ในตำหนักของสนมเหม่ย
ยามค่ำคืนที่เงียบสงัด ตำหนักของ เหม่ยซิน กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศหม่นหมอง นางนั่งอยู่ที่มุมห้อง ดวงตาเหม่อลอย ราวกับไม่รับรู้สิ่งใดในโลกนี้ เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างเปิดเบาๆ แต่ไม่มีใครกล้าปิด เพราะกลัวว่านางจะคลุ้มคลั่งอีก
องค์รัชทายาท หลี่หย่งเทียน ก้าวเข้ามาในตำหนัก ดวงเนตรของพระองค์จับจ้องร่างที่อ่อนแอของสนมผู้เคยเปล่งประกายงดงาม
“เหม่ยซิน…” พระองค์เอ่ยเรียกเสียงแ่
นางไม่ตอบสนอง เพียงมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
หลี่หย่งเทียนนั่งลงข้างนาง มองหญิงสาวที่เคยเป็คนที่พระองค์รักสุดหัวใจ แต่บัดนี้กลับแตกสลายทั้งร่างกายและจิตใจ
“มันเป็ความผิดของข้า…ข้าไม่อาจปกป้องเ้าได้ ไม่อาจปกป้องลูกของเราได้” พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็ป ดวงตาของพระองค์แดงก่ำ ขณะทอดถอนพระปัสสาสะอย่างหนักหน่วง
พระองค์หันไปสั่งบ่าวที่ยืนอยู่ห่างๆ ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “จงดูแลนางให้ดีที่สุด นางต้องไม่ขาดสิ่งใด และหากนางมีอาการกำเริบ ให้รีบมาแจ้งข้าในทันที”
“เพคะ!” บ่าวรับใช้รับคำพร้อมค้อมตัวลง
แม้ดวงตาของเหม่ยซินจะยังคงเหม่อลอย แต่หยดน้ำตาเล็ก ๆ กลับไหลลงมาจากดวงตา ความเ็ปที่สูญเสียลูกไปยังคงกัดกินหัวใจของนาง
ขณะพระองค์ลุกขึ้นเพื่อเสด็จกลับ พระองค์หันมองนางอีกครั้ง ความรู้สึกผิดและความแค้นในใจผสมปนเปกัน
“ไป๋อวี้หลัน… เ้าทำให้คนที่ข้ารักต้องเป็เช่นนี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เ้าลอยนวล!”
“ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครที่ไม่ต้องจ่ายราคาแห่งความทะเยอทะยาน”
ในวังหลวง
ข่าวการเดินทางมาขององค์หญิงอันหลัน จากแคว้นอัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคนในวังหลวง ตามพระราชโองการของฮ่องเต้แคว้นอัน องค์หญิงถูกส่งมาเพื่อแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับฮ่องเต้แคว้นฉิน เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสองแคว้น
หลังจากเดินทางมาถึง องค์หญิงอันหลัน ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ และได้รับพระราชโองการให้ดำรงตำแหน่งกุ้ยเฟย ตำแหน่งเดียวกับ ไป๋อวี้หลัน
ในตำหนักของไป๋อวี้หลัน
เมื่อข่าวนี้มาถึงตำหนักของ ไป๋อวี้หลัน นางไม่อาจปิดบังความไม่พอใจไว้ได้ ใบหน้าของนางเรียบเฉย แต่ดวงตากลับฉายแววเยือกเย็น
“กุ้ยเฟยอีกคนหรือ? ฝ่าาทรงคิดอะไรอยู่ถึงยอมให้ตำแหน่งนี้กับนาง!”
