เทพสงครามหวนจุติ

    ใบไม้ที่ร่วงหล่น

    ตอนที่ 63


    ใบไม้ที่ร่วงหล่น




    การแข่งขันในวันแรกจบลง ผู้ชนะ กลับที่พักพร้อมกับความอิ่มเอมใจ ส่วนผู้พ่าย แม้จะเสียใจ แต่ก็ยังคงไม่หมดหวัง วันหน้ายังมี ค่ำนี้พักผ่อน พรุ่งนี้ลุกขึ้นสู่ต่อไป


    เป็นยามเย็นที่ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ผืนนภาทางทิศตะวันตกจึงเป็นสีเหลือส้ม หากหานเฟิงก็ยังคงนั่งแกร่วอยู่ริมสระ ส่วนคนอื่นๆก็กำลังกลั่นเม็ดยาอยู่ในอาคาร เป็นราชวงศ์ร่มพฤกษามากน้ำใจ แจกมอบโอสถสมุนไพรให้แก่ทุกกลุ่มการประลอง ดังนั้น พวกมันที่ยามนี้จึงช่วยกันกลั่นเม็ดยา เพื่อใช้เป็นเสบียงอาวุธสำหรับการประลองในวันพรุ่ง ส่วนหานเฟิงที่มิได้ฝึกฝนมาในแนวทางของการสกัดกลั่นโอสถ จึงได้แต่หลบออกมานั่งรับลมชมปลาอยู่ริมสระเพียงลำพัง


    กระทั่งที่ดวงตะวันลาลับ ม่านรัตติกาลแผ่คลุมฟากฟ้า บางสิ่ง ก็ทำให้หานเฟิงที่สงบนิ่งต้องขยับไหว เป็นเสียงนั้น เสียงกล่าวที่ลอยมากับสายลม


    “ นายท่าน…”


    เป็นเสียงกล่าวของสตรีที่แผ่วเบา ฟังดูอ่อนแรง คล้ายใกล้จะหมดลมลงทุกขณะ 


     “ นายท่าน…”


    “ ได้โปรด มาพบหม่อมฉัน…”


    “ เวลา ของหม่อมฉัน เหลือไม่มากแล้ว…”


    หานเฟิงขมวดคิ้วมุ่น นี้เป็นครั้งแรก ที่เนื้อความในคำกล่าวเปลี่ยนไป มันลุกขึ้น หันมองไปยังทิศทางหนึ่ง ทิศทางที่เสียงกล่าวนี้ดังแว่วมา ซึ่งทิศทางที่ว่า กลับเป็นด้านบน เป็นพุ่มไม้ใบหนาที่ทะลุหมู่เมฆขึ้นไป


    “ เสียงเรียกนี้ คล้ายจะมีเพียงข้าที่ได้ยิน…”


    “ ใช่เป็นบางสิ่งกำลังเรียกหาข้า?...”


    หานเฟิงขมวดคิ้วมุ่น มันคิดเช่นนี้ หากมันเองก็รู้สึกลังเลไม่แน่ใจ เป็นเพราะ คำเรียกหาว่า นายท่าน นั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะใช่ตนเอง


    หานเฟิงรู้สึกลังเล เมื่อวาน ที่มันไม่ตัดสินใจออกมา ก็เพราะไม่แน่ใจว่าเสียงกล่าวนี้ ใช้เป็นลูกไม้กลอุบายของราชวงศ์ร่มพฤกษาหรือไม่ หากแต่วันนี้ต่างกันออกไป เป็นเพราะมันทราบแล้ว ว่าราชวงศ์ร่มพฤกษามีลูกไม้เช่นไรไว้รับมือผู้คน ดังนั้น มันจึงมั่นใจว่าเสียงนี้ หาได้ข้องเกี่ยวกับราชวงศ์ร่มพฤกษาอย่างแน่นอน


    หานเฟิงขบคิดใคร่ครวญอีกเพียงครู่ สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานความสงสัยใคร่รู้ จึงตัดสินใจ ว่าจะทดลองปีนป่ายขึ้นไปชมดู เพียงคิดว่า แค่ชมดู คงไม่น่าจะเสียหายอันใด จึงร่ายใช้เร้นประกายดาราปิดซ่อนกลิ่นอาย ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไปตามเส้นทาง


