือซือ


    ตลอดเวลาสามหมื่นวันในแหวนห้วงมิติ นนท์มิได้ทำอันใดนอกจากเปิดสงครามกับเหล่าภรรยาทั้งหลาย 


    " พ่อหนุ่ม ได้เวลาเจ้าต้องไปแล้ว ข้ามีภารกิจให้เจ้า " นนท์สะดุ้งตื่น


    " พระผู้สร้าง " แสงสีขาวพุ่งเข้าสู่ทะเลความรู้ของนนท์


    " ข้าจะเร่งไปให้เร็วที่สุด " นนท์ส่งเสียงตอบ 


    " สามี ท่านรับภารกิจจากพระผู้สร้างรึ " นนท์พยักหน้า


    " ท่านพี่ ท่านจะไปแล้ว ข้ายังมิได้รีดน้ำวิสุทธิ์จากท่าน " ว่าแล้วเหล่าภรรยาจึงจัดการรีดน้ำวิสุทธิ์จากมังกรน้อยกายทองอย่างบ้าคลั่ง


    " ไอ้หนู ภารกิจอันใดรึ " หมาป่าเอ่ยถาม


    " หนักหนายิ่งนัก ข้อมูลที่พระผู้สร้างให้ข้ามา เวลานี้ทัพมารอสูรคลั่งและอมนุษย์ได้บุกมายังโลกจินซาน ( ภูเขาทอง ) จักรวาลจินซาน " เหล่าสหายต่างพยักหน้า


    " มากมายเพียงใด " เอี้ยชิงเอ่ย


    " พี่ชิง มากที่สุดเท่าที่เคยปะทะมา ราวห้าหมื่นล้านตน " เหล่าสหายถึงกับถอนหายใจ 


    " ที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ทัพมากมาย แต่เป็นจอมทัพของมัน ยอดยุทธสิบสี่อักขระ " นนท์ถึงกับถอดใจหนัก


    " สามี ท่านหยั่งรู้ได้เพียงสิบสองอักขระท่านจะสู้ได้รึ " หลางจี้เสวี่ยเอ่ยขึ้น


    " ข้าจะหลอมแก่นจักรวาล " นนท์พึมพำแล้วพาทุกคนเข้าไปนแหวนมิติของตน 


    นนท์เรียกแก่นจักรวาลขนาดสองส่วนล้านของเม็ดทรายออกมา แจกจ่ายให้กับเหล่าสหาย


    " เริ่ม " นนท์กลืนแก่นจักรวาลเข้าไป


    " ตูม " เสียงระเบิดดังขึ้น ร่างทั้งร่างของนนท์ถึงกับสะท้าน เพรานนท์ใช้แก่นจักรวาลขนาดสามส่วนในล้านของเม็ดทราย 


    เพลิงจักรวาลลุกโชนท่วมฟ้า แผดเผาร่างทองจนไหม้เกรียม ผิวสีทองและเศษเนื้อร่วงหล่นจากร่าง คงเหลือเพียงโครงกระดูกสีทอง


    " วิ้ง " แสงสวรรค์เก้าสีล่องลอยเข้าโอบล้อมโครงกระดูกทองไว้ 


    " ครึกครัก " แสงสวรรค์เก้าสีขัดเกลากระดูกทองเพื่อยกระดับ


    " วิ้ง " แสงสวรรค์เก้าสีถักทอกลับกลายเป็นร่างเนื้อห่อหุ้มโครงกระดูกทองไว้


    " ตูม " เสียงระเบิดดังขึ้นที่ตันเถียน 


    " ราชันย์ขั้นปลายขั้นที่เจ็ด แปด " หมาป่าพลัฉงน


    " ไอ้ตัวล้างตัวผลาญ " มันตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง กระโจนเข้าหาร่างทองของนนท์ เหล่าสหายต่างเร่งช่วยกันจับไว้


