หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 60 รายงาน
ณ จวนตระกูลไป๋
เสนาบดีไป๋นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวน เขาหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้าก่อนที่จะมีคนเข้ามาแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"เรียนท่านเสนาบดี เรื่องที่ให้ข้าน้อยไปสืบ ได้ความมาแล้วขอรับ"
"ว่ามา"
"สนมไป๋แอบลักลอบออกนอกวังไปพบกับบุรุษจริงๆ ขอรับ"
เสนาบดีไป๋ลูบเคราของตัวเองอย่างใช้ความคิด ก่อนหน้านี้มีข่าวลือเรื่องต้าหนี่แอบหนีออกมานอกวัง ทำให้เขาต้องสืบหาความจริง ต้องบอกก่อนว่าการเป็นสนมนั้นมีธรรมเนียมปฏิบัติมากมาย หนึ่งในนั้นคือการออกจากวังแต่ละครั้งต้องผ่านการอนุญาตจากผู้เป็นใหญ่ในฝ่ายในหรือฮ่องเต้โดยตรงเท่านั้น
แต่จากที่เขารู้มา ต้าหนี่ซึ่งดำรงตำแหน่งสนมระดับเฟย มีความสัมพันธ์ไม่ดีนักกับฮองเฮา ดังนั้นการที่มีคนเห็นต้าหนี่อยู่นอกวังจึงคาดเดาได้เลยว่านางต้องแอบหนีออกมาอย่างแน่นอน
เสนาบดีไป๋ตัดสินใจส่งต้าหนี่เข้าไปฝ่ายใน เพราะหลายปีที่ต้าหนี่อยู่ข้างกาย นางสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ดี จนคิดว่าเมื่อนางเข้าวังไปแล้วจะกลายเป็นกำลังหลักจากทางฝ่ายในให้เขาได้อีกทางหนึ่ง
ใครจะไปคิดว่านางกลับเป็นพวกเบาปัญญาเห็นกาดีกว่ามังกร แอบออกจากวังโดยไม่ได้รับอนุญาต ขนาดเขายังรู้ แล้วคนอย่างฮ่องเต้และฮองเฮาจะไม่รู้ได้อย่างไร สงสัยเขาต้องหาทางตัดเนื้อร้ายก้อนนี้ออกเสียแล้วกระมัง เขาได้แต่คิดในใจ ก่อนจะหันไปถามอีกฝ่ายขึ้นอีกว่า
"แล้วเรื่องคนของเราที่ถูกจัดการ หาคนลงมือทำได้แล้วหรือยัง"
"ข้าน้อยยังหาไม่ได้เลยขอรับ ราวกับทุกอย่างเกิดขึ้นโดยบังเอิญมากกว่าขอรับ"
"บังเอิญงั้นหรือ?"
เสนาบดีไป๋ขมวดคิ้วเป็นปมเมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานของสายลับมือหนึ่งของเขา ก่อนหน้านี้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ต่างถูกไล่ออก บ้างก็ถูกจับได้ว่าปกปิดการกระทำความผิดร้ายแรง บ้างก็ถูกจับได้ว่าทุจริต
ที่น่าแปลกคือคนที่ถูกไล่ออกเหล่านั้นกลับเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเขา ราวกับมีคนจงใจทำมากกว่าความบังเอิญ แต่เมื่อสายลับยังไม่พบเบาะแสหรือข้อมูลใดๆ เขาจึงเลิกสนใจเรื่องนี้ชั่วคราว และหันไปคิดเรื่องของต้าหนี่แทน
------
ณ วังหลวง
ฮ่องเต้นั่งฟังคำรายงานจากองครักษ์คนสนิทอยู่เงียบๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของขุนนาง หรือแม้แต่เรื่องราวภายในวังหลัง
"ฮองเฮาเสด็จ"
เสียงขันทีหน้าห้องขานเรียกฮองเฮาเสียงดัง ผู้คนในห้องจึงหยุดการสนทนาลงชั่วคราว
"ถวายบังคนฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปีเพคะ"
"ลุกขึ้นๆ ฮองเฮา เราบอกแล้วไงว่าอยู่สองคนไม่ต้องมีพิธีรีตองขนาดนี้"
"ก็เราไม่ได้อยู่กันสองคนเสียหน่อยเพคะ"
ฮ่องเต้ที่ได้ยินคำตอบของฮองเฮาก็ยิ้มออกมาก่อนจะส่ายหัวเบาๆ เขาส่งสัญญาณให้องครักษ์ออกไป ก่อนจะหันมาพูดคุยกับอีกฝ่าย
"มาหาข้าแต่เช้าแบบนี้คงไม่ใช่เพราะคิดถึงหรอกนะ ใช่หรือไม่"
"ถ้าบอกว่าใช่จะเชื่อหรือไม่เพคะ"
ฮ่องเต้หัวเราะอย่างอารมณ์ดีออกมา ที่เขาเลือกสตรีผู้นี้เป็นจอมนางคู่บัลลังก์เพราะนอกจากนางจะเพียบพร้อมทั้งกิริยามารยาทแล้ว ยังมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าสตรีคนอื่นๆ ที่เคยพบเจอมาอีกด้วย
"ฮ่าๆๆ เอาเถอะเราเชื่อเจ้า นอกจากความคิดถึงแล้ว เจ้ามีสิ่งใดอยากบอกเราอีกหรือไม่"
ฮองเฮาที่ได้ยินคำถามก็มองค้อนอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้ที่รู้ทัน
"มีคนมาบอกหม่อมฉันว่าเห็นสนมไป๋เดินอยู่ข้างนอกวังราวครึ่งเดือนก่อน ฮ่องเต้ทรงเคยอนุญาตให้นางออกไปนอกวังด้วยหรือเพคะ?"
"เรานึกว่าเจ้าเป็นคนอนุญาตให้นางออกไปเสียอีก"
"ขนาดหน้านางยังไม่คิดจะมาพบหม่อมฉันเลยเพคะ สายข่าวของหม่อมฉันบอกว่านางออกไปพบบุรุษแปลกหน้าเสียด้วย"
คำตอบของฮองเฮาทำให้เขารู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนหน้านี้องครักษ์ก็เคยมารายงานเรื่องนี้แล้วเหมือนกัน แต่เขาคิดว่าการที่สนมคนหนึ่ง อยากออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเป็นเรื่องปกติจึงไม่ได้ให้องครักษ์ของตัวเองสืบข่าวต่อ
"นางไปพบใคร?"
"หม่อมฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพคะ หากพระองค์อยากรู้คงต้องส่งคนไปสืบดูเอง"
ฮ่องเต้ที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า ก่อนจะเรียกองครักษ์มาสั่งการทันที
-------
ณ ท้องพระโรง
หลังจบเรื่องส่วนตัว ก็ต่อด้วยงานราชกิจ วันนี้เป็นประชุมใหญ่ที่หนึ่งเดือนจะจัดขึ้นหนึ่งครั้ง ทำให้มีเหล่าขุนนางมากมายมารวมตัวกันเพื่อรายงานความคืบหน้าของงานที่ตนเองรับผิดชอบ
การรายงานความคืบหน้าของงานที่ตัวเองรับผิดชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นเสนาบดีกรมต่างๆ หรือขุนนางระดับสูงของกรมนั้นๆ เป็นผู้รายงาน
ทุกอย่างดำเนินการไปตามปกติ มีข้อสงสัยที่ให้ถามตอบกันได้ มีการแนะนำ รวมทั้งชื่นชมในการทำงาน จนจบการรายงานของกรมคลังที่รายงานเป็นกรมสุดท้ายของวันนี้ ฮ่องเต้ก็คิดจะเอ่ยปิดประชุม แต่กลับมีขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
"ทูลฝ่าบาท เรายังมีส่วนงานที่ยังไม่ได้รายงานความคืบหน้าอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ"
"ขาดหน่วยงานไหนกัน?"
"ก็ใต้เท้าหลี่ ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตไงพ่ะย่ะค่ะ นี่ก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว ท่านได้ทำสิ่งใดไปแล้วบ้าง ช่วยอธิบายให้พวกเราทุกคนฟังหน่อยได้หรือไม่"
เหล่าขุนนางที่ได้ยินเช่นนั้นต่างมองหน้ากัน ก่อนจะมองไปทางหลี่ต้า ที่กำลังยืนสงบนิ่งไม่มีท่าทีตื่นตกใจแต่อย่างใด ฮ่องเต้ที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกสบายใจ ก่อนจะอนุญาตให้หลี่ต้ารายงานผลดำเนินการตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของเขา
"ทูลฝ่าบาท ในมือกระหม่อมคือรายชื่อบุคคลที่ทำการทุจริต รวมถึงหลักฐานการกระทำความผิดทั้งหมด ที่กระหม่อมสืบหาได้พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่ต้าหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกจากแขนเสื้อก่อนจะส่งให้ขันทีคนสนิท นำขึ้นไปถวายฮ่องเต้
การที่หลี่ต้ากับหลี่กังผู้เป็นอา และผู้ช่วยที่ไม่เอ่ยนาม อยู่ที่เมืองหลวง ไม่เพียงหาข้อมูลสนับสนุนเรื่องใต้เท้าเฉินผู้นั้น พวกเขายังหาข้อมูลการทุจริตเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายของเหล่าขุนนางมาเผื่อไว้ในกรณีเช่นนี้อีกด้วย
รายชื่อขุนนางรวมทั้งข้อมูลการทุจริตอย่างการรับส่วย ช่วยคนผิด คิดใต้โต๊ะ ทำให้ฮ่องเต้อดที่จะชื่นชมหลี่ต้าผู้นี้ไม่ได้ แค่ดูก็รู้แล้วว่าสมุดเล่มนี้น่าจะมีการเตรียมการไว้ใช้ในยามจำเป็น หากไม่มีคนพาดพิงถึง หลี่ต้าก็จะยังไม่หยิบมันออกมาอย่างแน่นอน
อีกอย่างที่น่าสนใจคือ หลี่ต้าเลือกที่จะหยิบตำราส่งให้กับเขา แทนที่จะอ่านรายชื่อผู้กระทำผิด ดูก็รู้ว่าจงใจให้เขาเป็นคนออกหน้า ความผิดเหล่านี้ไม่ใช่เขาไม่รู้ แต่เพราะมันเป็นความผิดที่สามารถหลับตาบ้างลืมตาบ้างได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่สนใจ แต่ในเมื่อหลี่ต้าเลือกนำมันออกมาใช้ แก้สถานการณ์ จะไม่ให้เขาจัดการได้อย่างไร
"รายชื่อกับหลักฐานเหล่านี้ ท่านเป็นคนรวบรวมมาเองทั้งหมดเลยหรือ?"
"พ่ะย่ะค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นกระหม่อมกับผู้ช่วย ช่วยกันหาข้อมูลมา จริงๆ แล้วกระหม่อมก็ยังไม่อยากรายงานเพราะกลัวจะส่งผลกระทบต่อหลายๆ กรม แต่เพราะใต้เท้าสุ่ยต้องการเห็นความคืบหน้า กระหม่อมจึงต้องนำมันออกมาพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม รายชื่อเหล่านี้เราจะส่งให้คนไปตรวจสอบอีกครั้ง หากพวกเขากระทำผิดจริง เราจะลงโทษตามสมควรเอง"
"เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพ่ะย่ะค่ะ"
เหล่าขุนนางที่เห็นเช่นนนั้นต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จะมีสักกี่คนที่ใจซื่อมือสะอาด ไม่เคยรับใต้โต๊ะ ดังนั้นต่างคนต่างรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ มองไปทางใต้เท้าสุ่ยด้วยสายตาตำหนิเป็นเชิงว่า 'หากเจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ'
หลี่ต้าที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มเยาะขึ้นในใจ ข้อมูลเหล่านี้ครอบครัวของเขาใช้เวลาหลายปีในการเก็บรวบรวม โดยเฉพาะเป่าเปาที่มักจะได้ข้อมูลสำคัญๆ มาอยู่เสมอ พวกเขาเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี พวกเจ้าเตรียมตัวรับมือให้ดีก็แล้วกัน