นางกำนัลคนสนิทก้มหน้าต่ำ พูดเสียงเบา “พระสนมเพคะ องค์หญิงอันหลันเป็ผู้มาใหม่ หากทรงเข้าหาฮ่องเต้ได้สำเร็จ อาจกลายเป็ภัยต่อพระสนมเพคะ!”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้ไป๋อวี้หลันครุ่นคิด นางทราบดีว่าตำแหน่งในวังหลังไม่ได้วัดกันเพียงความงามหรืออำนาจในปัจจุบัน แต่วัดกันด้วยแผนการและความสามารถในการเอาชนะคู่แข่ง
“ข้าจะไม่ยอมให้นางมาแย่งสิ่งที่เป็ของข้าไปได้” ไป๋อวี้หลันกล่าว น้ำเสียงของนางเยือกเย็น “หากนาง้าแย่งชิงตำแหน่งนี้กับข้า ก็จงเตรียมตัวรับผลลัพธ์ไว้ให้ดี”
ในตำหนักขององค์หญิงอันหลัน
องค์หญิงอันหลัน ผู้มีใบหน้าสง่างามและท่าทางอ่อนหวาน ยิ้มรับการต้อนรับอย่างสุภาพ นางทราบดีว่าในวังหลวงแห่งนี้ นางไม่ได้มาเพียงเพื่อเป็กุ้ยเฟยเท่านั้น แต่เพื่อปูทางให้แคว้นอันมีอำนาจในแคว้นฉิน
“ตำแหน่งกุ้ยเฟยนี้ช่างน่าสนใจนัก!” นางพึมพำเบาๆ
“ไป๋อวี้หลัน…ข้าได้ยินชื่อเสียงของเ้า แต่ข้าอยากจะรู้นักว่าเ้าเก่งกาจเพียงใด”
ขณะนี้ไป๋อวี้หลันรู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด การมีองค์หญิงจากแคว้นอันที่มาพร้อมอำนาจสนับสนุน ทำให้นางไม่อาจวางใจได้
“ในวังหลังนี้… ไม่มีที่ว่างสำหรับสองกุ้ยเฟย มีเพียงผู้ชนะเท่านั้นที่จะยืนหยัดได้”
“ในเกมแห่งวังหลัง ผู้ที่พลาดเพียงครั้งเดียว ย่อมหมายถึงการสูญเสียทุกสิ่ง”
ในสวนหลวง
ยามสายอันสงบ ไป๋อวี้หลันเดินชมสวนหลวงในตำหนักของนางด้วยท่าทีสง่างาม แต่เมื่อก้าวผ่านแนวพุ่มไม้ นางก็พบกับ องค์หญิงอันหลันว่าที่หวงกุ้ยเฟยอีกคนกำลังเดินชมสวนอยู่เช่นกัน
องค์หญิงอันหลันหันมาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน “กุ้ยเฟย…ข้าบังเอิญได้พบเ้าอีกครั้ง ช่างเป็วาสนายิ่งนัก!”
ไป๋อวี้หลันโค้งศีรษะเล็กน้อย แต่ดวงตาฉายแววระวังตัว “องค์หญิงตรัสเกินไปเพคะ การพบกันครั้งนี้นับว่าเป็โชคของหม่อมฉันเช่นกัน”
องค์หญิงอันหลันเดินเข้ามาใกล้ นางมองไปยังแปลงดอกไม้ที่งดงามก่อนกล่าวว่า “ดอกไม้ในสวนแห่งนี้งดงามนัก แต่ก็ต้องระวัง…ดอกที่งามเกินไป อาจมีหนามซ่อนอยู่!”
ไป๋อวี้หลันยิ้มบางๆ “นั่นเป็คำเตือนที่ล้ำค่านักเพคะ บางทีหนามเ่าั้อาจไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้ายใคร แต่อาจเป็เกราะป้องกันตนเอง”
องค์หญิงอันหลันหัวเราะเบาๆ “จริงด้วย…ในวังหลวงนี้ หนามที่คมที่สุดมักเป็ของผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด”
คำพูดเ่าั้เหมือนสายลมเย็นที่แฝงด้วยความกดดัน สองสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้ากันต่างประเมินอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน
หลังการพูดคุยที่เหมือนจะสุภาพ แต่กลับเต็มไปด้วยการท้าทาย ไป๋อวี้หลันกลับมาที่ตำหนักของนาง นางกำนัลคนสนิทรีบถามขึ้น “พระสนมเพคะ องค์หญิงอันหลันดูเป็ภัยต่อตำแหน่งของพระสนมจริงๆ”
ไป๋อวี้หลันยิ้มเย็น “นางไม่ได้ดูเป็ภัย…แต่นางคือภัยของข้า”
“แล้วพระสนมจะทำอย่างไรเพคะ?”
ดวงตาของไป๋อวี้หลันฉายแววแน่วแน่ “นางอาจเป็องค์หญิงผู้สูงศักดิ์จากแคว้นอัน แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ข้าจะไม่ยอมให้นางมายืนอยู่เหนือข้าได้”
ในตำหนักขององค์หญิงอันหลัน
องค์หญิงอันหลัน นั่งอยู่หน้ากระจกเงา ดวงตาของนางสะท้อนภาพที่มั่นคงและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
“ไป๋อวี้หลัน…เ้าอาจอยู่ในตำแหน่งนี้มาก่อนข้า แต่ตำแหน่งนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่อ่อนแอ”
“าแห่งวังหลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และไม่มีใครจะถอยกลับไปได้อีกต่อไป”