    " เจ้า เจ้าหลอมแก่นจักรวาลถึงสามส่วนในล้านส่วน กลับทะลวงพลังได้เพียงสองขั้นย่อย มันจะสิ้นเปลืองมากเกินไปแล้ว " หมาป่าบ่นกระปอดกระแปด


    " เอาน่า " นนท์เอ่ยขึ้น 


    " ไว้ข้าได้กลับมาอีก ข้าจะหาของดีมาให้เจ้า " หมาป่าได้ยินคำว่าของดี มันจึงสงบลง 


    นนท์ยื่นศิลานทีเทพให้กับเหล่าสหาย " ข้าได้สลักอักขระเทพทั้งสี่สิบแปดตัวไว้แล้ว "


    " สิบสองอักขระที่ข้าหยั่งรู้ได้นั้น เพียงพวกเจ้าส่งจิตเข้าไปในสิบสองอักขระพวกเจ้าจะหยั่งรู้ได้มิยาก มิเหมือนกับเริ่มหยั่งรู้ใหม่ " เหล่าสหายต่างพยักหน้า 


    " ข้าจะเร่งฝึกกาย " นนท์เร่งไปยังด่านทดสอบกาย ด่านวิญญาณอสูร และดูดซับพลังปรานเทพ และสยบเหล่าภรรยา 


    " เป็นเวลาสามหมื่นวันที่มีค่ามากยิ่งนัก " นนท์พึมพำ 


    นนท์พาเหล่าภรรยาออกจากแหวนห้วงมิติ " ข้ายังเหลือสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างหนึ่ง " 


    นนท์เร่งทะยานร่างออกจากสำนักผู้ดียวอย่างรวดเร็ว ผสานร่างลงพื้นดินแล้วเก็บกวาดทั้งผลึกปรานสรรพสิ่ง หินปรานสรรพสิ่ง และเส้นปรานมังกรจักรวาล 


    " มากพอแล้ว กลับดีกว่า " นนท์ทะยานร่างในโพรงใต้ดินกลับสำนักในทันที


    " พวกเจ้าเอาแหวนห้วงมิติของพวกเจ้ามา " นนท์วางเส้นปรานมังกรจักรวาลลงในแหวนห้วงมิติของเหล่าสหาย นนท์ออกจากตำหนักของตนมายังตำหนักเจ้าสำนักสาขา เรียกประชุมเหล่าผู้อาวุโส


    " ท่านเจ้าสำนัก นี่คือผลึกปรานสรรพสิ่งหนึ่งแสนล้านก้อน และหินปรานสรรพสิ่งสิบล้านล้านชั่ง ท่านเก็บไว้ที่คลัง " เจ้าสำนักสาขารับไว้


    " ท่านเจ้าสำนัก ข้าได้วางศิลานทีเทพทั้งสี่สิบแปดตัวไว้ยังห้องลับ ท่านคัดเอาศิษย์ระดับราชันย์สูงสุดเข้าไปทำการหยั่งรู้ด้วยเถิด " เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้า


    " ได้เวลาที่ขัาต้องจากไปแล้ว ขอให้พวกท่านช่วยกันดูแลสำนักให้ดี แต่พวกท่านมิต้องกังวล สหายของข้ายังอยู่ " นนท์ยกยิ้มให้กับเหล่าผู้อาวุโส


    " พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ตั้งใจฝึก และคอยดูแลเหล่าสหายและภรรยาของข้าด้วย " สมุนทั้งหกพยักหน้า


    " ศิษย์พี่ใหญ่มิต้องกังวล " นนท์ยกยิ้ม


    นนท์เร่งไปยังแท่นค่ายกลเคลื่อนย้าย ร่ำลาเหล่าสหายและภรรยาแล้วเสร็จ นนท์ก้าวเท้าไปยังแท่นค่ายกล


