บทที่ 3 พ่อฟื้นแล้ว
บรรยากาศรอบกายตอนนี้เงียบสงัดและเหมาะเจาะยิ่งนัก ในระหว่างที่รอคอย เสิ่นหนานซิงได้วางแผนการฝังเข็มเพื่อรักษาพ่อไว้เรียบร้อยแล้ว เธอต้องลงมือช่วยชีวิตพ่อเดี๋ยวนี้!
เสิ่นหนานซิงเริ่มลงมือทั้งฝังเข็มและตรวจชีพจรควบคู่กันไป ปลายนิ้วของเธอขยับเขยื้อนอย่างรวดเร็ว พลิ้วไหวทว่าแม่นยำ เธอปักเข็มทองจำนวนมากลงไปตามจุดสำคัญทั่วร่างของเสิ่นฟางไห่
ในการฝังเข็มครั้งนี้ าแกระดูกร้าวที่ขาของพ่อก็ต้องได้รับการรักษาควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามกลายเป็โรคเรื้อรังในภายหลัง หลังจากวุ่นวายอยู่เกือบชั่วโมง เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ก็เริ่มผุดพรายขึ้นบนหน้าผากนวลของเสิ่นหนานซิง
ร่างกายนี้ยังอ่อนแอเกินไปจริง ๆ! เธอถอนหายใจออกมาแ่เบาพลางปักเข็มเล่มสุดท้ายลงไป เพียงไม่กี่นาทีต่อมา หยาดเืสีคล้ำข้นก็ค่อย ๆ ซึมออกมาจากจุดที่ฝังเข็มไว้ทุกส่วนบนร่างกายของเสิ่นฟางไห่
ตอนนี้เสิ่นหนานซิงไม่จำเป็ต้องลงมือจัดการเื่จุกจิกเอง เพราะ 001 ได้ทำหน้าที่เป็ผู้ช่วยจัดการเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ให้เรียบร้อย เหมือนกับตอนที่มันยังเป็ 007 ไม่มีผิด
หลังจากปล่อยให้เข็มทองทำงานอยู่บนร่างของพ่อเป็เวลายี่สิบนาที จนกระทั่งหยดเืที่ซึมออกมาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีแดงสด เสิ่นหนานซิงจึงเริ่มทยอยถอนเข็มทองออก
เธอเก็บเข็มทองเข้าที่อย่างระมัดระวัง เพราะเข็มทองเหล่านี้ดูโดดเด่นและมีค่าเกินไป ในเวลานี้เธอยังไม่สามารถนำมันออกมาให้ใครเห็นได้เด็ดขาด!
ร่างของบิดาที่อยู่บนเตียงยังคงจมอยู่ในนิทรา เสิ่นหนานซิงคาดคะเนว่าเขาจะฟื้นคืนสติใน่เช้าตรู่วันพรุ่งนี้ และหลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว ก็จะเหลือเพียงาแที่ขาซึ่งสามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้อย่างช้า ๆ
เมื่อจัดการเื่ของบิดาเสร็จ เสิ่นหนานซิงถึงพอมีเวลาว่างกลับมาดูแลาแของตัวเอง าแที่ศีรษะมีรอยเขียวช้ำอยู่บ้าง เธอตรวจสอบดูแล้วพบว่าเป็เพียงภาวะสมองกระทบกระเทือนเล็กน้อย จึงทำการกดจุดนวดคลึงให้ตัวเองสองสามครั้งก่อนจะเอนกายหลับไป
ทว่าเธอไม่ได้คิดจะรักษาาแนี้ให้หายสนิทไปเสียทีเดียว เธอยังจงใจกดมันแรง ๆ เพื่อให้รอยช้ำนั้นดูเด่นชัดยิ่งขึ้น หากาแหายไปเงียบ ๆ แบบนี้ ความเ็ปที่เธอได้รับมาจะไม่สูญเปล่าหรอกเหรอ?
อาจเป็เพราะิญญาเพิ่งกลับมาสวมร่าง พลังจิตยังคงอ่อนแรง ประกอบกับมีาแที่ศีรษะรบกวน ทำให้เสิ่นหนานซิงเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว เธอนอนหลับสนิทจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น และในขณะที่สติยังคงพร่าเลือน ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยเรียกให้เธอตื่น
"หนานซิง... หนานซิง..."
