ตอนที่ 17 ไปสู่เส้นทางแห่งคัมภีร์สามอักษรที่แตกต่าง (2)
เมื่อเสร็จสิ้นจากการเรียนในช่วงบ่าย อวี๋เจียวเดินลากขาสั้นๆ ของนางกลับไปยังสวนเหมย นางพักผ่อนอยู่บนตั่งสักครู่ จากนั้นจึงเริ่มจัดตารางเรียนให้แก่ตนเอง
หนึ่ง ตัวอักษรต้องเขียนและเรียนรู้ให้ดี หากนางต้องทนดูตัวหนังสือไก่เขี่ยของตัวเองทั้งชาติ นางคงทนไม่ได้
สอง ‘ตำราสอนหญิง’ และ ‘ข้อห้ามสตรี’ ตำราสี่สตรีพวกนี้ต้องเรียนรู้ให้ถ่องแท้ อย่าบอกนางว่าหญิงยุคใหม่ว่าควรมีลักษณะเช่นไร นางรู้เพียงว่านี่เป็นราชวงศ์ในยุคศักดินา และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือขอเพียงเรียนรู้เรื่องพวกนี้ให้ดีก็จะเป็นประโยชน์แก่นางในอนาคต ดูอย่างคนที่ถูกจับเข้าคุกในยุคนี้ คนพวกนั้นล้วนไม่รู้เรื่องกฎหมาย คนที่รู้กฎหมายจริงๆ มักจะรู้จักช่องโหว่ในการหนีความผิด ไม่มีทางจับคนพวกนี้เข้าคุกได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในยุคสมัยนี้ นางต้องกลายเป็นผู้มี ‘ความรู้’ คนหนึ่งให้ได้
สาม งานเย็บปักถักร้อยก็ต้องเรียนรู้ให้ดี ไม่เช่นนั้นหลายปีข้างหน้าต่อจากนี้เมื่อนางโตเต็มวัย นางคงไม่อยากให้สาวถึงขนาดต้องวาดรูปเพื่อสอนนางว่าควรดูแลรักษาทรวงอกอย่างไร อีกอย่างเรื่องนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานของสตรีที่ดีในยุคนี้ ต่อไปเรื่องที่จะทำหรือไม่ทำ กับเรื่องที่ทำเป็นหรือไม่เป็น มันเป็นคนละเรื่องกัน
สี่ พิณ หมากล้อม และการวาดภาพทั้งสามวิชานี้ ต้องกลับมาฝึกฝนบทเรียนของในแต่ละวัน สามวิชานี้ไม่ต้องเป็นเลิศแต่ผิดพลาดไม่ได้ อย่างน้อยหากถนัดวิชาใดวิชาหนึ่ง จะได้ไม่ถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะในภายหลัง
เมื่อจัดตารางเวลาทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว นางอาศัยจังหวะที่สาวใช้ไม่อยู่ โยนตารางเวลาเข้าไปในมิติ จากนั้นทำท่านั่งเขียนพู่กันจีน ยังไม่ทันจะเขียนเสร็จ อวี๋จือรุ่นก็มาถึงเสียก่อน
ตอนกลางวันอวี๋จือรุ่นเข้าเรียนสายเพราะไปเยี่ยมน้องสาว แต่ไม่รู้เพราะวันนี้อาจารย์สงสารที่เขามีน้องสาวเหมือนไม้ผุหรืออย่างไร ถึงได้ไม่ลงโทษเขาอย่างเหนือความคาดหมาย ดังนั้นเมื่อจบคาบเรียนแล้ว เขาจึงนำหนังสือที่เคยเรียนมามอบให้น้องสาว
เมื่อมาถึงกลับพบว่า ที่นี่มีเรื่องประหลาดใจมากกว่ากว่ารอเขาอยู่ เขาคิดไม่ถึงว่า เจียวเจียวของเขาสามารถอ่านเนื้อหาในตำราไปได้ถึงแปดหรือเก้าในสิบส่วน นี้เป็นสิ่งซึ่งผู้ที่เรียกตนเองว่ามีความจำดีเช่นเขายังทำไม่ได้ถึงเพียงนี้
ตอนนี้ เขารู้สึกเสียดายที่เจียวเจียวเป็นเด็กผู้หญิง หากเป็นเด็กผู้ชาย ด้วยความฉลาดของนาง พวกเขาสองคนพี่น้องประคับประคองส่งเสริมซึ่งกันและกัน อีกสิบปีข้างหน้าคงไม่ต้องกลุ้มใจว่าจะไม่มีผลงานในราชสำนัก น่าเสียดายยิ่งนัก เห้อ!