    ก่อนอื่น ต้องกล่าวว่า สถานที่ที่มันอยู่ เป็นส่วนพื้นที่ที่เรียกว่า เขตพระราชฐานชั้นนอก อันเป็นตำหนักเรือนพักของบรรดาข้าราชบริพาร ทหาร ข้ารับใช้ ทั้งยังรวมไปถึงสนามประลองกลางที่จัดการแข่งขันไปเมื่อช่วงกลางวัน ซึ่งถัดจากเขตพระราชฐานชั้นนอกเข้าไปนั้น ก็จะเป็นเขตพระราชฐานชั้นกลาง ส่วนนี้จะเป็นตำหนักทรงงาน และส่วนว่าราชการต่างๆ ซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนัก และท้ายสุด ลึกเข้าไปด้านใน ก็จะเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน เป็นตำหนักที่พักและสวนจำลองของบรรดาเชื้อพระวงศ์


    แต่ทว่า สถานที่ที่หานเฟิงต้องการจะไป ยังคงต้องล่วงลึกเข้าไปให้มากกว่านั้นอีก เป็นเพราะมันคิดจะปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ยักษ์ เช่นนั้นยังต้องข้ามผ่านเขตพระราชฐานชั้นในไป เข้าสู่เขตพื้นที่หวงห้าม ที่คนนอกไม่อาจกล้ำกราย


    อย่างที่เคยกล่าว ชาวอาณาจักรร่มพฤกษาเคารพบูชาต้นไม้ยักษ์ดุจเทพเซียน ซึ่งไม่เว้นกระทั่งราชวงศ์ผู้ปกครอง ดังนั้นแล้ว อาณาเขตพื้นที่รอบบริเวณลำต้น จึงถูกจัดให้เป็นอาณาเขตหวงห้าม มีทหารคอยตรวจตราเฝ้ายามอยู่ตลอดเวลา จึงยาก ที่ผู้ใดจะล่วงผ่านเข้าไป


    แต่สำหรับหานเฟิงแล้ว มันกลับมองเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง มันที่มีเร้นประกายดารา ที่ถ้าไม่ถูกพบเห็นเข้าตรงๆ ก็ยาก ที่ชนชั้นระดับต่ำกว่าปราณดาราจักรขั้นปลายจะสัมผัสรู้ถึงตัวมัน


    แต่จะกล่าวถึงชนชั้นปราณดาราจักรขั้นปลาย บนดาวดวงนี้ จึงนับว่าเป็นตัวตนที่สูงส่ง ทุกผู้คนล้วนให้ความเคารพยำเกรง แต่ก็มีกันอยู่เพียงน้อยนิด ที่ส่วนใหญ่ ได้ยินว่าจะอยู่กับราชวงศ์มังกร ส่วนสี่แดนผู้พิทักษ์ ก็เห็นว่ามีกันอยู่แค่ที่ละคนสองคน แต่สำหรับราชวงศ์ผู้ปกครองแล้ว ตัวตนสูงสุดที่พวกมันสามารถเพาะสร้างขึ้นมาได้ ก็เพียงแค่ปราณดาราจักรขั้นต้นเท่านั้น


    ดังนั้นแล้ว หานเฟิงจึงมิจำต้องกังวลสิ่งใด ตัวมันที่ถ้าต้องการไปยังสถานที่อื่นใด ก็เพียงแค่ระวังไม้ให้ถูกพบเห็นก็เป็นพอ


    หานเฟิงเคลื่อนตัวไปตามเส้นทาง เมื่อสัมผัสได้ถึงผู้คนก็เลี่ยงหลบ เป็นอยู่เช่นนี้ กระทั่งผ่านเวรยามเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นกลางได้เป็นผลสำเร็จ ก่อนจะลอบเร้นเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในด้วยเวลาเพียงไม่นาน กระทั่งท้ายที่สุดก็ล่วงเข้าสู่เขตติดต่อกับเขตหวงห้าม ที่ซึ่งบริเวณนี้เป็นผืนป่า แลมองคล้ายดั่งอุทยานผืนใหญ่ ห่างออกไปจึงค่อยเห็นเป็นลำต้นหนาใหญ่ที่ราวกับภูเขาเลากา