เสิ่นหนานซิงพยายามอย่างยิ่งที่จะลืมตาตื่นขึ้นมา และพบว่าเสิ่นฟางไห่ตื่นแล้วจริง ๆ
"พ่อคะ! พ่อรู้สึกอย่างไรบ้างคะ? เวียนหัวไหม? เจ็บที่ขามากหรือเปล่าคะ?" เสิ่นหนานซิงะโลงจากเตียงเฝ้าไข้ รีบถลาเข้าไปข้างเตียงแล้วคว้าข้อมือบิดามาตรวจชีพจรเป็อันดับแรก
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจ เสิ่นหนานซิงก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก พ่อไม่เป็อะไรแล้วจริง ๆ ที่เหลือก็แค่ดูแลรักษาแผลที่ขาต่อไปให้ดีเท่านั้น
"หนานซิง... ทำไมพ่อถึงมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลได้ล่ะ? แล้วทำไมลูกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?" เสิ่นฟางไห่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสับสนเล็กน้อย
นี่คือผลข้างเคียงจากฤทธิ์ยานอนหลับ แม้ว่าพิษส่วนใหญ่จะถูกขับออกไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีฤทธิ์ยาหลงเหลือตกค้างอยู่บ้าง ซึ่งต้องให้ร่างกายของเสิ่นฟางไห่ค่อย ๆ ขจัดออกไปตามธรรมชาติ
"พ่อคะ พ่อขับรถชนต้นไม้จนขาาเ็แล้วก็หมดสติไปตั้งสามวันเต็ม ๆ เลยค่ะ! ทำเอาแม่กับหนูใแทบแย่ แม่เฝ้าพ่อติดต่อกันหลายวันจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน หนูเลยบังคับให้แม่กลับไปพักผ่อนเมื่อเย็นวานนี้เองค่ะ"
เสิ่นหนานซิงวางมือของบิดาลงอย่างเบามือ แล้วลุกขึ้นไปรินน้ำส่งให้เขา
"หนานซิง... แล้วหน้าผากลูกไปโดนอะไรมาเหรอ?" เสิ่นฟางไห่ที่นอนอยู่บนเตียงยังไม่ทันจะได้จิบน้ำ ก็สังเกตเห็นาแน่ากลัวบนศีรษะของลูกสาวเข้าเสียก่อน
"ก็เพราะยัยหลิวผิงนั่นยังไงล่ะ!" ก่อนที่เสิ่นหนานซิงจะทันได้เอ่ยตอบ ซูอวี้จู๋ที่เดินมาถึงหน้าประตูห้องพอดี ก็โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงโกรธจัด
"อวี้จู๋... คุณพูดอะไรน่ะ?" เสิ่นฟางไห่ที่สมองยังประมวลผลได้ไม่เต็มที่เพราะฤทธิ์ยา จ้องมองภรรยาด้วยความมึนงง
"แม่คะ? มาพอดีเลยค่ะ เดี๋ยวหนูจะไปตามคุณหมอให้มาดูอาการพ่อนะคะ" เสิ่นหนานซิงเห็นท่าไม่ดีที่มารดากำลังโกรธจัด จึงรีบหาทางเลี่ยงเดินออกไปก่อน
เมื่อวานเธอเกรงว่าแม่จะกังวลจึงได้ปกปิดที่มาของแผลไว้ ตอนนี้การหลบฉากไปก่อนย่อมเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
เธอรีบตรงไปยังห้องทำงานของแพทย์ เมื่อหมอเ้าของไข้ทั้งสองคนได้ยินว่าคนไข้ฟื้นแล้ว จึงรีบเดินตามเสิ่นหนานซิงไปยังห้องพักทันที
ซูอวี้จู๋ที่ยืนอยู่ในห้องมองตามหลังลูกสาวที่หนีออกไปพลางถอนหายใจ เธอรู้สึกว่าลูกสาวดูโตขึ้นและฉลาดเฉลียวขึ้นมาก ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน เมื่อนึกถึงหนานฮุ่ยลูกสาวบ้านพี่ใหญ่ที่วัน ๆ เอาแต่กินล้างกินผลาญ ในขณะที่ลูกสาวของเธอต้องมาตรากตรำเจอเื่เลวร้ายเช่นนี้
เื่ราวในโลกใบนี้ ทำไมถึงได้ขาดความยุติธรรมขนาดนี้กันนะ?
