หลังจากที่ฉินจุนได้บอกเล่าถึงแผนการที่เขาจะทำกับฉินเทียนแล้วนั้น ฉินจุนก็ได้เตรียมตัวเพื่อที่จะออกนอกเมืองไป เขาคิดว่าไม่น่าจะออกไปไกลมากเผื่อมีเหตุฉุกเฉินเขาจะได้กลับมาทันนั้นเอง พูดตามตรงเขาเป็นห่วงตระกูลค่อนข้างมากถึงคนในรุ่นเดียวกับเขาจะตายไปหมดแล้วก็ตามที แต่ว่าคนที่เหลือในตระกูลทั้งหมดนี่ต่างก็เป็นลูกหลานของเขาทั้งสิ้น
นั้นเลยทำให้เขาที่เป็นคนที่เก่าแก่ที่สุดต้องคอยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานนั่นเอง ในช่วงแรกที่เขามาเกิดใหม่นั้นเขาก็ไม่ได้มีความผูกพันธ์อะไรกับตระกูลนี้สักเท่าไร เพราะว่าเขาเคยใช่ชีวิตมาชาตินึงแล้วนั้นเอง นั้นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงออกเดินทางตั้งแต่ยังเด็ก แต่พอนานวันเข้าเขาก็เริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวและยิ่งพอได้ยินว่าตระกูลกำลังเดือดร้อนเขาจึงรีบกลับมา นั้นทำให้เขาได้รู้ว่าบิดามารดาของเขาในชาตินี้นั้นได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยอาการชราภาพ นั้นทำให้เขารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ไม่มีโอกาสได้บอกลาพวกท่านเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขากลับมาดูแลปกปักรักษาตระกูลของเขาไว้นั้นเอง
ฉินจุนหลังจากรำลึกความหลังแล้วนั้นเขาก็รอให้ฉินเทียนมาแจ้งข่าวที่เขาให้เอาไปปล่อย สักพักฉิมเทียนก็เข้ามาหาเขาบอกว่าข่าวที่ต้องการนั้นปล่อยออกไปเรียบร้อยแล้ว
"อืม เข้าไปเตรียมตัวพร้อมกับคนอื่นๆเถอะ" ฉินจุนบอกกับฉินเทียน
"ขอรับท่านบรรพบุรุษ ฉินเทียนขอลาท่านบรรพบุรุษโปรดระวังตัวด้วยนะขอรับ" ฉินเทียนกล่าวลาและจากไป
"เอาล่ะ ทีนี้ก็รอสักพักให้ข่าวมันเริ่มแพร่กระจายออกไปก่อนแล้วรอดูว่าใครจะมาติดเบ็ดของข้าบ้าง" ฉินจุนพึมพำออกมา
หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วยามฉินจุนก็ได้เดินออกจากคฤหาสน์เพื่อให้มีคนได้เห็นเขา และเป็นไปตามคาดเหล่าคนมากมายต่างจ้องมองมาที่เขานี่คือราชาสยบฟ้าตัวเป็นๆ ใครบ้างเล่าจะไม่อยากเห็นจากนั้นเขาก็ได้ลอยขึ้นฟ้าและบินออกไปจากเมือง
หลังจากฉินจุนบินออกจากเมืองไปนั้นมันก็ได้กลายเป็นริ้วแสงหายไป และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีริ้วแสงอีกมากมายนับ 10 บินตามฉินจุนไปโดยที่คนในเมืองไม่ได้สงสัยเลยว่ามันกำลังจะมีการนองเลือดเกิดขึ้น
ฉินจุนได้บินออกมาทางทิศใต้ของเมืองห่างจากเมืองเมฆาคล้อยไปประมาณ5,000 ลี้เขาก็ได้หยุดลงที่พื้นที่โล่งแห่งหนึ่งและหลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจก็ได้มีผู้คนมากมายหลายสิบได้ล้อมตัวของฉินจุนเอาไว้