    ต้นไม้ยักษ์อยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว ส่วนเบื้องหน้าของหานเฟิงมองเห็นเป็นทหารยามที่ยืนเวรอย่างแข็งขัน หากพวกมันไม่อาจสำผัสรู้ถึงการมาของหานเฟิง พวกมันจึงเพียงแค่ยืนนิ่งเฝ้าระวัง


    ลำแสงกระพริบวาบ หานเฟิงร่ายใช้เร้นประกายดาราข้ามผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งย่างเหยียบอยู่บนผืนป่า หานเฟิงก็มิได้เร่งรีบต่อไปอีก มันเพียงสืบเท้าเดินอย่างช้าๆ ใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบรอบกาย กระทั่งเดินเข้าไปจนใกล้กับลำต้น สัมผัสวิญญาณของมัน ก็ตรวจพบเข้ากับคนผู้หนึ่ง กระทั่งที่มันล่วงเดินเข้าไปจนใกล้ จึงเห็นเป็นลานหินที่ติดกันกับต้นไม้ยักษ์ใหญ่ มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่


    คนผู้นี้เป็นสตรี นางนั่งคุกเข่าหันหน้าเข้าหาต้นไม้ สองมือกุมกระชับระดับอก คล้ายกำลังสวดมนต์ภาวนา ทั้งนางยังอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ จึงดูไปคล้ายดั่งคนที่อยู่ในช่วงไว้ทุกข์ กระทั่งมองเห็นใบหน้าด้านข้าง จึงทราบว่าเป็นองค์หญิงห้ามู่หนิงเอ๋อร์


    หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นจึงไพล่คิดไปถึงเรื่องเล่าของซ่งจางหมิง ที่กล่าวว่า นางเป็นลูกชู้กับทหารองครักษ์อันใดสักอย่าง แต่เห็นว่านางสามารถเข้ามาถึงที่นี่ได้ จึงคิดว่า ข่าวลือคงคล้ายจะไม่จริง


    หากหานเฟิงก็คร้านที่จะชมต่อ ก็เพียงแค่องค์หญิงห้าสวดมนต์ไว้ทุกข์ มีอันใดให้น่ามอง จึงเตรียมสืบเท้าเดินจากไป หากเท้าไม่ทันได้ก้าวออกมันกลับต้องหยุดชะงักนิ่ง เป็นสัมผัสวิญญาณวิญญาณตรวจพบคนอีกผู้ คนผู้นั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนจะเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว


    คนที่ว่ากำลังก้าวเท้าตรงไปในทิศทางของมู่หนิงเอ๋อร์ หานเฟิงมองแผ่นหลังของคนผู้มาใหม่ คนผู้นี้เป็นชาย ทั้งเป็นคนที่มันคุ้นหน้าอีกเช่นกัน มิใช่ใครอื่น หากเป็น องค์ชายสี่ มู่หวังจง


    หานเฟิงชมมอง เพียงคิดว่า สองพี่น้องคงมาสวดมนต์ภาวนาให้แก่ผู้ใดกระมัง หากมันก็มิได้สนใจใคร่รู้ จึงสืบเท้าออก เตรียมตัวที่จะจากไป


    แต่แล้ว ภาพที่ตรงหน้ากลับทำให้มันต้องหยุดเท้าชมมอง 


    เป็นองค์ชายสี่ที่มาถึง ก็ผลักองค์หญิงห้าจนล้มนอนไปกับพื้น ชั่วแวบแรก หานเฟิงยังคล้ายจะเข้าใจว่า องค์ชายสี่ผู้นี้กำลังรังแกน้องสาว แต่แล้วกลับไม่ใช่ เมื่อองค์ชายสี่นั่งตามลงไป ก่อนจะปลดเปลื้องชุดผ้าขององค์หญิงห้าออกมา เรือนกายขาวกระจ่างจึงเผยออกมาให้เห็น นางที่ถูกกระทำเช่นนั้นกลับกระยิ้มกระย่องยินดี กระทั่งที่องค์ชายสี่ก็เปลื้องผ้าของตัวเองจนล่อนจ้อนเช่นกัน ภาพฉากต่อมาคงมิต้องกล่าว ชายบนหญิงล่าง โยกขยับเรียกเสียงกระเซ่าครางกันอย่างวาบหวามรัญจวน