    " วิ้ง " ร่างของนนท์หายวับไป 


    " วิ้ง " นนท์กวาดตามองทั่ว 


    " วิหารสีขาว " นนท์ทะยานร่างไปยังประตูอย่างรวดเร็ว


    " ครืน " ประตูบานใหญ่พลันเปิดออก เหล่าผู้คนมากมายที่รออยู่ที่หน้าประตู ต่างกระโจนเข้าสู่ภายในวิหารสีขาวอย่างรวดเร็ว 


    นนท์เห็นดังนั้นจึงทะยานร่างขึ้นสูง กวาดตามองยังเหล่ายอดยุทธที่กรูเข้าไปในวิหารสีขาว


    " ตึง " ประตูยักษ์ปิดตัวลงพร้อมร่างของยอดยุทธที่ลอยออกมา นนท์ส่ายหน้าในวาสนาของคนเหล่านั้น


    " พวกจ้าอยากรู้รึไม่ เหตุใดจึงเข้าไปมิได้ " นนท์เอ่ยขึ้น


    " เพราะขั้นฝึกของพวกเจ้านั้นต่ำยิ่งนัก พวกเจ้ามีขั้นฝึกเพียงปฐมจักรพรรดิ์และอายุมากแล้ว แดนเทพจึงมิต้อนรับ " เหล่ายอดยุทธทั้งหลายต่างมองหน้ากัน


    " ข้ามาที่นี่หลายคราแล้ว ข้าจะช่วยพวกเจ้าแล้วกัน " นนท์ลอยตัวไปยังภูเขาแห่งหนึ่ง


    นนท์เริ่มทำการวางด่านทดสอบกาย ด่านวิญญาณอสูร บ่อน้ำปรับกาย เส้นปรานเทพมังกรสิบเส้น ศิลานทีเต๋าทั้งสามขั้น เมื่อแล้วเสร็จ นนท์ส่งพลังไปยังศิลานทีเต๋า


    " ตูม " ปรานมังกรระเบิดพลังมหาศาล เมฆหมอกปรานมังกรแผ่กระจายปกคลุมชั้นบรรยากาศ 


    ทั้งพลังฟ้าดินพวยพุ่งเกินขีดจำกัด สอดผสานเข้าร่วมปรานมังกร ครอบครองทั้งชั้นบรรยากาศไว้


    อักขระเต๋าตัวจิ๋วล่องลอยทั่วท้องทุ่ง ทั้งสวดส่งมรรคาเต๋าดังระงม


    " อา นี่มันเป็นการยกยระดับของโลกเมฆา "


    " ใช่ ตั้งแต่เกิดมา ข้ามิเคยพบเห็นโลกเมฆาเป็นเช่นนี้ "


    " ท่านผู้สูงส่งดุจดั่งทวยเทพลงมาโปรด "


    " พวกเจ้าจงฝึกที่นี่ ให้พลังของพวกเจ้าอยู่ที่ขั้นจักรพรรดิ์สูงสุดเสียก่อน จึงไปทดสอบวาสนาของพวกเจ้ายังวิหารสีขาว " เหล่ายอดยุทธทั้งหลายต่างพยักหน้า


    " วิธีเข้าฝึก ข้าได้สลักไว้ยังศิลาหน้าด่านฝึก จงทำความเข้าใจและปฏิบัติตาม " นนท์กวาดตามองทั่ว


    " หากยังมิถึงขั้นจักรพรรดิ์สูงสุดห้ามมิให้ผู้ใดย่างกรายไปยังวิหารสีขาวโดยเด็ดขาด " นนท์ยกยิ้มให้กับเหล่ายอดยุทธ


    นนท์เรียกเรือเหาะออกมา แล้วเร่งเรือเหาะไปยังโลกมังกรอยางรวดเร็ว


    " ข้าให้ไว้เป็นสมบัติของโลกเมฆา พวกเจ้าจงช่วยกันรักษามันไว้ หากมีผู้ใด สำนักใด ตระกูลใด หมายยึดครองเป็นของตน ข้าจะกลับมาจัดการด้วยตนเอง " เหล่ายอดยุทธโลกเมฆาต่างทะยานร่างไปยังด่านทดสอบที่นนท์วางไว้


