เด็กคนนั้นจริง ๆ...
อรวิภานั่งครุ่นคิดถึงคนที่พึ่งได้เจอในวันนี้ถึงเขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ก็ไม่ได้ปกปิดแววตาและท่าทางที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยนั้นได้เมื่อนึกไปถึงครั้งแรกที่เธอได้เจอกับเขาภาพของเื่ราวในอดีตก็วนกลับมาปรากฏอยู่ในความคิดของเธออย่างชัดเจน
หลังจากเจอกันครั้งแรกที่ห้องประชุมทั้งคู่ก็ได้ประสานงานกันผ่านทางโทรศัพท์ แม้จะมีหลายครั้งที่เธอกับเขาได้เจอกันแต่ก็ไม่ได้พูดคุยถามไถ่เหมือนคนอื่น ๆเขาเพียงแต่ยกมือไหว้แล้วก็เดินผ่านเธอไปเพียงเท่านั้น อาจเพราะที่เธอแกล้งถามถึงหัวหน้าของเขาในห้องประชุมเมื่อคราวนั้นมันทำให้อีกฝ่ายไม่ชอบเธอก็เป็ได้นั่นก็ทำให้เธอจดจำเขาได้เด็กหน้านิ่งที่ดูแปลกกว่าคนอื่น
แล้ววันนั้น...
อรวิภาก้าวเข้าไปในลิฟต์ที่มีผู้โดยสารอยู่ข้างในแค่คนเดียว ด้วยความที่ดูอ่อนกว่าเขาจึงยกมือไหว้เธอซึ่งเธอก็รับไหว้พร้อมส่งรอยยิ้มให้เหมือนปกติทุกครั้ง ไม่ทันได้สังเกตว่าเขาคือเด็กหน้านิ่งเพราะเธอมัวแต่คุยโทรศัพท์เขายืนอยู่ตรงประตูส่วนเธอเดินเข้ามายืนอยู่ด้านในก่อนจะวางสายนั่นทำให้เธอได้มองเขาจากด้านหลังบุคลิกที่ดูคุ้นตานั้นทำให้เธอนึกขึ้นได้แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเรียกให้เขาหันมา
เป็ครั้งแรกที่อัญรินได้มีโอกาสอยู่กับอรวิภาตามลำพังเขาไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่บางทีโชคชะตาอาจจะไม่นำพาให้เขาและเธอได้มาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อีกก็เป็ได้ คนหน้านิ่งมองตัวเลขชั้นที่ปรากฏอยู่ในลิฟต์รวบรวมความกล้าพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะหันไปถามคุณหมอที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“อาจารย์จำหนูได้มั้ยคะ”
ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยตอนนี้ยังคงนิ่งเหมือนเคยแต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความประหม่าอย่างเห็นได้ชัดถึงคุณหมอจะมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อยที่ถูกถามแบบนั้นแต่ก็ยังส่งรอยยิ้มหวานมาให้คนที่หันหน้ามาอย่างเป็มิตรเพียงแต่ยังจำชื่อเขาไม่ได้เท่านั้นเองเพราะไม่เคยพูดคุยกันนอกจากเื่งานเธอจึงไม่เคยถามชื่อเขาเลยสักครั้ง
“หมอคุ้นอยู่นะ แต่จำชื่อไม่ได้เลย”
“ไม่เป็ไรค่ะ...”
เขาบอกก่อนจะหันกลับไม่ได้รู้สึกผิดหวังกับคำตอบนั้นแม้แต่นิดเพราะอย่างน้อยเธอก็ยังคุ้นหน้าเขาอยู่บ้าง
มันก็ดีแล้ว...
ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุมอีกครั้งอรวิภามองดูคนที่กำลังยืนนิ่งจากด้านหลังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร รู้แค่ว่าเขาก็เป็คนแปลกแบบนี้อยู่แล้ว
“อืม...เราที่เคยประชุมด้วยกันใช่มั้ย”
คำพูดนั้นทำให้อัญรินหันกลับไปมองเธอพร้อมด้วยแววตายินดีอย่างเห็นได้ชัด
“ค่ะ”
“หมอขอโทษนะคะ”
ยังไม่ทันได้คิดอะไรอยู่ ๆคุณหมอก็เอ่ยคำขอโทษอย่างไม่มีที่มาที่ไป
“คะ?”
