คิดถึงเื่วันวาน น้ำตาพาลจะรินไหล
อ่อนแอจริงนะใจ ร้องทำไมแค่จากลา
เต็มใจรับทุกสิ่ง ที่จะวิ่งเข้ามาหา
ยอมรับการจากลา ไม่ว่าเจ็บซ้ำเจียนตาย
“คิดถึงพ่อจังเลยแม่!!....”
สายตากลมโตคู่สวยของวริทธิ์นันท์ เลื่อนเลยมองไปยังวัด ไปหยุดนิ่งอยู่ที่เจดีย์บรรจุอัฐิ จิตใจหวนคิดถึงบุพการีอีกคน ที่เสียชีวิตไปนานมากแล้ว ซึ่งน่าจะห้าหกปีได้แล้วมั้ง แต่ความรักความทรงจำดีๆ ยังคงฝังรากลึกให้ควรค่าแก่การจดจำ อยู่อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
“อืม!!”
ทองก้อนตอบรับเพียงสั้นๆ และรู้ตัวเองดีว่ายังคงเฝ้าคิดถึงคนไกล ที่จากไปไม่มีวันกลับ อยู่ทุกเมื่อเช้าวัน ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึง
“แม่!!... พ่อเคยเล่าให้ฟังตอนที่ประเทศเรามีคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นมันเป็ยังไงเหรอ!!?? แล้วแม่กับพ่อเจอกันและก็มาแต่งงานอยู่กันได้ยังไงอะ??”
วริทธิ์นันท์เลื่อนสายตาหันกลับมา มองใบหน้าเหี่ยวย่นตามอายุ ซึ่งเธอคิดว่าถึงคนตัวหน้าจะดูแก่ เหี่ยวย่นอย่างไร ก็ยังดูสวย หาไม่แล้วเธอก็ไม่สวยได้ขนาดนี้หรอก
ทองก้อนมองใบหน้าสวยหวานของผู้เป็ลูกสาว ความคิดก็หวนย้อนกลับไปนึกถึง ความหลังครั้งเก่าก่อน เมื่อตอนสมัยที่ตนเองอยู่ใน่วัยหนุ่มสาว......
:
ปีพุทธศักราช 2508……
เมื่อครั้งที่ประเทศไทยมีคอมมิวนิสต์เกิดขึ้น และในปีนี้ เป็ปีที่เรียกว่า ‘วันเสียงปืนแตก*’
ปัง...... ปัง...... ปัง......
ปัง...... ปัง...... ปัง......
เสียงปืนดังสนั่นเลื่อนลั่น ไปทั่วอาณาบริเวณ ผู้คน ประชาชนในหมู่บ้านหนองกรุง ต่างพากันหาที่หลบซ่อน บ้างก็หลบในบ้านช่องของตัวเอง บ้างก็ไปหลบที่หลุมหลบภัยที่ขุดเอาไว้ บ้างก็วิ่งหนีเข้าป่า พอลูกเมียไปแอบหลบอยู่ในบ้าน รอให้เสียงปืนสงบแล้วค่อยออกมาส่วนเด็กนักเรียนและครู ที่อยู่ที่โรงเรียน ก็ต่างพากันหาที่หลบซ่อนไปตามๆ กัน
“เงียบๆ ไว้นะนักเรียน อย่าส่งเสียงดัง”
เสียงทไทย ร้องสั่งเด็กนักเรียนออกมาเบาๆ แล้วหันหน้าไปมองสังเกตดูทางอาคารเรียน ซึ่งทไทย และครูอีกสองคน ได้พาเด็กนักเรียน มาหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า หลังโรงเรียน
ทไทยเป็คนที่มีความขยันหมั่นเพียร ขันแข็ง และมีอดทนเป็อย่างมาก พอร่ำเรียนจบก็ได้มาบรรจุเป็ใหญ่ ที่โรงเรียนบ้านหนองกรุงเลยในทันที ทไทยจึงย้ายถิ่นฐานบ้านเกิด มาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านหนองกรุงนี่ซะเลย เพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำงาน
“ชูวว์...... เงียบไว้ มีคนมา”
ทไทยหันมาพูดกับเด็กนักเรียนอีกรอบ ทุกคนพากันเงียบกริบราวกับเป่าสาก หัวใจของแต่ละคนหล่นร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม และต่างพากันจดจ้องมองไปยังอาคารเรียน เพื่อดูการเคลื่อนไหวของคนที่เข้ามา ซึ่งก็ได้เห็นกันถ้วนทั่ว ว่าคนที่เข้ามานั้นเป็ชายฉกรรจ์ มีกันสี่ห้าคน ถืออาวุธปืนมาด้วย
ชายฉกรรจ์เดินสำรวจตรวจตรา เข้าออกตามอาคารเรียน และบริเวณรอบๆ โรงเรียน ไปทุกซอกทุกมุมเลยก็ว่าได้ เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น ก็พากันเดินจากไป
“พวกมันไปกันแล้ว เราออกไปกันได้แล้วล่ะ”
ทไทยรอดูจนกระทั่งแน่ใจแล้วว่า ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น จะไม่ย้อนกลับมาอีก ก่อนจะพาครูและนักเรียนออกจากป่าหลังโรงเรียน กลับไปยังโรงเรียนตามเดิม
“พวกนี้พวกไหนกัน เป็พวกคอมมิวนิสต์หรือเปล่านะ?? หรือเป็พวกไหน?? ทำไมถึงบุกมาที่โรงเรียน พวกมันมาค้นหาอะไร?? จะเอาอะไรกัน??”
อาคม ครูอีกคนเปรยๆ ถามขึ้นอย่างสงสัยใคร่รู้เป็อย่างยิ่ง
“นั้นสิ!!??”
ทวยธง ครูอีกคนพยักหน้า สงสัยอย่างที่อาคมสงสัย
“เอาเถอะจะเป็ใครอะไรยังไง เราก็ต้องปกป้องและป้องกันคนของเขาให้ดีๆ วันนี้ก็ให้พวกเด็กเรียน กลับบ้านกันไปก่อนเวลาเลิกก็แล้วกัน หากให้เรียนกันต่อ คงไม่เป็อันเรียนหรอก”
ทไทยพูดแก่ครูทั้งสอง อย่างเป็การตัดบท
๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔
หมายเหตุ : วันเสียงปืนแตก* คือวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็วันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้อาวุธโจมตีกองกำลังของรัฐบาลไทยเป็ครั้งแรก กองกำลังของพรรคได้เรียกตนเองว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) เหตุเกิดที่บ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ทั้งได้ประกาศยุทธศาสตร์ “ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ใช้ชนบทล้อมเมือง และยึดเมือง” (ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)