"ฮ่าๆๆ อะไรกันล่ะเนี่ยมากันซะเยอะเชียว พวกเจ้าคงไม่ได้จะมาดื่มชากับข้าหรอกใช่หรือไม่" ฉินจุนกล่าวออกมา
แต่พวกคนที่ล้อมเขาไว้ก็ยังเงียบอยู่เสมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง พวกเขามองหน้ากันว่านี่เหยื่อของข้านะข้ามาก่อนพวกเจ้าถอยไปซะ หรือบางคนก็มองในทำนองว่าใครเร็วกว่าก็ได้ไป
แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่อาจหลุดรอดสายตาของฉินจุนได้ เขาได้มองพวกคนที่ร้องเขาไว้ก็อดยิ้มไม่ได้ไอ้พวกนี้มันคิดว่าหัวของเขามันได้ง่ายๆหรือไง พวกมันทำราวกับว่าเขาต้องตายแน่ๆอย่างนั้น เขาจะทำให้พวกมันเสียใจที่พวกมันรนหาเรื่องตายแบบนี้
"อะไรกันสายตาของพวกเจ้านะมันดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลยนะ พวกเจ้ามองข้าอย่างกะจะกินเลือดกินเนื้อกันอย่างนั้นแหละ ข้าว่าข้าก็ไม่รู้จักพวกเจ้านะแต่พวกเจ้าดูเหมือนจะรู้จักข้าเป็นอย่างดี งั้นข้าต้องขอชื่นชมทั้งๆที่รู้จักข้าดีถึงขนาดนี้แต่ยังกล้าคิดเรื่องที่จะสังหารข้าผู้นี้อีกพวกเจ้าชั่งใจกล้ายิ่งนัก" ฉินจุนกล่างออกมาแล้วมองไปรอบๆ
"ฮ่าๆๆ ฉินจุนเจ้าคิดว่าใครๆก็ต้องกลัวเจ้าอย่างนั้นหรือข้าคนนึงที่ไม่เคยกลัวและไม่เคยเชื่อตำนานของเจ้าแม้แต่นิดเดียว!" เหมือนกับตัวแทนหมู่บ้านมีชายคนนึงอยู่ๆก็พูดขึ้นมาด้วยความหยิ่งผยอง
"ฮ่าๆๆใช่แล้วฉินจุนดูเหมือนเจ้าจะหลงระเริงกับชื่อเสียงเกินไปแล้วมั้ง พวกค่าในที่นี้ก็หาใช่คนธรรมดาไม่เจ้าคิดว่าชื่อเสียงง่อยๆของเจ้าจะข่มขู่พวกเราได้อย่างนั้นรึ" ชายอีกคนที่เห็นมาเริ่มมีคนพูดแล้วจึงเริ่มพูดบ้าง
"ฉินจุน! ข้าก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับเจ้าเป็นการส่วนตัวหรอกนะแต่เจ้าดันไปทำให้คนระดับนั้นโกรธเข้าให้นี่น่ะสิและค่าหัวเจ้าก็ทำให้ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ" ชายที่ดูมีหลักการพูดขึ้น
"พวกเจ้าไหนๆพวกเราก็มาด้วยเหตุผลเดียวกันแล้วทำไมพวกเราไม่ร่วมมือกันล่ะและพอฆ่ามันได้แล้วพวกเราค่อยมาตัดสินอีกทีว่าใครสมควรได้หัวของมันไปหรือถ้าไม่พวกเราก็เอารางวัลพวกนั้นมาแบ่งกันเป็นยังไงเล่าข้าว่าแบบนี้มันน่าจะดีกับพวกเราทั้งหมดนะ" ชายคนนึงพูดขึ้น
"อะไรกันเจ้ากลัวเหรอถึงจะให้พวกเราร่วมมือกันก็เห็นอยู่ว่ามันมาคนเดียว ก็จริงอยู่ที่ตามข้อมูลของมันระดับการบ่มเพาะของมันอยู่ที่ขอบเขตครึ่งก้าวราชาศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่าพวกเราในที่นี้ต่างก็อยู่ในระดับนักบุญทั้งสิ้น แล้วทำไมพวกเราต้องร่วมมือกันด้วย ข้าว่าเราก็เข้าไปพร้อมกันใครได้หัวมันก่อนก็ได้ไปแบบนี้น่าจะดีกับทุกฝ่ายมากกว่านะ" ชายอีกคนพูดขึ้น