    หานเฟิงชมมองอย่างโง่งม คำ พี่น้องท้องชน ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง มันส่ายศีรษะ ไหนเลยจะมีเรื่องราวเช่นนี้ แต่จะอย่างไรได้ สองคนสานสัมพันธ์ จะเป็นฉันท์พี่น้องหรือใดก็หาใช่เรื่องของมัน มันย่อมไม่คิดชมดูต่อ จึงสืบเท้าจากไปอย่างมิคิดสนใจใยดี ทั้งเรื่องราวก็มิข้องเกี่ยวใดกับตน ซุ่มมองคนร่วมรักกัน ไหนเลยจะสุขสมเท่าตนกระทำด้วยตัวเอง แต่เห็นแล้วก็อดคิดไปถึงเสวี่ยเอ๋อร์ไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไร ที่ตนจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขเสียที


    หานเฟิงทอดใจขบคิด เดินประชิดต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะร่ายใช้ดาราวาบวับออกมาอย่างเร็วไว ร่างใต่ทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เป็นลำแสงที่กระพริบวาบขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทันทีที่เท้าของมันสัมผัสลงบนผิวของลำต้น หานเฟิงก็ร่ายใช้ดาราวาบวับยืดระยะทางออก ความสูงที่ทะลุหมู่เมฆ จึงถูกมันตีฝ่าขึ้นมาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ


    กระทั่งขึ้นมาหยุดยืนอยู่บนง่ามไม้ใหญ่ เสียงกล่าวปริศนา ก็ชัดขึ้น


    “ ท่านมาแล้ว…”


    “ หม่อมฉันขอเรียนเชิญ…”


    สิ้นคำ เบื้องหน้าของหานเฟิงก็ปรากฏกระแสอากาศบิดหมุน จนดูราวกับวังน้ำวนลูกหนึ่ง


    “ มิติปัจเจก?”


    หานเฟิงกล่าวพร้อมกับสองคิ้วที่ขมวดมุ่น


    “ เรียนเชิญนายท่าน...” เสียงกล่าวที่อ่อนระโหยยังคงเชื้อเชิญให้หานเฟิงเข้าไป


    “ เจ้าเป็นใคร?” หานเฟิงหาได้เชื่อใจเสียงกล่าวปริศนานี้


    “ หม่อมฉันเรียกว่า หลิงซี...”


    “ หลิงซี?” หานเฟิงกล่าวนามของนางพร้อมกับครุ่นคิด “ ข้าหาได้เคยรู้จักเจ้า”


    “ เป็นหลิงซีรู้จักนายท่าน”


    “ ไหนเลยเจ้ากล่าวว่ารู้จักข้า แล้วข้าจักต้องเชื่อ เจ้าเรียกข้าออกมา หากคงทำเป็นลับๆล่อๆ ที่แท้มีจุดประสงค์ใด?”


    “ หลิงซีต้องการกราบพบนายท่าน…”


    “ คำก็นายท่าน สองคำก็นายท่าน ที่แท้ข้าไปเป็นเจ้านายของเจ้าตั้งแต่เมื่อไร?”


    “ นายท่านเป็นผู้มีพระคุณ ช่วยชีวิตหลิงซี...”


    “ ช่วยชีวิต?” หานเฟิงกล่าวพร้อมกับครุ่นคิด เป็นเมื่อใด มันเคยช่วยชีวิตหลิงซีผู้นี้ไว้ตั้งแต่เมื่อใด


    “ ข้ากลับจดจำมิได้... ข้าว่า ล้วนเป็นเรื่องราวที่เจ้าปั้นแต่งขึ้นมา เพื่อหวังจะล่อหลอกให้ข้าตายใจ”


    “ หลิงซีมิได้หลอกลวงนายท่าน...”


