หลังจากที่หมอกควันนั้นสลายไปก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งที่เปล่งรัศมีสีครามและเงาร่างที่เปล่งรัศมีสีแดงรอบกายยืนประจันหน้ากันอยู่ ทั้งสองคล้ายหยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อน พลังรอบกายของทั้งสองลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งรัผสมีแสงสีนั้นหายไป
จึงได้เห็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นเสื้อผ้าอาภรณ์ของทั้งสองขาดวิ่น ใบหน้าที่เด่นชัดของทั้งสองก็ปรากฏใบหน้าของชายอาภรณ์ขาวนั้นเรียบสงบมาก แววตาก็ดูเรียบเฉยผิดแปลกจากชายอาภรณ์ฟ้าที่ใบหน้าขาวซีดเป็นอย่างมาก
ทั้งสองยืนจ้องกันอยู่ไม่กี่ลมหายใจต่างก็เริ่มยิ้มให้กันและหัวเราะตามกันมา เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความสบายใจ แววตาที่บ่งบอกถึงความสนุกและความสุขได้เผยออกมาให้เห็น
ทว่าชายอาภรณ์ฟ้ายืนได้อยู่เพียงสิบลมหายใจก็ล้มตัวลงหน้าฟุบพื้นลงไปมันใช้เรี่ยวแรงจนหมดแล้ว ไหนเลยจะทรงตัวอยู่ได้การปะทะเมื่อสักครู่มันได้ทุ่มสุดกำลังแล้ว เมื่อสุดกำลังย่อมไม่มีกำลังเพียงพอได้อีก การประลองในครั้งนี้จึงต้องเป็นของหนิงเฟยหลงโดยปริยาย
เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้เหอเจี๋ยหนิงอันอัน ซ่งจิ่นติ้ง และจูเหยียนต้องนิ่งค้างตกตะลึง!
“พลังของเขามีเท่าไหร่กันถึงยังยืนอยู่ได้ทั้งๆที่ชายอาภรณ์ฟ้าล้มไปแล้ว! แม้แต่สีหน้าแววตายังบ่งบอกถึง...ความเรียบเฉยนี่มันอะไรกัน”ลึกๆแล้วทั้งสี่คนเริ่มหวาดกลัวในตัวตนที่แท้จริงของหนิงเฟยหลงแล้วพวกมันไม่อาจรู้ถึงความลึกลับของชายหนุ่มคนนี้ได้เลยไม่รู้ว่ายังเก็บซ่อนสิ่งใดไว้อีก ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมันคืออะไร!!
หนิงเฟยหลงเริ่มรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดไปหลังจากที่ตนยืนนิ่งเฉยอยู่นานท่ามกลางกระแสอารมณ์ที่แปลกประหลาดสิ่งนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่อยู่ในถ้ำแล้วการรับรู้ที่ยิ่งใหญ่นี้มันทำให้รู้สึกว่ามันสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกนี้ได้ไม่ยากทว่าความรู้สึกนี้หายไปเร็วเหลือเกินมันเกิดขึ้นโดยไม่เจตนาทุกครั้งแต่กลับหายไปทุกครั้งเมื่อต้องการ
ชายหนุ่มเริ่มเปลี่ยนแปลงสีหน้าของตนเองโดยการโคจรลมปราณปั่นป่วนในตัวให้สำรอกโลหิตออกมาจากนั้นก็ทำเป็นล้มลงกับพื้นแล้วสีหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นขาวซีด นั่นเป็นการแสดงที่สมจริงอย่างมาก จนทั้งสี่คนที่ยืนมองอยู่หลงเชื่อว่าเป็นจริงจึงคลายใจลงได้บ้าง แล้วรีบพากันเข้าไปพยุงรักษาพรรคพวกของตน
ซ่งจิ่นติ้งและจูเหยียนประคองหนิงเฟยหลงไปนั่งพักยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งหนิงอันอันเดินตามไปอย่างช้าๆ ฝ่ายชายอาภรณ์ฟ้านั้นนอนสลบเหมือดไปแล้วเหอเจี๋ยประคองชายอาภรณ์ฟ้าขึ้นมานั่งแล้วช่วยโคจรลมปราณ