    " ขอบคุณผู้สูงส่ง " เหล่ายอดยุทธแดนเมฆาต่างคุกเข่าแล้วโขกหัวให้นนท์สามครั้ง


    ผู้คนมากมายต่างเดินไปยังศิลานทีเต๋า อักขระเต๋าสีทองส่องประกายวิบวับ


    " เพียงตัวเดียวที่เจ้าหยั่งรู้ได้ เสมือนเจ้าแบกขุนเขาได้ทั้งลูก โจวนนท์และสหาย " ผู้คนมากมายยืนอ่านอักขระเต๋าที่นนท์สลักไว้ 


    " ชายผูันั้นชื่อโจวนนท์รึ "


    " ข้าเห็นชายผู้นั้นพาผู้คนมากมายเข้าไปในวิหารสีขาวทุกสิบปี "


    " หรือชายผู้นั้นจะเป็นทูตของแดนเทพ "


    เหล่ายอดยุทธต่างยืนอ่านอักขระที่ศิลานทีหน้าด่านทดสอบ


    " ให้เข้าทำการทดสอบกายหรือด่านวิญญาณอสูร เริ่มที่ด่านใดก่อนก็ได้ แต่เจ้าต้องผ่านทั้งสองด่าน " เหล่าผู้คนจ้องมองยังด่านทดสอบทั้งสอง


    " เมื่อผ่านทั้งสองด่านแล้ว ให้ไปยังบ่อน้ำปรับกาย และไปทำการหยั่งรู้เต๋า แล้ววนกลับมาใหม่ทำเช่นนี้ไปเรื่อย เมื่อพวกเจ้าถึงเวลาทะลวงขั้นพลัง เจ้าจะได้รับทรัพยากรไว้ทะลวงขั้นพลัง " เหล่ายอดยุทธต่างพยักหน้าแล้วเร่งไปยังด่านฝึกกาย


    " ข้าขอทดสอบก่อน " ชายใจกล้าเชื่อมจิตเข้ากับศิลานที


    " ข้าต้องเดินขึ้นไปยังบรรไดร้อยขั้นนี้ " ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้น 


    ก้าวแรกจนถึงก้าวที่ยี่สิบนั้นยังมิได้มีสิ่งใด " ก้าวที่ยี่สิบเอ็ด " พอเท้าแตะลงที่ขั้นที่ยี่สิบเอ็ด


    " อั่ก " เลือดทะลักออกมาจากปากอย่างมากมาย ชายผู้นั้นทรุดตัวลงนั่งเพื่อขัดเกลาร่าง ตามคำชี้แนะของจิตทัศนะแห่งด่าน ราวสองชั่วยาว


    " วิ้ง " ร่างของชายผู้นั้นปรากฎอยู่ที่ลานกว้างอีกแห่ง 


    " ข้าผ่านด่านที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว " ชายผู้นั้นเร่งไปยังด่านวิญญาณอสูร 


    " อ้าก " ร่างของชายผู้นั้นถูกส่งออกมาในสภาพที่โชกเลือด 


    " วิ้ง " แสงสวรรค์เจ็ดสีเข้าห่อหุ้มร่างไว้ทันที 


    " ดียิ่งนัก ข้าจะไปยังบ่อปรับกาย " ผู้คนมากมายรู้สึกว่าร่างของชายผู้นั้นแข็งแกร่งขึ้นระดับหนึ่ง ต่างเร่งทะยานร่างเข้าไปยังด่านทดสอบกายและด่านวิญญาณอสูรในทันที


    โลกมังกร 


    เมื่อมาถึงโลกมังกร นนท์เร่งเปลี่ยนเส้นปรานมังกรจักรวาลนับพันห้าร้อยเส้นทั่วโลกมังกร