    “ มิได้หลอกลวง?... เห็นชัดว่าเจ้าต้องการให้ข้าล่วงเข้าไปในมิติปัจเจกนั่น”


    “ หลิงซีมิได้หลอกลวงนายท่าาน หากหลิงซีคิดร้าย นายท่านที่ตอนนี้ยืนอยู่บนเรือนกายของหลิงซี คงมิแคล้วต้องถูกหลิงซีทำร้ายตกตาย…”


    หานเฟิงได้ยินคำพลันตื่นตระหนก รีบก้มหน้าลงมองแทบเท้า คำยืนอยู่บนเรือนกายนี้ พาให้มันคล้ายจะเข้าใจ


    “ เจ้าคือต้นไม้ต้นนี้?!!!...”


    “ ถูกแล้ว…”


    คำยืนยันของหลิงซีพาให้หานเฟิงรู้สึกเคว้งคว้าง เป็นชีวิตที่แล้ว ที่หลังจากนี้ไปอีกนับหมื่นปีมันเคยมาที่นี่ เคยตรวจสอบต้นไม้ต้นนี้ หากไม่มีวิญญาณแต่อย่างใด ดูไปก็เพียงแค่ต้นไม้ที่คล้ายจะถูกแช่แข็งไว้ในห้วงแห่งกาลเวลาต้นหนึ่ง ทั้งไม่เติบโต ทั้งไม่ตกตาย


    หานเฟิงขมวดคิ้วมุ่น กล่าวว่า “ หากเจ้าเป็นต้นไม้ ไหนเลยที่ข้าจะเคยช่วยชีวิตเจ้า...”


    “ เป็นท่าน หลิงซีจดจำกลิ่นอายวิญญาณของท่านได้…”


    “ เหอะ!! อย่าได้คิดล่อหลอกข้า คำต้นไม้อันใดนั่นล้วนไม่เป็นจริง…” 


    หานเฟิงย่อมไม่เชื่อว่าเสียงกล่าวนี้เป็นเสียงกล่าวจากต้นไม้ มันที่พอกล่าวจบก็หมุนกายเตรียมจากไป แต่ทว่า เสียงของหลิงซีก็ดังขึ้นตามมา พร้อมกับภาพเบื้องหน้าที่บิดเบือน


    “ หลิงซีขออภัย…”


    หานเฟิงรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกนำพามายังสถานที่อื่น ภาพที่มันมองเห็นเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ทองฟ้าด้านบนเป็นสีครามสดใส เห็นเช่นนี้หานเฟิงก็ทราบแล้ว ว่าเป็นตนถูกพาเข้ามาสู่ด้านในของมิติปัจเจก หากมิทันที่มันจะได้เปิดปากกล่าวคำ เสียงอันแผ่วเบาของหลิงซีผู้นั้นก็ดังขึ้นมา


    “ หลิงซีกราบพบนายท่าน...”


    เสียงของหลิงซีดังขึ้นจากด้านหลัง พาให้หานเฟิงตื่นตระหนกยิ่ง เป็นเพราะสัมผัสวิญญาณของมันตรวจไม่พบสิ่งอื่นใด กระทั่งที่เสียงของนางปรากฏขึ้นมา มันจึงได้หันหน้ากลับไปมอง ก็เห็นว่า ร่างเล็กบางในชุดยาวสีเขียวกำลังหมอบกราบอยู่แทบเท้า ผิวพรรณของนางขาวกระจ่าง เส้นผมของนางเป็นสีน้ำตาลเข้ม กระทั่งที่นางเงยหน้าขึ้นมา จึงค่อยเห็นว่า นันย์ตาของนางกลับเป็นสีเขียวดุจมรกตที่สุกสกาว


    “ หลิงซีขออภัยนายท่าน ที่นำพานายท่านเข้ามาโดยมิได้รับความยินยอม...”


    หานเฟิงขมวดคิ้วมุ่นมองสตรีที่ตรงหน้า สตรีที่แลคล้ายเพียงหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ หากกลิ่นอายที่แผ่กำจายออกมา กลับเต็มไปด้วยความทรุดโทรมเสื่อมถอย เป็นอายุขัยของนาง ที่คล้ายกำลังจะสิ้นสุดลง


    “ เจ้าเป็นใคร?” หานเฟิงกล่าวถามเสียงเรียบ เป็นมันสัมผัสไม่ได้ถึงความประสงค์ร้ายจากสตรีนางนี้


    “ หม่อมฉันเรียกว่าหลิงซี”


    “ ข้าทราบแล้ว หากที่ข้าไม่ทราบ คือเจ้าและข้า ไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อใด?”