“ก็เื่ในห้องประชุมวันนั้นหมอไม่ได้ตั้งใจทำให้หนูรู้สึกไม่ดีนะ”
“เื่อะไรคะ”
อัญรินจำไม่ได้จริง ๆว่าอีกฝ่ายทำอะไรให้เธอรู้สึกไม่ดีตอนไหน
“ก็ที่หมอว่าหนูไม่แจ้งหัวหน้าทำให้มาประชุมช้าตอนนั้นหนูคงรู้สึกไม่ดีก็เลยไม่เคยเข้ามาทักหมอเลยใช่มั้ย”
แล้วเขาก็นึกขึ้นได้แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาไม่เข้าไปทักทายเธอทำไมถึงได้ขอโทษเื่ที่เกิดขึ้นมานานแล้วทำไมถึงคิดว่าเขาจะรู้สึกไม่ดีกับเื่อะไรแบบนั้นทำไมถึงได้กังวลใจกับเื่ที่เขาเองก็ไม่ได้นึกถึงด้วยซ้ำทำไมถึงได้ห่วงใยความรู้สึกของคนที่ไม่รู้จักกัน
“ไม่ใช่ค่ะอย่ากังวลไปเลยนะคะ”
“ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อยต่อไปถ้าเจอกันก็เข้ามาทักหมอด้วยนะคะ”คุณหมอบอกด้วยรอยยิ้มสดใส ที่ผ่านมาเธอคงคิดว่าการที่เด็กหน้านิ่งไม่เข้าไปทักหรือทำเมินเฉยเวลาเจอกันนั่นเป็เพราะเขาไม่พอใจเื่ตอนนั้นทั้งที่มันไม่ได้มีผลอะไรกับเขาเลยสักนิด ไม่รู้เลยว่าที่อีกฝ่ายทำแบบนั้นก็เพราะเขาชอบเธอต่างหากแต่ก็ไม่ได้อยากให้เธอรับรู้และไม่อยากให้เธอเข้ามามีอิทธิพลกับความรู้สึกของเขาไปมากกว่านี้
อรวิภาที่ไม่รู้ว่าคำพูดและท่าทางของตัวเองนั้นจะทำให้คนฟังที่รู้สึกกับเธอเป็พิเศษนั้นแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่เหตุผลเล็กน้อยแค่นี้ทำให้คนที่เป็หมออย่างเธอถึงกับเอ่ยคำขอโทษเขาน่ารักขนาดนี้จะไม่ให้เขารู้สึกดีได้ยังไง คุณหมอคงไม่รู้สินะว่าเขาชอบเธออยู่ ถ้ารู้แล้วยังจะกล้าคุยกับเขาอยู่แบบนี้ไหมอีกฝ่ายอาจจะรังเกียจตัวเองก็ได้คิดแบบนั้นหัวใจที่พองโตค่อย ๆ แฟบลง รู้สึกผิดกับความไม่บริสุทธิ์ใจของตัวเอง
นับแต่วันนั้นที่เขาได้เจอกับเธอจากที่แค่สนใจใคร่มองก็กลายเป็ความปลาบปลื้มชื่นชมยิ่งมีโอกาสได้ประสานงานกันผ่านทางโทรศัพท์ก็ยิ่งทำให้เขาััได้ถึงความน่ารักและเป็กันเองจนกลายเป็หวั่นไหวไปกับความสดใสในตอนที่ได้เห็นเธอกำลังพูดคุยอยู่กับใคร ๆแม้เขาจะไม่เข้าไปทำความรู้จัก พูดคุย ทักทายกับเธอเลยก็ตามแต่คนหน้านิ่งนั้นกลับเผลอคิดถึงคุณหมออยู่ตลอด
เพ้อเจ้อจริง ๆ...
“อาจารย์น่ารักจังเลยนะคะ”
คนหน้านิ่งเผลอเอ่ยชมคุณหมอแม้จะเป็การพึมพำเสียงเบาแต่อีกฝ่ายก็ยังได้ยิน
“คะ?”