เมื่อวานหนานซิงไม่ยอมบอกว่าแผลได้มาจากไหน แต่เธอก็อดสงสัยไม่ได้ และเมื่อกลับถึงบ้าน เพียงแค่ลองหยั่งเชิงพูดขึ้นบนโต๊ะอาหาร หลิวผิงก็หลุดปากยอมรับออกมาเองอย่างหน้าไม่อาย
สามีของเธอทำงานตัวเป็เกลียวเลี้ยงดูคนทั้งบ้าน แต่ลูกสาวของเธอแค่จะเอาหมั่นโถวไม่กี่ลูกมาส่งให้แม่กลับถูกตีจนหัวร้างข้างแตก นี่มันตรรกะวิบัติอะไรกัน!
เมื่อวานซูอวี้จู๋โกรธจนถึงขั้นคว่ำโต๊ะอาหารจนบ้านวุ่นวายไปหมด ผลที่ตามมาคืออาหารเช้าของวันนี้เธอถูกแม่สามีสั่งงดไว้ ดังนั้นตอนนี้เธอจึงไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิด
"พูดอะไรอย่างนั้นเหรอ? ก็บอกว่าหนานซิงแค่จะเอาหมั่นโถวมาส่งให้ฉันแล้วโดนยัยนั่นตีเอาไงล่ะ! ดูาแนั่นสิ จะปล่อยให้ใครเห็นได้ที่ไหน! เสิ่นฟางไห่... คุณส่งเงินให้บ้านนั้นครึ่งหนึ่งทุกเดือน ฉันก็ไม่เคยว่าอะไรสักคำ"
"แต่แม่ของคุณกับพี่สะใภ้ของคุณล่ะ... พวกเขาเกาะเรากิน ใช้เงินของเรา แล้วยังมาทำร้ายลูกสาวฉันแบบนี้อีก! ต่อให้เดินไปจนสุดขอบโลกก็ไม่มีเหตุผลบ้าบอแบบนี้หรอก!"
ซูอวี้จู๋นั่งลงที่ขอบเตียงด้วยความฉุนเฉียว เธอวางกล่องข้าวเปล่าลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ก่อนที่เสิ่นฟางไห่จะทันได้อ้าปากถามอะไร เสิ่นหนานซิงก็พาคุณหมอเข้ามาพอดี
หลังจากคุณหมอตรวจอาการอย่างละเอียด ก็พบว่าเมื่อเสิ่นฟางไห่ฟื้นขึ้นมาแล้วก็ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงอีก เหลือเพียงาแกระดูกร้าวที่ขาซึ่งต้องทำแผลอีกครั้งใน่บ่าย จากนั้นก็สามารถออกจากโรงพยาบาลกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เลย
การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อและกระดูกนั้นต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งร้อยวัน หมอจึงกำชับว่าอีกสามเดือนค่อยกลับมาตรวจซ้ำอีกครั้งก็เพียงพอ
อันที่จริง หลังจากที่เสิ่นหนานซิงแอบฝังเข็มให้เมื่อคืน ร่างกายของเสิ่นฟางไห่ก็ฟื้นฟูไปมากแล้ว าแที่ขาใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็น่าจะหายสนิทโดยไม่มีอาการแทรกซ้อน
ทว่าเสิ่นหนานซิงไม่คิดจะเร่งระยะเวลาการฟื้นตัวของบิดาให้เร็วขึ้น เพราะอย่างแรก การหายป่วยที่รวดเร็วผิดปกติย่อมไม่สมเหตุสมผล แม้เธอจะมีวิชาแพทย์ที่สามารถดึงคนจากขุมนรกหรือรักษาแผลให้หายได้ในพริบตา แต่เธอก็ไม่อาจทำสิ่งที่ขัดต่อหลักสามัญสำนึกได้
และเหตุผลที่สอง คือเธอ้าให้พ่อได้พักผ่อนนิ่ง ๆ ต่ออีกสักระยะ เพื่อที่เขาจะได้มีเวลาเห็นให้เต็มสองตาว่าคนตระกูลเสิ่นนั้นมีจิตใจที่คับแคบและใจดำเพียงใด!