    “ เป็นตั้งแต่ที่หลิงซียังอายุเยาว์”


    คำกล่าวของนางพาให้หานเฟิงต้องขมวดคิ้ว “ อายุเยาว์?!!!...”


    “ เจ้าบอกว่าเจ้าคือต้นไม้ใหญ่ยักษ์ต้นนั้น คำอายุเยาว์เจ้า ไหนเลยที่ข้าคนนี้จะเกิดได้ทัน”


    “ หลิงซีไม่ทราบ หากหลิงซีมิได้หลอกลวงต่อนายท่าน เป็นนายท่านได้ช่วยชีวิตหลิงซีเอาไว้จริงๆ”


    หานเฟิงขมวดคิ้วมุ่น มองสตรีตรงหน้าที่คล้ายจะไม่ได้โกหก “ บอกเล่าเหตุการณ์ให้ข้าเข้าใจ...”


    “ ยามนั้น หลิงซีก็เป็นเพียงแค่ต้นไม้ธรรมดาต้นหนึ่ง ทั้งยังเป็นต้นไม้ที่อ่อนแอยิ่ง อันที่จริง เป็นหลิงซีที่สมควรต้องตกตายไปตั้งแต่ครั้งนั้น หากเป็นท่าน กับอีกคนผู้หนึ่ง ที่ได้ถ่ายทอดปราณชีวิตให้แก่หลิงซี ให้หลิงซีได้มีโอกาสเติบใหญ่ จนมีชีวิตยืนยาวสืบมาได้จนถึงปัจจุบัน”


    “ อีกผู้?... เป็นผู้ใดกัน?”


    “ หลิงซีไม่ทราบ”


    “ ไม่ทราบ?... แล้วรูปลักษณ์ของคนผู้นั้นเล่า?”


    “ หลิงซีไม่ทราบ”


    “ นี่ก็ไม่ทราบ แล้วไหนเลยที่เจ้าจักจำแนกได้ว่าหนึ่งในนั้นเป็นข้า”


    “ หลิงซียามนั้นเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาต้นหนึ่ง ไม่มีตา ไม่มีหู เพียงสัมผัสรู้ได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณ จึงมิอาจทราบ ว่ารูปลักษณ์ของคนผู้นั้นเป็นเช่นไร”


    หานเฟิงพยักหน้า ขบคิดคำ กลิ่นอายวิญญาณ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่ากลิ่นอาย ซึ่งมิใช่คำที่แปลกใหม่ ทุกผู้ล้วนมีกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน อาจมีบ้างที่กลิ่นอายคล้ายกัน ซึ่งมันคิดว่า หลิงซีผู้นี้ ได้ผูกโยงตน เข้ากับคนที่มีกลิ่นอายคล้ายกันในตอนนั้น


    หานเฟิงมิได้บอกเล่าสิ่งที่คิดออกไป เพียงกล่าวว่า “ เรื่องราวในอดีตของเจ้านั้นช่างเถอะ คนผู้นั้นจะใช่ข้าหรือไม่ ก็เอาตามแต่ที่เจ้าสบายใจ... แล้วทีนี้ ก็ส่งข้ากลับไปได้แล้ว วันพรุ่งข้ายังมีเรื่องราวที่ต้องกระทำ”


    หลิงซีแย้มยิ้ม “ ได้กราบพบนายท่านวันนี้ หลิงซียินดียิ่ง ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้พบเห็นใบหน้าของนายท่าน แต่เมื่อพบแล้ว หลิงซีก็มีบางสิ่งที่อยากจะมอบต่อนายท่าน เพื่อตอบแทนบุญคุณชีวิตที่นายท่านได้มอบมา ถึงแม้ว่า สิ่งนี้ จะไม่อาจเทียบได้กับบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของนายท่าน หากก็ขอให้นายท่านโปรดอภัย…”


