ค่ำคืนผ่านไปอย่างเงียบสงบเพียงพริบตาก็รุ่งสางเสียแล้ว
วันรุ่งขึ้นขณะฟ้ากำลังสว่าง ก็มีข่าวที่น่าตกใจแพร่ออกไปทั่วนอกสำนักเหิงเยว่
“ได้ยินไหม? เย่เฉินท้าประลองกับฉีเฮ่าแห่งยอดเขาเหรินหยาง”
“จริงหรือนี่”
“ฉีเฮ่าอยู่ในขั้นพลังธาตุชั้นที่สองเลยนะ”
“เย่เฉินนี่ยุ่งไปทั่วเลยจริง!”
เมื่อข่าวแพร่ออกไปจึงทำให้เกิดความโกลาหลขึ้น
ศิษย์ของสามยอดเขาหลักได้มาพร้อมกันที่ลานเมฆวายุอย่างเนืองแน่นลานเมฆวายุที่เพิ่งจะสงบลงได้ไม่นานก็กลายเป็นสถานที่ของการประลองอันวุ่นวายอีกครั้งและสิ่งสำคัญนั้นคืออีกฝ่ายเป็นเย่เฉินผู้ที่ก่อเรื่องวุ่นวายมากมายได้ตลอด
ดังนั้นลูกศิษย์ที่กำลังเบื่อหน่ายเป็นอย่างมากบางส่วนจึงได้รีบวิ่งไปยังลานเมฆวายุเพื่อจับจองพื้นที่
“เขาดูถูกยอดเขาเหรินหยางของข้าลงโทษเสียหน่อยก็ดี” นักพรตชิงหยางประมุขแห่งยอดเขาเหรินหยางนั่งอยู่บนลานหินเอ่ยคำพูดออกมาด้วยความเชื่อมั่นในตัวฉีเฮ่า
“น้อมรับคำสั่ง”ที่ด้านล่างที่นั่ง ฉีเฮ่าได้สะบัดเสื้อคลุม เผยให้เห็นความสง่างามของเขารวมถึงมุมปากที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ขี้เล่น
“พวกข้าไปด้วย”ซูซินเยว่และศิษย์กลุ่มหนึ่งก็ตามมาทันที
อีกด้านหนึ่งด้านล่างของลานเมฆวายุ บรรดาศิษย์ของสำนักเหิงเยว่ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นได้เดินหลีกทางตลอดสายเพื่อให้เย่เฉินที่กำลังเดินแบกกระบี่เทียนเชวียที่หนักอึ้งเข้ามาอย่างช้าๆ
“ก่อนหน้านี้ศิษย์ของสองยอดเขาก็พ่ายแพ้ติดต่อกันไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาจะเอาชนะฉีเฮ่าได้หรือไม่”
“เว่ยหยางกับจ้าวหลงจะมาเทียบกับฉีเฮ่าได้หรือ?”
“ขั้นรวมพลังกับขั้นพลังธาตุนี่มันไม่ใช่แค่ระดับชั้นต่างกันแล้วนะ”
ท่ามกลางบทสนทนารอบด้านเย่เฉินที่กำลังก้าวเดินขึ้นไปยังลานเมฆวายุกลับถูกเงาร่างหนึ่งที่พุ่งออกมาจากแนวทแยงรั้งเอาไว้
เมื่อมองดูให้ดีเย่เฉินก็กระตุกยิ้มทันที
คนที่ดึงเขาเอาไว้คือเจ้าหมีสองซึ่งกำลังมีท่าทางที่ตื่นตระหนกมาก ใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยไขมันตอนนี้มันกลับบวมโต จมูกก็ช้ำบวมดูเหมือนว่าหลังจากเขากลับไปบ้านในวันนั้นคงจะถูกทุบตีอย่างหนัก
“เจ้าหนุ่มเจ้าบอกกับข้ามาตรงๆ ว่าเจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าจะชนะ”เจ้าหมีสองมองไปยังเย่เฉินด้วยดวงตาเล็กๆ
“เต็มสิบ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี!” เจ้าหมีสองคนนี้มาและไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้เย่เฉินหมดคำจะพูด
เมื่อถอนสายตากลับมาเย่เฉินก็เงยหน้าขึ้นมองไปบนลานประลอง
“มาๆเดิมพันกัน เดิมพันมาก ถ้าชนะก็ได้มาก หากผ่านตรงนี้ไปแล้ว ก็ไม่มีร้านอื่นแล้วนะ”
ขณะที่เย่เฉินกำลังจะก้าวขึ้นลานประลองด้านล่างก็มีเสียงเช่นนี้ดังขึ้น
เมื่อมองไปอย่างละเอียดนั้นคือเจ้าหมีสอง
เจ้าคนนั้นไม่รู้ว่าไปเอาโต๊ะออกมาจากที่ไหนบนโต๊ะแขวนป้ายเอาไว้ ป้ายหนึ่งเขียนชื่อของเย่เฉินส่วนอีกป้ายหนึ่งเขียนชื่อของฉีเฮ่า
การเดิมพัน
เย่เฉินมองดูก็รู้แล้วว่าเจ้าหมีสองคิดจะทำอะไรกันแน่
ในวันปกติคนที่ได้ขึ้นมายังลานเมฆวายุ ล้วนแต่จะต้องเดิมพันกับอะไรสักอย่าง