"ข้าเห็นด้วย ของรางวัลมันไม่ได้มากพอสำหรับแบ่งทุกคนในที่นี้หรอกนะ ใครเร็วกว่าก็ได้ไปใครดีกว่าก็ได้ไปแบบนี้สิถึงจะยุติธรรม" ชายอีกคนเห็นด้วยกับชายที่พึ่งพูด
"ข้าเองก็เห็นด้วยๆๆๆ" และก็ผู้คนทั้งหมดในที่แห่งนั้นต่างก็เห็นด้วยกันทั้งสิ้น
หลังจากได้ข้อสรุปกันแล้วพวกเขาก็เริ่มปล่อยแรงกดดันออกมาและเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อแย่งชิงหัวของราชาสยบฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่มีนามว่าฉินจุนแล้วนั่นเอง
"อะไรกัน พวกเจ้าหารือกันเสร็จแล้วอย่างนั้นรึ ข้านึกว่าจะนานกว่านี้ซะอีก แต่ก็ดีเพราะข้าก็ขี้เกียจรอแล้วเหมือนกันพวกเจ้าเองก็คงไม่อยากรอแล้วใช่หรือไม่เล่า ถ้าเช่นนั้นข้าว่าพวกเรามาทำในสิ่งที่มันจะต้องเกิดขึ้นกันเถอะ" ฉินจุนพูดด้วยเสียงเย็นยะเยือก
จากนั้นฉินจุนก็ได้ระเบิดปราณดาบอันบ้าคลั่งและรุนแรงออกมาปราณดาบนี้ทำให้พวกคนที่ล้อมเขาอยู่รู้สึกตกใจและทำอะไรกันไม่ถูก พวกเขาไม่อยากจะคิดเลยว่าราชาสยบฟ้าผู้นี้จะมีปราณดาบรุนแรงและน่ากลัวถึงขนาดนี้
ออร่าจากปราณดาบได้ทำให้อากาศโดยรอบสั่นไหวและทำให้อากาศที่พัดผ่านผิวหนังเปรียบเสมือนใบดาบบาดตามผิวหนังนั้น ยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวเข้าไปในจิตใจของทุกคนยิ่งขึ้น เหมือนพวกเขาจะได้สติแล้วว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับราชาสยบฟ้าพี่เคยเขย่าทวีปหยุนเซียวทั้งทวีปมาแล้ว
"อะ..อะไรกัน! ในข้อมูลไม่เห็นระบุไว้เลยนี่ว่าราชาสยบฟ้ามีปราณดาบที่น่ากลัวถึงเพียงนี้" ชายคนนึงพูดด้วยอาการแตกตื่น
"ไอ้บ้าพวกนั้นมันหลอกพวกเรา มันรู้อยู่แล้วว่าถ้าพวกมันมาสู้โดยตรงพวกมันจะสูญเสียหนัก พวกมันเลยหรอกให้พวกเรามาเพื่อบั่นทอนกำลังของราชาสยบฟ้าลงแน่นอน" ชายคนนึงพูดขึ้น
"บัดซบเอ่ย! นี่ข้าจะต้องมาตายแบบนี้จริงๆหรอเนี่ย" ชายอีกคนก็คร่ำครวญออกมา
"พวกเจ้าพร้อมที่จะตายแล้วใช่หรือไม่" ฉินจุนเอ่ยออกมา
โดยไม่รอคำตอบของอีกฝ่าย ตัวเขาได้โบกมือและดาบวิญญาณที่เกิดจากปราณดาบขอเขาก็ได้ก่อตัวขึ้นในมือของเขา ด้วยดาบในมือนั้นความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้น
จากนั้นเขาก็จับดาบด้วยมือเดียวและเหวี่ยงมันไปในอากาศ
ฟ้าว~!
ทันใดนั้นปราณดาบที่มีความสูงหลายสิบเมตรก็ได้ระเบิดออกมา มันเป็นปราณดาบที่ไร้ใครเทียม
บูมมมมม!!!
ปราณดาบที่มีอนุภาพมหาศาลได้เข้าสังหารผู้คนในบริเวณโดยรอบจนหมดสิ้น พวกเขายังไม่ทันรู้ตัวเลยว่าตายได้อย่างไง และที่สำคัญพวกเขายังไม่รู้เลยว่าฉินจุนนั้นได้ข้ามขอบเขตมาเป็นราชาศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าเพียงฉินจุนแสดงขอบเขตการบ่มเพาะออกมาคนเหล่านี้ก็คงไม่มาหาเรื่องตายแบบนี้หรอก