ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 41 เริ่มต้นเจรจา

          แต่สิ่งที่เฟิ่งหยูกำลังคิดอยู่นั้นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราคาเขากำลังคิดถึงเรื่องที่เขาจะสามารถขายสินค้าชิ้นต่อไปได้อย่างไรต่างหากเขาไม่ได้คาดการเอาไว้ว่าโอสถของเขาจะขายได้ในราคาเท่าไหร่เขาเพียงต้องการที่จะคุยกับผู้ดูแลสมาคมการค้ามังกรดำแห่งนี้ให้เร็วที่สุดดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจราคามากนัก

            ระบบเงินตรา1000 เหรียญทอง เท่ากับ 1 หินวิญญาณระดับต่ำ

            ระบบเงินตรา100 หินวิญญาณระดับต่ำ  เท่ากับ 1หินวิญญาณระดับกลาง

            ระบบเงินตรา100 หินวิญญาณระดับกลาง เท่ากับ 1 หินวิญญาณระดับสูง

            ระบบเงินตรา100 หินวิญญาณระดับสูง เท่ากับ 1 หินวิญญาณระดับสูงสุด

            ท่านไม่พอใจในราคาที่ข้าเสนอให้เช่นนั้นหรือหากท่านไม่พอใจข้าสามารถเพิ่มราคาให้ท่านได้อีกนิดหน่อย  พวกเราเองก็ได้กำไรจากโอสถนี้ไม่มากเท่าไหร่นักและอีกอย่างท่านเองก็นำมาเพียงแค่สามเม็ดเท่านั้นหากท่านมีมามากกว่านี้ข้าคงจะให้ราคาท่านได้มากกว่านี้

            “ตกลงข้ารับราคานี้”พนักงานประจำสมาคมไม่อาจซ่อนความยินดีของตนไว้ได้เมื่ออีกฝ่ายยอมตกลงราคารับข้อเสนอของตนเหตุเพราะแม้จะขายยาเม็ดหนึ่งในราคาสูงกว่าเดิมสองเท่าบรรดาพรรคใหญ่ก็ยังสามารถซื้อได้โดยง่ายหลังจากเก็บเม็ดยาวิญญาณน้ำแข็งอย่างว่องไวแล้วผ่านไปครู่หนึ่งพนักงานประจำสมาคมจึงหยิบบัตรสีม่วงเป็นมันเงาออกมายื่นให้กับเฟิ่งหยูก่อนจะเอ่ยปาก

            “นี่คือบัตรเงินสดของท่าน”

            ขอให้โปรดรับเอาไว้ด้วยหากท่านต้องการสิ่งใดเพิ่มเต็มทางสมาคมการค้ามังกรดำของเราพร้อมต้อนรับท่านเสมอบัตรเงินสดงนี้บรรจุเงินไว้ภายใน เฟิ่งหยูตรวจสอบดูภายในพบว่าทั้งหมดสามสิบล้านเหรียญทอง  เมื่อจัดเก็บบัตรเงินสดเรียบร้อยแล้วเฟิ่งหยูยังคงไม่จากไปในทันที ชายหนุ่มยกฝ่ามือขวาของตนขึ้นมาเพื่อวางบางสิ่งลงบนโต๊ะพร้อมกับกล่าวว่า

            “สิ่งนี้ท่านท่านจะให้ราคาแก่เราได้เท่าไหร่”

            สิ่งที่เฟิ่งหยูนำออกมาคือแก่นจิตธาตุอสูรที่อยู่ในระดับห้าเขาได้มันมาเมื่อไม่นานมานี้ พนักงานประจำสมาคมวัยกลางคนหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความสนใจเขาไม่อาจมองออกว่าแก่นจิตธาตุอสูรนี้อยู่ในระดับใด เขาเป็นกังวลเป็นอย่างมากเฉพาะโอสถที่เขาได้มาก็สามารถทำกำไรให้กับทางสมาคมได้เป็นจำนวนมาก หากเขาสามารถรับซื้อแก่นจิตธาตุอสูรนี้มาได้เขาคิดว่าเขาคงสามารถได้รับความไว้วางใจจากผู้ดูแลสมาคมอย่างแน่นอน  เขาหยิบจิตธาตุอสูรนั้นมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นแก่นจิตธาตุอสูรระดับใดได้เนื่องจากเขาไม่เคยพบเจอกับแก่นจิตธาตุอสูรแบบนี้มาก่อน

            “เหอะ!”  พนักงานประจำสมาคมการค้าวางแก่นธาตุสัตว์อสูรลงอย่างระมัดระวังไม่กล้าหยิบจับมันขึ้นมาอีกสายตาที่มันมองเฟิ่งหยูล้วนแปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ  มันกล่าวอย่างนอบน้อมว่า

            “ท่านลูกค้าผู้สูงส่งโปรดรอสักครู่ สำหรับการค้าสำคัญเช่นนี้ผู้น้อยไม่มีอำนาจในการตัดสินใจข้าน้อยขอไปปรึกษากับผู้ดูแลสมาคมก่อน ท่านลูกค้าโปรดรอสักครู่”

            ถึงตอนนี้พนักงานรีบเดินขึ้นไปยังชั้นสองพร้อมกับตะโกนเสียงดัง

            “ผู้อาวุโสผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋า มาที่นี่เร็ว ! ! มีเรื่องสำคัญแล้ว! เร็ว เร็ว !”