“อะ...เอ่อ...ที่กังวลว่าหนูจะรู้สึกไม่ดีทั้งที่จำหนูไม่ได้ด้วยซ้ำ...ค่ะ”
เหมือนว่าคนชมจะเขินอยู่ไม่น้อยจึงได้หาเหตุผลแก้เขินให้ตัวเองก่อนจะหันกลับไปส่วนคนถูกชมถึงจะรู้สึกแปลกแต่ก็ยังยิ้มรับคำชมของอีกฝ่าย
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเป็การบอกว่ากำลังจะเปิดประตูซึ่งเป็ชั้นที่อัญรินต้องออกหมดเวลาของเขาแล้วสินะโอกาสดี ๆ แบบนี้คงไม่มีอีกแล้วนี่อาจจะเป็่เวลาที่ดีที่สุดที่เขาได้มีร่วมกับเธอก็เป็ได้เขาก้าวไปยืนชิดประตูลิฟต์ที่กำลังจะเปิดออกสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะหันไปหาอรวิภาอีกครั้ง
“ไปแล้วนะคะ...”
เขาบอกอย่างประหม่ารอยยิ้มเขินบางปรากฏบนใบหน้าเห็นแบบนั้นอรวิภานึกถึงคำพูดเมื่อสักครู่ของอัญริน ที่อยู่ ๆ ก็เอ่ยชมเธอ คงไม่ใช่ว่าเขาชอบเธอหรอกนะคิดยังไม่ทันจบก็ได้รับการยืนยันจากอีกฝ่าย
“จริง ๆ แล้ว หนูชอบอาจารย์นะคะ...”
บอกออกไปจนได้สินะ...
ทั้งที่อยากเก็บไว้เป็ความลับแต่กลับบอกออกไปอย่างไม่ลังเลเพราะคิดว่าโอกาสที่จะได้อยู่กับเธอเพียงลำพังแบบนี้ก็คงจะไม่มีอีก หากว่านี่จะเป็ครั้งสุดท้ายก็ขอให้เป็ครั้งสุดท้ายที่เขาได้สารภาพความรู้สึกของตัวเองให้เธอได้รู้ว่าเขาชอบเธอ
เพราะความเงียบหรืออย่างไรทุกถ้อยคำที่อีกฝ่ายบอกถึงได้ชัดเจนขนาดนี้มันเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่าชอบเธอ เพราะมัวแต่อึ้งอยู่เลยไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ถึงจะพูดก็คงไม่ทันเพราะอีกคนได้เดินออกจากลิฟต์ไปแล้ว
อรวิภานึกถึงวันที่ถูกเด็กหน้านิ่งสารภาพความรู้สึกนั่นเป็วันสุดท้ายที่ทั้งคู่ได้เจอกันหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย นานจนนึกว่าเขาไม่ได้ทำงานอยู่ที่นี่แล้วเสียอีกไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเขาอีกครั้งในวันนี้ พร้อมกับภาพเหตุการณ์และความรู้สึกสับสนที่กลับมา
“จริง ๆแล้ว หนูชอบอาจารย์นะคะ”
คำพูดของอัญรินกลับมาวนเวียนอยู่ในความคิดของอรวิภาอีกครั้งถึงจะคิดว่าเขาแปลก แต่ก็ไม่คิดว่าจะแปลกขนาดบอกว่าชอบแล้วหายไปเลย หากดูจากหน้าตาท่าทางของเขาแล้วก็คงจะเด็กกว่าเธออยู่มากอีกอย่างเขาก็เป็ผู้หญิง
แม้ทุกวันนี้สังคมจะยอมรับความรักที่หลากหลายทางเพศแล้วก็ตามแต่คุณหมอก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะชอบผู้หญิงได้เลยสักนิดแล้วจะเป็ไปได้อย่างไรการที่เขาชอบเธอมันอาจไม่ใช่เื่แปลกเพราะมีตั้งหลายเหตุผลที่คนคนหนึ่งจะชอบใครสักคนแต่สิ่งที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นคือตัวเธอเองจะคิดถึงเื่นี้อีกทำไมกัน
เลิกคิดได้แล้วนะหมอภา…
คุณหมอที่บอกตัวเองแบบนั้นแต่ก็ยังคงเผลอนึกถึงเด็กหน้านิ่งโดยไม่รู้ตัวทั้งที่ไม่ได้เจอเขามาเกือบสัปดาห์หลังจากที่อีกฝ่ายมาประชุมด้วยในวันนั้น เพราะเื่ราวในอดีตที่ย้อนกลับมากวนใจจนอยากรู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงชอบเธอแล้วยังเป็ฝ่ายหายไปอีกด้วยการหลบหน้าเธอ