หนิงเฟยหลงเองก็โคจรลมปราณปรับสมดุลเช่นกันระหว่างนี้เพื่อนในกลุ่มก็ไม่ได้รบกวนแต่อย่างใด อย่างคนต่างพากันโคจรลมปราณในช่วงเวลานี้คงไม่มีสัตว์อสูรตัวใดกล้าย่างกรายเข้ามานั่นเพราะการปะทะที่ดุเดือดของทั้งสองคนก่อนหน้ามันเกินกว่าที่สัตว์อสูรระดับสามจะต้านทานได้แล้ว
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ชายอาภรณ์ฟ้าสลบไปแต่ที่แน่ๆเวลาล่วงเลยมาจนถึงพลบค่ำแล้ว มันถึงจะฟื้นสติขึ้นมา ท่ามกลางความมึนงงมันไม่รู้ว่าขณะนี้ตนเองอยู่ที่ใด แต่คล้ายว่าอยู่ในกระโจมและกระโจมยังมีผู้คนอีกสี่ห้าคนนั่งอยู่บนพื้น
ชายอาภรณ์ฟ้าลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลสีหน้าสดใสขึ้นเล็กน้อยมันเพ่งมองไปทางบุรุษผู้มีอาภรณ์ขาดวิ่น จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมามันค่อยๆลุกขึ้นยืน ทว่าตัวกลับโอนเอนไปมา
เหอเจี๋ย และคนอื่นๆที่กำลังนั่งสนทนากันอยู่ในคราแรกนั้นไม่ได้สังเกตจนกระทั่งชายอาภรณ์ฟ้าลุกยืนขึ้นจึงรู้สึกได้เหอเจี๋ยรีบไปพยุงตัวชายอาภรณ์ฟ้านั้นไว้
“ท่านนั่งลงก่อนเถอะ อย่าได้เกรงใจไปเลยอย่างไรเสียเราก็เป็นมิตรสหายกันแล้ว” หนิงเฟยหลงกล่าวขึ้นพร้อมยิ้มเย้ยเล็กน้อย
นั่นทำให้ชายอาภรณ์ฟ้าที่กำลังจะกล่าวตอบด้วยความเกรงใจ เป็นหน้าเหยเกแววตาก็เปลี่ยนเป็นลุกโชน!
“เจ้า...!!” ชายอาภรณ์ฟ้ากล่าวได้คำเดียวก็ตอบนั่งลงใหม่อีกครั้งมันเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อสกดอารมณ์ที่ขุ่นมัวไว้
หนิงเฟยหลงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาแล้วจึงว่า “ขออภัยๆ ข้าลืมตัวไปหน่อยว่าแต่ตอนนี้ข้าพอจะเป็นสหายของท่านได้หรือยัง?”
“หึ ได้อยู่แล้ว เจ้าเหมาะสมยิ่ง” ชายอาภรณ์ฟ้าไม่ได้หันหน้ากลับมามองแต่อย่างใด
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง ข้าหนิงเฟยหลง ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร?”
ชายอาภรณ์ฟ้าลุกยืนขึ้นทำท่าทางวางท่า แล้วจึงกล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังอย่างภาคภูมิใจ“ข้ามีนามว่า เหอไฉเฉิน”
หลังกล่าวจบเหอไฉเฉินก็หันไปมองคนอื่นๆก็พบว่า ทุกคนกำลังหัวเราะกันคิกคักแม้แต่เหอเจี๋ยเองยังอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
นั่นทำให้เหอไฉเฉินมีสีหน้าที่แดงก่ำมันพลันรู้สึกเขินอายและโมโหในเวลาเดียวกัน แต่ก็ต้องทำตนเคร่งขรึมเอาไว้
“น่าขันนักหรือ? นามของข้าองค์จักรพรรดิแห่งอู๋เป็นผู้ประทานให้เชียวย่อมต้องมีความภาคภูมิใจเป็นธรรมดา คงไม่เหมือนกับพวกเจ้าหรอก”เหอฟูหลิวเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับเบือนหน้าหนี
นั่นทำให้พวกของหนิงเฟยหลงรู้สึกหมั่นไส้ชายผู้นี้เป็นอย่างมากด้วยกิริยาท่าทางเช่นนี้ยิ่งมองดูก็ยิ่งน่าหมั่นไส้
มีแต่เพียงหนิงเฟยหลงที่ทำที่ทางครุ่นคิดพอกล่าวถึงแคว้นอู๋มันจึงนึกขึ้นได้ว่าแคว้นอู๋มีตระกูลใหญ่อยู่สี่ตระกูลหนึ่งในนั้นคือตระกูลเหอนั่นทำให้มันเข้าใจถึงที่มาของเหอฟูหลิวและวิชาที่ใช้ต่อกรกันก่อนหน้านี้
“เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่ามีเจ้าผู้เดียวที่มีชื่อพระราชทานท่านพี่ของข้าเองก็ได้รับชื่อพระราชทานมา และได้รับเพราะสร้างชื่อไว้ให้แผ่นดิน ย่อมต้องมีเกียรติและความภาคภูมิใจมากกว่าเจ้าเสียอีก!” หนิงอันอันทนไม่ไหวจึงกล่าวโพล่งออกมาทั้งยังกระแทกเสียงใส่ด้วยความโมโหในความมั่นหน้าของเหอไฉเฉิน
เล่นทำเอาทุกคนถึงกับเบิกตาขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาทว่าเมื่อลองไตร่ตรองดูแล้วก็พบว่านั่นเป็นเรื่องจริงจะมีผู้ใดหาญกล้าตั้งชื่อให้หลานชาย บุตรชาย หรือตั้งให้ตนเองว่า ‘เฟยหลง’ อีก
มังกรนั้นย่อมแสดงถึงสัญลักษณ์อันสูงสุดแห่งจักรพรรดิคงไม่มีใครกล้าลบหลู่เบื้องสูงโดยการนำเอามาตั้งเช่นนี้ไม่เช่นนั้นเห็นทีตระกูลหนิงคงต้องถูกทำลายล้างไปแล้ว
เมื่อนึกถึงว่าบิดาของหนิงเฟยหลง คือหนิงเฉิงผู้เป็นสามีของเยว่ฉานเตี๋ยผู้เป็นองค์หญิงแห่งแคว้นเยว่พวกมันก็เข้าใจได้ทันที
ประจวบกับในช่วงเวลาห้าหกปีก่อนหน้านี้แคว้นเยว่ได้ก่อกำเนิดอัจฉริยะร้อยปีพันปีถึงจะมีขึ้นมาคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่ก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขตแดนพลังได้ตั้งแต่เยาว์เพียงอายุเก้าปีเท่านั้น ย่อมเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว และยังถูกชมเชยโดยผู้แกร่งกล้าขอบเขตแดนปฐพีทั่วทวีปหนานโจวแห่งนี้ ชื่อเฟยหลงนั้นย่อมได้รับมาหลังจากที่เข้าสู่เขตแดนพลังแล้ว
สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันที่ดีในความอัจฉริยะของชายหนุ่มแต่ต่อมาก็ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ชายหนุ่มได้สูญเสียความแข็งแกร่งของตนเองไปเหลือเพียงความโศกเศร้า ความผิดหวัง ความท้อแท้ จนกระทั่งมันคิดได้และตัดสินใจไขว่คว้าหาโอกาสอีกครั้ง!
ในที่สุดมันก็ได้ประสบกับสิ่งที่ต้องการทั้งคำว่าอัจฉริยะในตอนนี้ไม่สมควรเรียกมันเช่นนี้อีกแล้วควรเรียกมันด้วยสมญานามอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่านี้จะดีเสียกว่า!
หนิงเฟยหลงกระแอมไอหนึ่งครั้งเรียกสติของทุกคนกลับมา “อันอันเจ้ากล่าวมากไปแล้ว เสี่ยวหลิวเจ้าอย่าไปฟังที่น้องสาวข้าพูดเลยไหนๆเราก็รู้จักกันและเป็นสหายกันแล้ว เช่นนั้นเรามาช่วยกันวางแผนในครั้งนี้ดีหรือไม่?แล้วก็ ถึงอย่างไรท่านก็เป็นแขกจากแดนไกลในฐานะเจ้าบ้านข้าควรให้เกียรติท่าน”
“เสี่ยวเฉิน? ข้าไปสนิทกับเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ก็เอาเถอะข้าจะไว้หน้าเจ้าสักหน่อย” เหอไฉเฉินขบคิดขึ้นทันทีทันใดเมื่อหนิงเฟยหลงเรียกตนเช่นนั้นแต่ที่ทำให้คิ้วของมันกระตุกนั่นเพราะประโยคสุดท้ายที่หนิงเฟยหลงกล่าวถึงนั้นย่อมหมายถึงว่าชายหนุ่มรู้ที่มาของตนแล้ว “ฉลาดเสียจริง” มันอดไม่ได้ที่จะลอบชมเชย
“ได้เลยเสี่ยวหลง...” หนิงเฟยหลงได้ฟังก็รู้สึกแปลกๆพิกลทั้งที่ตนเองเป็นผู้เริ่มเรียกก่อน“แต่ก็เอาเถอะข้าเรียกมันก่อนนี่เนอะ”
หนิงเฟยหลงกับเหอไฉเฉินพากันวางแผนต่ออีกสักพัก จนได้ข้อสรุปและข้อสรุปนั้นก็คือ ทำลายล้างกลุ่มของหนิงจิน!!
..........