            ไม่นานหลังจากนั้นผู้อาวุโสร่างใหญ่ปรากฏกายขึ้นจาเบื้องบนพร้อมก้าวเดินลงมาดวงตาทั้งคู่ดูอ่อนโยน แต่ทว่าเต็มเปี่ยมด้วยพลังความแข็งแกร่ง ชื่อของเขาคือ เม้งหวู่จ๋าเป็นที่รู้จักในนามของผู้ดูแลสมาคมการค้ามังกรดำสาขาเมืองจินเฟิงแห่งนี้

            “การค้าอะไรที่สำคัญนักหนาถึงกับทำให้เจ้าทำเสียงดังรบกวนลูกค้าได้ถึงขนาดนี้” ผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าเดินเข้ามาอย่างสงบภาคภูมิพร้อมทั้งกวาดสายตามองเด็กน้อยอายุสิบสาม สิบสี่ตรงหน้า

            “ท่านผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าเชิญท่านทางนี้ ท่านดูของสิ่งนี้ก่อน” พนักงานประจำสมาคมหยิบแก่นแก่นธาตุสัตว์อสูรขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นเขาไม่รู้ว่าแก่จิตธาตุอสูรนี้อยู่ในระดับใด แต่ผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าต้องรุ้อย่างแน่นอนผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าปรายตามองไปยังพนักงานประจำสมาคมอย่างไม่พอใจ

            “รู้จักสำรวมเสียบ้างเจ้าปล่อยให้แก่นธาตุสัตว์อสูรชิ้นเพียงชิ้นเดียว จนถึงขึ้นทำให้ลูกค้าคนอื่นตื่นตระหนกได้อย่างไร”หรือว่าแก่ธาตุอสูรดวงนี้อยู่ในระดับสอง เจ้าดูสิผู้คนจะมองสมาคมการค้าของเราอย่างไร

            ผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าตำหนิด้วยแววตาเย็นชาก่อนจะรับแก่นธาตุสัตว์อสูรไปเพียงพริบตาเดียว ผู้อาวุโสถึงกับเงียบสนิท มือของเขาเริ่มสั่นเมื่อชายชรารีบจับจ้องไปยังแก่นกลางของมันก่อนจะตรวจสอบมันด้วยพลังลมปราณของตนเล็กน้อยเขาพยายามสังเกตุอย่างถี่ถ้วนว่าแก่นธาตุสัตว์อสูรนี้เป็นของปลอมหรือไม่?

            ทั่วทั้งร่างของชายชราล้วนสั่นเทาเสียงพูดของเขาเริ่มฟังไม่ได้ศัพท์ เขาพูดพร้อมกับเปล่งเสียงสูงยิ่งกว่าของพนักงานประจำสมาคมวัยกลางคน“แก่นธาตุสัตว์อสูรระดับห้า”

            พนักงานประจำสมาคมทำได้เสียงส่งสายตาอยู่ด้านหลัง...ท่านเพิ่งตำหนิข้าแต่เมื่อครู่ตัวท่านเองตะโกนดังยิ่งกว่าข้าเสียอีก

            “อะไรนะแก่นธาตุสัตว์อสูรระดับห้าเช่นนั้นหรือ?”

            ผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าบังเกิดความตื่นตระหนกสุดระงับเมื่อได้ยินเสียงอันเย็นชาและแหบพร่าชายชราเก็บความรู้สึกตื่นเต้นของตนก่อนจะประเมินเด็กชายที่อยู่ตรงหน้าอีกรอบหนึ่งผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าวางแก่นธาตุสัตว์อสูรไว้บนโต๊ะอย่างเบามือก่อนจะเอ่ยถามเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าขอเขา

            “เจ้าหนูเจ้าชื่ออะไรแล้วเจ้าไปได้สิ่งนี้มาได้อย่างไร เจ้าบอกเราผู้เฒ่าคนนี้ได้ไหมเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยข้าจะรับประกันให้กับเจ้าเอง”

            เมื่อผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าเดินลงมาตอนแรกเขาเพียงแค่มองไปยังเฟิ่งหยูเขายังคิดว่าเด็กคนนี้คงจะมาหลอกหรือมาเล่นอะไรพิเรน ๆ เสียอีก แต่ในตอนนี้เด็กชายผู้นี้กลับเป็นเจ้าของแก่นธาตุสัตว์อสูรระดับห้าไว้ในครอบครองได้นับเป็นตัวตนระดับใดกันเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมาในตัวของเด็กน้อยคนนี้ เพราะเขาคิดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเด็กคนนี้ขึ้นมาทันที

            ผูอาวุโสเม้งหวู่จ๋ากล่าวว่า“เจ้าหนู แม้ว่าเราจะมีความต้องการแก่นธาตุสัตว์อสูรระดับห้าอย่างยิ่งทว่าเราไม่อาจปิดบังความจริงว่าวัตถุล้ำค่านี้มีมูลค่ามหาศาล มหาศาลจนไม่อาจจะตีราคาได้แม้เราจะนำสมาคมการมังกรดำทั้งสาขานี้มาแลกเปลี่ยนก็ไม่อาจจะแลกเปลี่ยนได้เพียงหนึ่งส่วนห้าของแก่นธาตุสัตว์อสูรนี้ได้”

            “ท่านผู้อาวุโสข้ายังมีสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก ท่านพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนกับข้าหรือไม่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเพียงอย่างเดียว ข้าต้องการ อาวุธ และอีกหลายอย่างเลยต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้วหละ”

            “ได้ไปนั่งคุยกันข้างบนกันเถอะ” เม้งหวู่จ๋าเข้าใจจุดประสงค์ของเฟิ่งหยูดี  พร้อมทั้งกำชับพนักงานประจำสมาคมไม่ให้ใครรบกวนในช่วงนี้เด็ดขาด