หลังจากถอนหายใจเบาๆ เขาก็ลูบไปที่มวยผมของน้องสาว ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยว่า “เจียวเจียว ในเมื่อเจ้าท่องมันได้ พี่รองคงไม่ต้องมาบ่อยๆ แล้ว เจ้าท่องจำตัวอักษรตาม ‘คัมภีร์สามอักษร’ ให้แม่นยำ จากนั้นทุกวันต่อจากนี้ให้เจ้าคัดตัวอักษรห้าบท แล้วให้เซียงฉี่ส่งไปที่เรือนด้านหน้า หลังจากพี่รองตรวจเสร็จแล้วค่อยส่งกลับมา เจ้าว่าเช่นนี้ดีหรือไม่”
รู้ว่าพี่รองมาแต่ละครั้งไม่ง่าย หากง่ายขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ทำไมตั้งครึ่งค่อนเดือนนางยังไม่เจอเขาสักครั้ง สองวันมานี้การที่พี่รองมาเยี่ยมบ่อยๆ เกรงว่าจะทำให้บางคนไม่พอใจ เพราะไม่อยากให้อีกง่ายมีเรื่องยุ่งยาก อวี๋เจียวหัวเราะเอ่ยว่า “ท่านพี่รองไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ต่อไปนี้ข้าจะให้เซียงฉี่ไปส่งตัวอักษรที่คัดทุกวัน หากมีจุดใดที่ไม่เข้าใจค่อยให้เซียงฉี่บอกท่านเจ้าค่ะ”
อวี๋จือรุ่นยิ้มอย่างดีใจ เขาลูบไปที่มวยผมของน้องสาวอีกครั้ง จากนั้นสอนนางคัดอักษรอยู่สักครู่ ถึงได้จากไปอย่างตัดใจไม่ได้
หลังจากพี่ชายจากไปแล้ว อวี๋เจียวกินข้าวเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงคัดตัวอักษรที่ต้องคัดในวันนี้จนเรียบร้อย เมื่อสาวใช้ทั้งสองคนออกไปแล้ว นางจึงมุดตัวเข้าไปในมิติ แล้วเปิด ‘คัมภีร์สามอักษร’ เริ่มทบทวนบทเรียนด้วยตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจดจำตัวอักษรในคัมภีร์
แม้จะเป็น ‘คัมภีร์สามอักษร’ เหมือนกัน แต่ประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง ทำให้เนื้อหาแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ‘คัมภีร์สามอักษร’ ที่นางเคยเรียนคือ เกาจู่รุ่งเรือง ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น กระทั่งถึงสมัยเซี่ยวผิง หวังหมั่งชิงบัลลังก์ แต่ที่นางอ่านอยู่ในตอนนี้คือ เกาจู่รุ่งเรือง ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น จนถึงอวี๋หยาง และเหอเจิงชิงบัลลังก์
คนที่ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนี้เช่นนางไม่รู้จะอธิบายต่อไปอย่างไร ตามประวัติศาสตร์ของเหยียนหวงที่นางได้เรียนมาคือ ฮั่นเกาจู่รบชนะเซี่ยงอวี่ จากนั้นก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ฮั่นสืบทอดกันยาวนานสองร้อยกว่าปี เมื่อถึงเซี่ยวผิงฮ่องเต้ จึงถูกหวังหมั่งแย่งชิงราชบัลลังก์
เมื่อลองเทียบกันดู “หรือว่าจะมีคนชื่อแซ่ฮั่นเกาจู่เหมือนกัน เมื่อต่อสู้จนชนะใคร คนนั้นจึงก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้นมา รอจนกระทั่งสืบทอดถึงอวี๋หยางฮ่องเต้จึงถูกคนที่ชื่อเหอเจิงช่วงชิงราชบัลลังก์”