คลุมถุงชน_End

    บทที่ 1 ความทรงจำ... 50%

    คิดถึงเ๱ื่๵๹วันวาน      น้ำตาพาลจะรินไหล

    อ่อนแอจริงนะใจ        ร้องทำไมแค่จากลา

    เต็มใจรับทุกสิ่ง         ที่จะวิ่งเข้ามาหา

    ยอมรับการจากลา     ไม่ว่าเจ็บซ้ำเจียนตาย



            “คิดถึงพ่อจังเลยแม่!!....”


            สายตากลมโตคู่สวยของวริทธิ์นันท์ เลื่อนเลยมองไปยังวัด ไปหยุดนิ่งอยู่ที่เจดีย์บรรจุอัฐิ จิตใจหวนคิดถึงบุพการีอีกคน ที่เสียชีวิตไปนานมากแล้ว ซึ่งน่าจะห้าหกปีได้แล้วมั้ง แต่ความรักความทรงจำดีๆ ยังคงฝังรากลึกให้ควรค่าแก่การจดจำ อยู่อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย


            “อืม!!”


            ทองก้อนตอบรับเพียงสั้นๆ และรู้ตัวเองดีว่ายังคงเฝ้าคิดถึงคนไกล ที่จากไปไม่มีวันกลับ อยู่ทุกเมื่อเช้าวัน ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึง


            “แม่!!... พ่อเคยเล่าให้ฟังตอนที่ประเทศเรามีคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นมันเป็๲ยังไงเหรอ!!?? แล้วแม่กับพ่อเจอกันและก็มาแต่งงานอยู่กันได้ยังไงอะ??”


            วริทธิ์นันท์เลื่อนสายตาหันกลับมา มองใบหน้าเหี่ยวย่นตามอายุ ซึ่งเธอคิดว่าถึงคนตัวหน้าจะดูแก่ เหี่ยวย่นอย่างไร ก็ยังดูสวย หาไม่แล้วเธอก็ไม่สวยได้ขนาดนี้หรอก


            ทองก้อนมองใบหน้าสวยหวานของผู้เป็๲ลูกสาว ความคิดก็หวนย้อนกลับไปนึกถึง ความหลังครั้งเก่าก่อน เมื่อตอนสมัยที่ตนเองอยู่ใน๰่๥๹วัยหนุ่มสาว......


            :


            ปีพุทธศักราช 2508……


            เมื่อครั้งที่ประเทศไทยมีคอมมิวนิสต์เกิดขึ้น และในปีนี้ เป็๲ปีที่เรียกว่า ‘วันเสียงปืนแตก*’


            ปัง...... ปัง...... ปัง......

            ปัง...... ปัง...... ปัง......


            เสียงปืนดังสนั่นเลื่อนลั่น ไปทั่วอาณาบริเวณ ผู้คน ประชาชนในหมู่บ้านหนองกรุง ต่างพากันหาที่หลบซ่อน บ้างก็หลบในบ้านช่องของตัวเอง บ้างก็ไปหลบที่หลุมหลบภัยที่ขุดเอาไว้ บ้างก็วิ่งหนีเข้าป่า พอลูกเมียไปแอบหลบอยู่ในบ้าน รอให้เสียงปืนสงบแล้วค่อยออกมาส่วนเด็กนักเรียนและครู ที่อยู่ที่โรงเรียน ก็ต่างพากันหาที่หลบซ่อนไปตามๆ กัน


            “เงียบๆ ไว้นะนักเรียน อย่าส่งเสียงดัง”


            เสียงทไทย ร้องสั่งเด็กนักเรียนออกมาเบาๆ แล้วหันหน้าไปมองสังเกตดูทางอาคารเรียน ซึ่งทไทย และครูอีกสองคน ได้พาเด็กนักเรียน มาหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า หลังโรงเรียน


            ทไทยเป็๞คนที่มีความขยันหมั่นเพียร ขันแข็ง และมีอดทนเป็๞อย่างมาก พอร่ำเรียนจบก็ได้มาบรรจุเป็๞ใหญ่ ที่โรงเรียนบ้านหนองกรุงเลยในทันที ทไทยจึงย้ายถิ่นฐานบ้านเกิด มาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านหนองกรุงนี่ซะเลย เพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำงาน


            “ชูวว์...... เงียบไว้ มีคนมา”


            ทไทยหันมาพูดกับเด็กนักเรียนอีกรอบ ทุกคนพากันเงียบกริบราวกับเป่าสาก หัวใจของแต่ละคนหล่นร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม และต่างพากันจดจ้องมองไปยังอาคารเรียน เพื่อดูการเคลื่อนไหวของคนที่เข้ามา ซึ่งก็ได้เห็นกันถ้วนทั่ว ว่าคนที่เข้ามานั้นเป็๞ชายฉกรรจ์ มีกันสี่ห้าคน ถืออาวุธปืนมาด้วย


            ชายฉกรรจ์เดินสำรวจตรวจตรา เข้าออกตามอาคารเรียน และบริเวณรอบๆ โรงเรียน ไปทุกซอกทุกมุมเลยก็ว่าได้ เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น ก็พากันเดินจากไป


            “พวกมันไปกันแล้ว เราออกไปกันได้แล้วล่ะ”


            ทไทยรอดูจนกระทั่งแน่ใจแล้วว่า ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น จะไม่ย้อนกลับมาอีก ก่อนจะพาครูและนักเรียนออกจากป่าหลังโรงเรียน กลับไปยังโรงเรียนตามเดิม


            “พวกนี้พวกไหนกัน เป็๞พวกคอมมิวนิสต์หรือเปล่านะ?? หรือเป็๞พวกไหน?? ทำไมถึงบุกมาที่โรงเรียน พวกมันมาค้นหาอะไร?? จะเอาอะไรกัน??”


            อาคม ครูอีกคนเปรยๆ ถามขึ้นอย่างสงสัยใคร่รู้เป็๞อย่างยิ่ง


            “นั้นสิ!!??”


            ทวยธง ครูอีกคนพยักหน้า สงสัยอย่างที่อาคมสงสัย


            “เอาเถอะจะเป็๞ใครอะไรยังไง เราก็ต้องปกป้องและป้องกันคนของเขาให้ดีๆ วันนี้ก็ให้พวกเด็กเรียน กลับบ้านกันไปก่อนเวลาเลิกก็แล้วกัน หากให้เรียนกันต่อ คงไม่เป็๞อันเรียนหรอก”


            ทไทยพูดแก่ครูทั้งสอง อย่างเป็๞การตัดบท


    ๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔๒๔




    หมายเหตุ : วันเสียงปืนแตก* คือวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็๞วันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้อาวุธโจมตีกองกำลังของรัฐบาลไทยเป็๞ครั้งแรก กองกำลังของพรรคได้เรียกตนเองว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) เหตุเกิดที่บ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ทั้งได้ประกาศยุทธศาสตร์ “ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ใช้ชนบทล้อมเมือง และยึดเมือง” (ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)