    กล่าวจบ นางก็แบหงายฝ่ามือ ก่อนจะปรากฏเป็นมุกสีเขียวมรกตขนาดเท่ากำปั้น มุกที่เพียงแค่วางไว้บนฝ่ามืออย่างแน่นิ่ง หากหานเฟิงกลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นกระเพื่อมของพลัง เป็นพลังชีวิต พลังชีวิตที่มหาศาล มันกระเพื่อออกมาเป็นจังหวะ จนแลคล้ายการเต้นของหัวใจ


    “ นี่คือ หัวใจพฤกษา ที่หลิงซีใช้เวลาอันยาวนานเพาะสร้างขึ้นมา…”


    “ หัวใจพฤกษา?...” หานเฟิงทวนคำอย่างครุ่นคิด ตนคล้ายจะเคยได้ยินคำประดานี้มาก่อน หากเป็นเพียงแค่ได้ยิน มิได้ทราบรู้ว่าเป็นเช่นไร


    “ ถูกแล้ว หัวใจพฤกษาดวงนี้ เป็นหัวใจของหลิงซีเอง มันอุดมไปด้วยพลังชีวิตที่มหาศาล จึงขอมอบให้แด่นายท่าน…”


    “ หัวใจของเจ้า?!!.. หากมอบให้กับข้า ไหนเลยที่เจ้าจะไม่ตกตาย”


    หลิงซีส่ายหน้า “ อายุขัยของหลิงซีกำลังจะหมดลง ซึ่งอย่างไรก็ต้องตกตาย หากหัวใจดวงนี้จะยังคงอยู่ พลังชีวิตของมัน มากพอที่จะหล่อเลี้ยงเรือนกายของหลิงซีให้คงอยู่ ไปได้ตราบนานเท่านาน...”


    ฟังถึงตรงนี้ หานเฟิงก็พลันเข้าใจกระจ่าง ถึงเรื่องราวอันเป็นปริศนาของต้นไม้ต้นนี้ ที่มันได้เคยตรวจสอบพบเจอในชีวิตที่แล้ว


    “ ดังนั้น หลิงซีจึงขอมอบมันแด่นายท่าน เพื่อที่นายท่าน จะได้คงโฉมเยาว์วัยไปตลอดกาล...”


    “ น นี่…” 


    หานเฟิงพูดไม่ออก ไหนเลยที่ตนไม่ได้กระทำสิ่งใดจะเป็นคนได้รับผลประโยชน์นี้ หากหลิงซีก็ไม่คิดให้มันได้ปฏิเสธ นางเคลื่อนฝ่ามือประกบเข้าหาทรวงอกของมันอย่างรวดเร็ว


    หัวใจพฤกษาจมหายเข้าไปในแผ่นอก กระบวนการลื่นไหล หัวใจพฤกษาของหลิงซีหลอมผสานกับหัวใจของมัน กระทั่งที่กระบวนการเสร็จสิ้น หานเฟิงก็สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันล้นเหลือ ที่แผ่กำจายออกมาจากทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ


    หานเฟิงนัยน์ตาสั่นสะท้าน จับจ้องมองหลิงซีที่ตรงหน้า นางที่กำลังส่งรอยยิ้มอย่างอบอุ่น ร่างที่แบบบางกำลังเปร่งแสงสีเขียว


    “ ขอบคุณสำหรับชีวิตที่นายท่านได้มอบให้…”


    “ หลิงซีทูลลา…”


    นางยอมกายคารวะ ก่อนที่ร่างของนางจะแตกกระจาย จนกลายเป็นดวงแสงสีเขียวนับพันลอยล่องไปในนภา มิติปัจเจกเลือนหาย หานเฟิงพบว่า ตน ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ยืนอยู่บนง่ามไม้ยักษ์ใหญ่ที่ยังคงยืนต้นตระหง่าน คล้ายดั่งว่าหมื่นปีผ่านก็ไม่มีวันล้มลง แต่ทว่า ไม่แล้ว มิต้องถึงหมื่นปีผ่าน เพราะบัดนี้ที่ตรงหน้า ใบไม้ใบหนึ่ง ได้ร่วงหล่นลงมา เป็นสัญญาณว่า มันกำลังจะจากไป

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน