(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 51 สัญลักษณ์ของนิกายเทียนหมิง

            ทุกสายตาภายในลานกว้างต่างจับจ้องมายังร่างของหลัวหยาง ผู้ซึ่งยืนสงบเงียบอยู่กลางแสงแดดที่สาดส่องผ่านม่านเมฆอันบางเบา


            ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ใหม่จากทั่วแคว้นหรือเหล่าผู้อาวุโส ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีคำถามเดียวกันอยู่ในใจ


            ชายหนุ่มผู้มีอากัปกิริยาสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในสระโบราณผู้นี้ เขาครอบครองร่างศักดิ์สิทธิ์ประเภทใดกันแน่


            เหยินเฟย ผู้มีเนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทรา จ้องมองเขาด้วยนัยน์ตาที่เปล่งประกายระยิบระยับ


            ท่ามกลางความเงียบของหัวใจ นางเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้


            “หึ? ไอ้เด็กบ้านั้น!”


            ขณะเดียวกัน หลงเซียวเหยา ผู้มีร่างศักดิ์สิทธิ์มังกรเก้าสวรรค์กลับยืนกอดอกด้วยแววตาไม่พอใจ


            คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดที่ไม่สามารถอธิบายได้ ชายหนุ่มเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมแววตาของผู้อื่นจึงจับจ้องไปที่หลัวหยางมากกว่าที่พวกเขาจับจ้องตนเอง ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในร่างศักดิ์สิทธิ์ที่แทบจะไร้เทียมทาน


            แต่ก่อนที่เสียงซุบซิบทั้งลานจะเพิ่มขึ้นจนเกินจะควบคุม ชายชราหวังฉีก็ได้กระแอมเบาๆออกมา เรียกสายตาของทุกคนกลับมายังตนเอง และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังราบเรียบ


            “ชายหนุ่มที่มีนามว่าหลัวหยางผู้นี้.. แตกต่างจากใครทั้งสิ้น!”


            “พรสวรรค์ของเขา.. ศักยภาพของเขา.. อาจบอกได้ว่าไร้คู่เปรียบ ไม่มีคำใดจะบรรยายได้ว่าเขามีศักยภาพเทียบเท่าใครในที่แห่งนี้”


            “เพราะสิ่งที่หลัวหยางได้แสดงให้เห็นยามเข้ารับการทดสอบกับเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงนั้น ทั้งหมดมันเหนือความคาดหมายไปมาก!”


            เสียงของหวังฉีหยุดลงชั่วขณะ ราวกับจงใจให้ทุกคนได้ตั้งใจฟัง


            ชายชราหลับตาลงช้าๆ ราวกับกำลังนึกย้อนไปถึงสิ่งที่ตนเองได้เห็นมากับตา แล้วจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


            “ในขณะที่ยกมือแตะมือบนเสาศักดิ์สิทธิ์พื้นดินทั่วทั้งลานทดสอบก็เกิดการสั่นสะเทือนทันที ประกายแสงสีรุ้งเจ็ดเฉดพุ่งสาดออกมารอบทิศทาง ฟ้าดินเบื้องบนเบื้องล่างราวกับสั่นสะเทือนด้วยแรงของการเปิดเผยความลับจากฟากฟ้า”


            ทันใดนั้นชายชราก็โบกมือออกมา ก่อนที่ประกายแสงจากแหวนมิติบนนิ้วมือจะสว่างวาบขึ้น


            และสิ่งที่ตามมาก็คือเสียงดังสนั่นที่สั่นสะเทือนพื้นหินทั่วทั้งลาน แท่งหินสีดำขนาดใหญ่สูงกว่าสามจั้งตกกระแทกลงกับพื้น เสียงสะเทือนนั้นทำให้สายลมหยุดพัด คลื่นพลังในอากาศหยุดเคลื่อนไหว ดวงตาของทุกผู้คนในที่นั้นเบิกกว้างเกินจะควบคุม


            “นี่คือเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิง..”


            “ที่แตกหักลงต่อหน้าต่อตาข้า!”


            ผู้อาวุโสรุ่นใหญ่ของนิกายทั้งหลายรีบก้าวเท้าขึ้นมายังแท่งเสาหินที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน


            สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนก ผู้ที่ถือคัมภีร์อยู่ทำหลุดมือโดยไม่รู้ตัว บางคนถึงขั้นทรุดลงไปคุกเข่าแล้วลูบไล้พื้นผิวหินที่ไร้ซึ่งคลื่นพลัง นัยน์ตาของทุกคนเบิกกว้างจนถลน ใบหน้าถอดสีราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง


            “นะ..นี่มันเป็นไปไม่ได้! ท่านหวังฉี! มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?!”