ดังนั้นที่ด้านล่างของลานบรรดาศิษย์ผู้เกียจคร้านทั้งหลายก็ไม่อาจอยู่เฉยได้พวกเขาจึงเริ่มเดิมพันด้วยหินวิญญาณ นี่คือการพนันจากนอกสนามหากว่าโชคดีก็อาจจะร่ำรวยได้ในชั่วข้ามคืน หากโชคร้ายก็อาจจะล้มละลายได้ในพริบตาเช่นกัน
“มาๆเดิมพันเย่เฉิน เดิมพันเย่เฉินลงหนึ่งได้สิบเท่าส่วนเดิมพันฉีเฮ่าลงสิบได้หนึ่งเท่า เดิมพันน้อยก็ได้น้อย เดิมพันมากก็ได้มาก”
ไม่ต้องบอกเลยเมื่อเจ้าหมีสองตะโกนแบบนั้น เหล่าศิษย์โดยรอบก็ต่างพากันเข้ามารุมล้อมเขา
“เดิมพันฉีเฮ่า”
“ข้าก็เดิมพันฉีเฮ่า”
“ฉีเฮ่าชนะ”
การเดิมพันเป็นไปตามคาดเดาทุกคนล้วนแต่เลือกฉีเฮ่าอย่างไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นด้านที่ทายว่าฉีเฮ่าจะชนะจึงมีหินวิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนด้านที่ทายว่าเย่เฉินจะชนะนั้นกลับว่างเปล่า
“ข้าแย่ขนาดนั้นเลยหรือ?” บนลานประลอง เย่เฉินมองลงไปด้านล่าง และอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย
แต่มุมปากของเขากลับยังยิ้มได้
“เลือกแล้วก็เอามือออกไปเลือกแล้วเปลี่ยนไม่ได้แล้วนะ ไม่มีการคืนเงินด้วย”
เสียงตะโกนของเจ้าหมีสองดังกึกก้องไปทั่วลานเมฆวายุชายคนนี้มีหัวการค้าจริงๆ ขณะที่เขากำลังยุ่งอยู่กับโต๊ะพนันนั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะขยิบตาให้กับเย่เฉิน
“ทำเงินได้แล้วสินะ”เย่เฉินดูเหมือนจะมองเห็นหินวิญญาณที่กำลังส่องแสงแวววาว
ตอนนี้ยังขาดเงินที่จะใช้ซื้อเหล็กดำและเหล็กหล่อดำเจ้าหมีสองคนนี้โดยรวมแล้ว ดูเหมือนจะถูกลิขิตมาให้โชคกับเขาจริงๆ
ไม่นานนักหินวิญญาณที่กองอยู่บนโต๊ะพนันก็มีความสูงมากกว่าคนดูด้วยซ้ำ มองดูคร่าวๆน่าจะมีมากถึง ห้าหมื่นถึงหกหมื่น
บรรดาศิษย์ที่ทำการเดิมพันต่างกลับไปยังที่นั่งของตนเองแล้ว แต่ละคนต่างตั้งตารออย่างตื่นเต้นและรอคอยที่จะได้รับเงินพนันแล้ว
“ฉีเฮ่ามาแล้ว”ในไม่ช้า บรรดาศิษย์ต่างส่งเสียงโห่ร้อง
ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างหันไปมองในทิศทางเดียวกันฉีเฮ่าที่อยู่ในชุดสีขาวถือพัดสีขาวเอาไว้ในมือกำลังก้าวเดินมาอย่างช้าๆ ด้านหลังตามมาด้วยศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางกลุ่มใหญ่ดูท่าจะมาให้กำลังใจเขา
ภายใต้ของคนมากมายมุมปากของฉีเฮ่าก็เต็มไปด้วยความขี้เล่น จากนั้นก็ร่อนลงบนลานเมฆวายุอย่างสง่างาม
“สง่างามยิ่งนัก!” ทันใดนั้น รอบด้านก็เต็มไปด้วยเสียงอุทานของศิษย์สตรี
ดูเหมือนว่าฉีเฮ่าจะมีความสุขกับการได้รับความรู้สึกเช่นนี้เขาขยับพัดโบกเบาๆ ด้วยท่าทางที่แสนอ่อนโยน
“ศิษย์พี่ฉีเอาชนะเขาให้ได้” ยังไม่ทันเริ่มการประลองศิษย์ยอดเขาเหรินหยางต่างก็ให้กำลังใจอย่างมากล้นกับฉีเฮ่า
“ความคิดเข่นฆ่ามีมากเกินไปเจ้าไม่มีวันบรรลุผลสำเร็จ” เงาร่างเข้ามาอย่างหนาแน่นซูซินเยว่เหลือบมองเย่เฉินด้วยสายตาที่เหยียดหยาม
บนลานประลองฉีเฮ่ามองไปยังเย่เฉินที่อยู่ตรงข้ามอย่างขี้เล่น พูดอย่างติดตลก “เย่เฉินเจ้าไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้มาท้าประลองกับข้า”
“เจ้าจะชื่มชมตนเองมากเกินไปหรือเปล่า”เย่เฉินพูดอย่างเย็นชา
“นั่นใครน่ะนั่นคือเย่เฉิน พวกเจ้าอยากจะเดิมพันหรือเปล่า ถ้าไม่มีใครเดิมพันข้าจะปิดกระดานแล้วนะ” เสียงของเจ้าหมีสองดังมาจากด้านล่าง
“เดิมพันเดิมพันแน่นอน” ฉีเฮ่าโบกพัดเบาๆ จากนั้นจึงโยนถุงเก็บของลงมา “เดิมพันว่าข้าชนะหนึ่งหมื่นหินวิญญาณ”
โอ้!