    " อ้าก " เสียงผู้คนมากมายต่างทะลวงพลังอย่างบ้าคลั่ง 


    " เหมือนมีปรานเทพจางๆ " นนท์พึมพำ 


    " น่าจะใช่ เพราะเส้นปรานพวกนี้เกิดที่แดนเทพ " นนท์พึมพำ 


    เมื่อจัดแจงเรื่องราวที่โลกมังกรแล้วเสร็จ นนท์ไปยังเมืองเพลิงทมิฬ และโลกของสหาย ด่านประจิม


    " คารวะท่านโจวนนท์ " ผู้คนมากมายของโลกเหลียนฮวาที่รู้ข่าวการมาของนนท์ ต่างเร่งเข้ามาทักทักมาย


    " ข้าแวะมาครานี้ เพื่อมาดูว่า สิ่งที่ข้าทิ้งไว้ยังอยู่ดีรึไม่ " นนท์ยกยิ้มแล้วเร่งไปยัง ศิลาเต๋าทั้งสามขั้น


    " ข้าจะเปลี่ยนศิลาเต๋าให้พวกเจ้า " นนท์วาดมือเก็บศิลาเต๋าลงไป แล้วเรียกศิลานทีทีเต๋าออกมาวางแทนที่ 


    " วิ้ง " มายาเต๋าทั้งสามระเบิดพลังมหาศาล ทำเอาโลกเหลียนฮวาถึงกับสั่นไหว 


    " โลกเหลียนฮวายกระดับขึ้นอีกแล้ว " 


    " ขอบคุณท่านโจวที่เมตตา " นนท์เพียงยกยิ้ม กวาดตามองทั่ว แล้วลอยตัวไปยังโขดหินที่อยู่ริมบึงเหลียนฮวา


    " วิ้ง " ร่างทองของนนท์นั่งขัดสมาธิยังโขดหิน


    " ท่านโจวเป็นทวยเทพลงมาโปรดพวกเรารึ "


    " ขอบคุณสวรรค์ที่มิได้ทอดทิ้งโลกเหลียนฮวาทั้งที่ในอดีต โลกเหลียนฮวานั้นทำสิ่งมิดีไว้มาก "


    " อาจเป็นที่พวกเราได้กลับตัวเป็นคนดีแล้ว สวรรค์จึงเมตตาส่งท่านโจวลงมา " 


    " พวกเจ้าเร่งนั่งลงเถิด ข้าจะบรรยายเต๋าให้ฟัง " เหล่ายอดยุทธโลกเหลียนฮวา เร่งหาที่นั่งอย่างรวดเร็ว


    " เต๋าคือสิ่งใด " นนท์เริ่มทำการบรรยาเต๋าอยู่ถึงสามวัน แล้วเร่งจากไปในทันที


    " ได้ไปเสียที " นนท์บังคับเรือเหาะล่องลอยเข้าไปในอุโมงค์มิติ แล้วเร่งเรือเหาะไปในทันที


    " น่าจะยาวนานถึงสองเดือน ฝึกต่อดีกว่า " นนท์พึมพำ แล้วเรียกบ่อน้ำเทพออกมา 


    " วิ้ง " นนท์เปิดเปลือกตาขึ้น 


    " ดี อักขระเทพตัวที่สิบสามแล้ว " นนท์เรียกพลองมังกรออกมาแล้วสลักอักขระเทพทั้งสิบสามตัวลงไป 


    " ครืน " นนท์ทดสอบพลังของพลองมังกร


    " สุดยอด ที่เทียบเท่ากับมหาศาสตราวุธมหาเทพ คงพอประมือกับสิบสี่อักขระได้ " นนท์พึมพำ


    " วิ้ง " หมอกควันสีขาวบังเกิดขึ้นปกคลุมอุโมงค์มิติ


    " ถึงแล้ว " 


    คล้ายกับเรื่องอสูรสยบสวรรค์ 2 ที่คุณอ่าน