            “เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิง.. สัญลักษณ์แห่งนิกายเราที่ตั้งตระหง่านมาเกินกว่าพันห้าร้อยปี.. ถูกทำลายลงได้อย่างไร?!”


            “ใช่แล้ว! ท่านต้องอธิบายให้กระจ่าง เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเรื่องน้อยเลยนะ!”


            “หากคำพูดที่ท่านกล่าวเป็นจริง มันคือหายนะหรือไม่ก็เป็นปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์!”


            “บ้าไปแล้ว! สิ่งนี้คือยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้า เป็นอาวุธแห่งค่ายกลที่ตั้งรากมาแต่ยุคโบราณ!”


            เสียงอุทานและเสียงกล่าวอย่างตกใจดังขึ้นเป็นระลอก ผู้คนเบียดเสียดกันเข้ามาล้อมเสาหิน ทว่าทั้งหมดที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่า


            เสาศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเปล่งประกายพลังวิญญาณอย่างน่าเกรงขาม


            บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงแท่งหินไร้พลังที่ไม่มีแม้แต่การตอบสนองต่อพลังปราณขั้นพื้นฐาน


            “เสาศักดิ์สิทธิ์..”


            “เสาศักดิ์สิทธิ์ของเรา..”


            ผู้อาวุโสวัยชราผู้หนึ่งถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เพราะตัวของเขานั้นเติบโตมาพร้อมกับสิ่งนี้ มันคือเครื่องหมายของศักดิ์ศรี มันคือหัวใจของนิกาย เป็นตำนานที่มีชีวิต และบัดนี้มันกลับถูกชายหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักทำลายลงด้วยการแตะเพียงคราเดียว


            ขณะที่ทุกคนต่างวิ่งวุ่นด้วยความสับสน ตัวของหวังฉีกลับยืนสงบนิ่ง สีหน้าของเขาไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ความเศร้า แต่เป็นแววตาของผู้ที่ได้เห็นบางสิ่งเกินกว่าผู้อื่น เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับหลัวหยาง แล้วเอ่ยออกมาอย่างตั้งใจ ราวกับกระซิบกับโชคชะตาที่เกิดขึ้น


            “...หากผู้ใดสามารถทำให้เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงหักได้ นั่นหมายความว่าชายหนุ่มคนนี้มิใช่เพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดายังไงละ”


            คำพูดของหวังฉีที่ประกาศออกมา ราวกับเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของทุกผู้คนในบริเวณลานกว้าง


            สติที่ว้าวุ่นของบรรดาผู้อาวุโสถูกเรียกกลับมาทันที พวกเขาทั้งหมดเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจและเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ


            สายตาหลายคู่ที่เคยล่องลอยอยู่กับคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไร บัดนี้จ้องมองไปยังชายหนุ่มผู้หนึ่งอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย


            ท่าทีของเขาทำให้ความเคลือบแคลงในใจของผู้คนเริ่มสั่นคลอน


            เพราะคนธรรมดาเมื่อรู้ว่าตนได้ทำลายยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าจะต้องตระหนกตกใจหรือไม่ก็รีบป่าวประกาศอย่างตื่นเต้น


            แต่ชายผู้นี้กลับยืนเงียบ ไร้ปฏิกิริยาใดๆ แววตาของเขามิได้จดจ่อกับใครเลยด้วยซ้ำ


            แต่กลับทอดมองไปยังเสาศักดิ์สิทธิ์ที่แตกหักสองท่อนนั้นด้วยสายตานิ่งลึกและเว้าวอนบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจ


            ด้านบรรดาศิษย์หน้าใหม่ที่อยู่ห่างออกไปก็เริ่มแสดงสีหน้าสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง


            หลายคนได้ยินเรื่องเล่าของเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงมาก่อน


            มันคือยุทธภัณฑ์ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของนิกาย ถูกสืบทอดจากบรรพบุรุษแห่งสำนักที่ก่อตั้งนิกายมากว่าพันห้าร้อยปี มีคุณสมบัติในการวัดระดับพรสวรรค์และศักยภาพของผู้เข้าสอบได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ไม่เคยพลาดหรือคลาดเคลื่อน