เื่นี้จะเร่งรีบไม่ได้ เสิ่นหนานซิงทำได้เพียงค่อย ๆ ดำเนินการไปทีละขั้นตอน หากเธอพูดอะไรออกไปตรง ๆ ตอนนี้เสิ่นฟางไห่ก็คงยากจะเชื่อ เพราะอย่างไรเขาก็ยังมองว่าคนเ่าั้คือคนในครอบครัว
ในใจของพ่อไม่ใช่ว่าไม่มีพี่น้องหรือแม่ แต่เป็เพราะเขามีความกังวลและผูกพันมากจนเกินไป ครั้งนี้เธอจะทำให้เขาต้องเป็คนตัดสายสัมพันธ์ที่เน่าเฟะนั้นทิ้งด้วยน้ำมือของเขาเอง!
เมื่อเห็นว่าสามีปลอดภัยดีและสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในบ่ายวันนี้ อารมณ์ของซูอวี้จู๋ที่เคยขุ่นมัวก็ดูจะปลอดโปร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"เมื่อวานลูกก็ไม่ยอมบอกแม่ด้วยนะ เื่หัวเนี่ยไม่ใช่เื่เล่น ๆ เลย เดี๋ยวแม่จะพาไปให้หมอตรวจดูอีกที" พูดจบ เธอก็หันไปค้อนขวับใส่เสิ่นฟางไห่อย่างแรงหนึ่งที
"แม่คะ หนูไม่เป็ไรจริง ๆ ค่ะ ป้าสะใภ้ใหญ่แค่เห็นว่าหนูจะเอาหมั่นโถวมาให้แม่ เธอก็เลยผลักหนูออกมา เป็เพราะหนูหลบไม่ทันเองล่ะค่ะ ต่อไปหนูจะไม่ยอมยืนนิ่ง ๆ ให้เธอรังแกอีกแล้ว!"
เสิ่นหนานซิงส่ายหัวพลางเอ่ยปลอบใจ เธอต้องเริ่มแสดงจุดยืนให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้น และเื่นี้เธอจะค่อย ๆ ทำให้พ่อกับแม่คุ้นชินไปเอง
"หนานซิง... ลูกพูดจริงเหรอ?" เสิ่นฟางไห่ขมวดคิ้วมุ่นขณะนอนมองลูกสาว
"เสิ่นฟางไห่! คนในครอบครัวคุณเป็อย่างไร คุณไม่ใช่รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วเหรอ?" ซูอวี้จู๋โกรธจนลมแทบจับ
"อวี้จู๋... เื่โควตางานของผมเมื่อก่อน ถือว่าผมเป็หนี้พี่ใหญ่ พี่เขาไม่มีรายได้ประจำ ส่วนเราเองก็ยังไม่ได้แยกบ้านกันอย่างเป็ทางการ การที่ผมจะจุนเจือเงินไปบ้างมันก็เป็สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เหรอ"
"ส่วนเื่ที่พี่สะใภ้ทำเกินกว่าเหตุในครั้งนี้ พ่อสัญญาว่ากลับไปจะคุยให้รู้เื่เอง! หนานซิง... มาหาพ่อหน่อยสิลูก มาให้พ่อดูแผลหน่อย"
เสิ่นฟางไห่กวักมือเรียกเสิ่นหนานซิงเข้าไปใกล้เพื่อจะลูบหัวปลอบโยน พร้อมกับส่งสายตาขอร้องไปยังซูอวี้จู๋ ซูอวี้จู๋นึกถึงเื่ที่ทั้งสองเคยปรึกษากันเป็การส่วนตัวขึ้นมาได้ จึงยอมสงบปากสงบคำและไม่ชวนเขาทะเลาะต่ออีกในตอนนี้