ทันทีที่เขาพูดเช่นนี้ก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านล่างทันที
โดยเฉพาะบรรดาสตรีเหล่านั้นที่ได้แต่ส่งเสียงกรีดร้องและกระซิบกันว่า ฉีเฮ่าผู้นี้นอกจากจะมีพื้นฐานครอบครัวที่ดี มีการฝึกตนขั้นสูงมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาแล้ว ยังมีความกล้าหาญอีกด้วยทั้งหมดนี้ล้วนแต่เปรียบราวกับเจ้าชายขี่ม้าขาวในใจของพวกนาง
“ข้าไม่มีเงินมากมายเหมือนศิษย์พี่ฉีข้าขอเดิมพันหนึ่งร้อยก็พอ”
เมื่อเอ่ยดังนั้นเย่เฉินก็ยื่นมือออกมา จากนั้นก็โยนหินวิญญาณเอาไว้ด้านข้างของโต๊ะพนันที่ทายว่าตนเองจะชนะ ซึ่งเงินหนึ่งร้อยหินวิญญาณของเขา เป็นเพียงหนึ่งร้อยหินวิญญาณในถาดเดิมพันนั้นจริงๆ
“ปิดกระดาน!”
สิ้นสุดเสียงตะโกนของเจ้าหมีสองเขาก็ใช้ค้อนทุบไปบนโต๊ะพนัน
“ด้านล่างมีการเดิมพันอยู่แล้วพวกเราจะไม่มีการเดิมพันอะไรเลยหรือ” ฉีเฮ่าพูดพลางมองไปทางเย่เฉินยกคางขึ้นสูงจนไม่สามารถสูงได้อีกแล้ว ซึ่งหากสูงกว่านี้อีกนิดเดียวชายคนนี้อาจจะบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้แล้ว
“ข้าไม่มีเงินไม่พนันกับเจ้าหรอก”
“ไม่ใช่เพราะกลัวหรอกหรือ?”
“ไม่ได้กลัวสักหน่อย”เย่เฉินแคะหูของเขา “รอให้ข้าทุบเจ้าให้เรียบร้อยก่อนเถอะ ของมีค่าทั้งหมดในตัวเจ้าก็จะกลายเป็นของข้าทั้งสิ้น”
“ช่างกล้าพูดไม่รู้จักดูตัวเอง”ดวงตาของฉีเฮ่าดูเย็นชาขยับตัวทันที ปลายเท้ากระแทกลงไปบนพื้นมีแสงวาบออกมาสองสามครั้งแล้วมุ่งไปยังเบื้องหน้าของเย่เฉินท่าร่างของเขานั้นไม่สามารถคาดเดาได้ ด้านหลังก็ยังมีภาพติดตาปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เป็นความเร็วที่รวดเร็วมาก”
“ท่าร่างนี้ช่างลึกลับจริงๆ!” แม้แต่คู่ต่อสู้อย่างเย่เฉิน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
ขณะที่พูดฉีเฮ่าได้ลวงเขาไปด้านหน้า และยกมือขึ้นประทับรอยฝ่ามือลงไปทันที
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็ขยับกระบี่เทียนเชวียทันที
เปรี้ยง!
เย่เฉินถูกพลังฝ่ามือจนสะท้อนถอยหลังไปเขายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด และไม่สามารถจะออกแรงทั้งหมดได้ในตอนนี้เขาได้แต่แสดงความอ่อนแอ เพื่อจะทดสอบกำลังความแข็งแกร่งที่แท้จริงของฉีเฮ่า