            และสำคัญกว่านั้นคือมันไม่เคยเกิดความเสียหายใดๆ


            ต่อให้ถูกใช้งานนับครั้งไม่ถ้วนโดยผู้มีพลังล้นฟ้าจากรุ่นสู่รุ่น จะมีใครเชื่อหรือไม่ว่าชายหนุ่มที่อายุดูไม่เกินยี่สิบปีคนหนึ่ง ซึ่งแม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยเป็นที่กล่าวขวัญในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร จะมีพลังมากพอที่จะทำให้ยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าชิ้นนี้ถึงกับแตกออกเป็นสองท่อน


            บ้างแสดงความเคลือบแคลง บ้างก็ยอมรับความเป็นไปไม่ได้อย่างสงบนิ่ง


            ทว่าในท่ามกลางคลื่นความไม่แน่ใจที่กำลังก่อตัวอยู่นั้น เสียงหัวเราะแห้งๆก็แทรกขึ้นมาเรียกความสนใจของทุกคน


            “ฮะ.. ฮะ. ไร้สาระน่า!”


            น้ำเสียงนั้นเป็นของหลิงเทียนจวิน องค์ชายแห่งตระกูลหลิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล


            เขายกมือขึ้นลูบไรผมของตนเองที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อแล้วกล่าวออกมาพร้อมแววตาที่พยายามฝืนยิ้ม


            “พวกเจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่ นั่นน่ะคือเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงนะ”


            “ยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าของแท้ที่อยู่คู่กับนิกายมาเกินกว่าพันปี เป็นสมบัติฟ้าดินที่ถือกำเนิดจากพลังแห่งธรรมชาติแท้จริง!”


            “เพียงแค่พรสวรรค์ มันจะทำให้เสาหินที่แข็งแกร่งปานนั้นพังทลายได้ยังไง หรือว่า.. มันจะเป็นของปลอม?”


            คำพูดนั้นเปรียบเสมือนประกายเพลิงที่ถูกจุดขึ้นกลางทุ่งหญ้าแห้ง


            ศิษย์บางคนที่ยังไม่ตัดสินใจก็เริ่มหันมาพยักหน้าเบาๆ การเห็นด้วยเริ่มดังขึ้นประปราย ความคลางแคลงในคำพูดของหวังฉีเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ และเหมือนว่าความสงสัยจะสามารถไหลวนกลับเข้ามาเปลี่ยนกระแสความคิดของผู้คนได้อีกครั้ง


            ทว่าก่อนที่ใครจะได้กล่าววาจาต่อ เสียงกรีดร้องอันดุดัน ทุ้มลึก และทรงพลังก็ดังก้องกังวานขึ้นกลางนภา


            “หุบปากไปซะ!”


            อินทรีปีกทองคำได้เปล่งคำพูดออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ขนสีทองของมันตั้งชัน ดวงตานั้นจ้องมายังหลิงเทียนจวินด้วยความเย็นชา


            “เจ้าไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง สักแต่จะพูดไร้สาระขึ้นเพื่อรักษาศักดิ์ศรีโดยไม่คิดใคร่ครวญถึงความจริง”


            “เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงนั้นถูกสร้างขึ้นจากหินดำจิตวิญญาณที่มีอายุนับหมื่นปี นำมาหลอมรวมเข้ากับแก่นพลังฟ้าดินที่ยิ่งใหญ่”


            “ทั่วทั้งแท่งเสาอาบด้วยพลังของเจตจำนงฟ้าดิน!”


            “ต่อให้ถูกโจมตีด้วยพลังของผู้ที่อยู่ในระดับจำแลงเทพญาณ ยังไม่สามารถทำให้เกิดแม้แต่รอยขีดข่วนได้!”


            “แต่เจ้ารู้หรือไม่.. หลัวหยางผู้ที่ทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์นี้ ตัวของเขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายาขั้นสามเท่านั้น!”


            หลิงเทียนจวินที่ถูกตำหนิกลางลานจากผู้พิทักษ์ของนิกายก็หน้าซีดเผือดในบัดดล


            ตัวของมันรีบก้มหน้าลงจนผมระย้าแผ่คลุมใบหน้าครึ่งล่างของตน


            มือที่กำลังกอดอกก็คลายลง แล้วล้วงเข้ากระเป๋าเสื้อคลุมไว้เงียบๆ ราวกับต้องการซ่อนอาการสั่นไหวที่ไม่สามารถห้ามได้


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน