ทริสตันตรึงสายตามองทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่แววตาแข็งกร้าวจะค่อย ๆ คลายลงเป็นรอยยิ้ม แล้วแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เอาละ ๆ... เราไม่ล้อเล่นกับพวกเจ้าแล้ว” คำพูดนั้นถูกปล่อยออกมาเพียงเพื่อลองเชิง ดูว่าฝ่ายตรงข้ามจะเผยปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อโดนแบบนี้ และผลลัพธ์ที่ปรากฏตรงหน้า ก็ถือว่าน่าสนใจไม่เบาทั้งคู่
ยังไม่ทันไร ทหารนายหนึ่งก็ก้าวเข้ามารายงานว่าอาร์วิน เอ็ดการ์ และธีอา ทั้งสามมีเรื่องด่วนขอเข้าพบ เมื่อทริสตันอนุญาตให้ทั้งสามก้าวผ่านประตูเข้ามา สายตาของพวกเขากลับต้องชะงักลงด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบคนแปลกหน้าสองคนยืนสงบนิ่งอยู่ภายในห้อง
ทริสตันคลี่ยิ้มบางพลางมองภาพเบื้องหน้า ก่อนหันไปพูดกับทั้งสองคน “พวกเจ้าสองคนช่วยบอกชื่อกับตำแหน่งให้กับทั้งสามที่เพิ่งเข้ามารู้จักหน่อยสิ”
ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเปิดฉากแนะนำตัวก่อน น้ำเสียงทรงพลังดุดันกังวานขึ้น “ดิฉัน คาลิสตา แวนครอฟท์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยพิทักษ์กุหลาบแดง”
ฝ่ายชายเอ่ยแนะนำตัวตามมาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ส่วนผม โอไรออน หัวหน้าหน่วยตำรวจครับ”
ทั้งสามเอ่ยแนะนำตัวกลับไปตามมารยาท เมื่อการทำความรู้จักสิ้นสุดลง เสียงปรบมือเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากผู้ปกครองหนุ่ม
“ดีมาก! ในเมื่อพวกเจ้าทั้งห้าได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้นแล้ว ย่อมรู้ดีว่าด้วยตำแหน่งหน้าที่ ในอนาคตต้องประสานงานกันอีกมาก ยามว่างเว้นจากงานก็หาเวลาพูดคุยกันได้ เราหวังเพียงพวกเจ้าจะยึดเอาผลประโยชน์ของซิลเวอร์เรสเป็นสำคัญ อย่าให้ทิฐิหรืออารมณ์ส่วนตนมาทำให้งานใหญ่ต้องเสียหาย”
“น้อมรับคำสั่งครับ/ค่ะ ท่านผู้ปกครองทริสตัน!” ทั้งห้าคนโค้งรับคำสั่งประสานเสียงตอบกลับอย่างพร้อมเพรียง
เขายกยิ้มรับคำตอบรับของทั้งห้าคน “จำสิ่งที่พวกเจ้ารับปากเราในวันนี้ไว้ให้ดี การเป็นผู้นำที่ดีต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง แต่จงจำไว้ว่าผู้ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบและชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย... คือพวกเจ้าที่เป็นหัวหน้าเท่านั้น”
ทั้งห้าคนน้อมรับคำอีกครั้ง เมื่อทริสตันเห็นว่าทุกคนเข้าใจเจตนาของตนที่ต้องการสื่อแล้ว ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ท่าทีเคร่งขรึมก็พลันคลายลง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“รายงานจากหน่วยข่าวกรองของเรายืนยันตรงกัน... ยามนี้ในซิลเวอร์เรสเต็มไปด้วยพวกสายลับจากทั่วทุกสารทิศ และคงยังมีอีกไม่น้อยที่ยังกบดานอยู่ในเงามืด... โอไรออน เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? พูดมาได้เลยตามตรง เราอนุญาต”
โอไรออนโค้งกายอย่างนอบน้อมก่อนกล่าวขึ้น “ผู้น้อยคิดว่า เมืองใดที่ไม่ถึงกับไร้อนาคตอย่างสิ้นเชิง ย่อมมีสายลับพวกนี้ปะปนอยู่เสมออยู่แล้ว เพียงแต่... เมืองใต้ปกครองของท่านเติบโตรวดเร็วมากเกินไป นามในฐานะศูนย์กลางการค้าขจรขจายไปไกลแสนไกล แล้วมีหรือเหล่าผู้มีอำนาจจะยินยอมปล่อยผ่าน? ยิ่งกับจักรพรรดิธีโอดอร์ที่แปดด้วยแล้ว...
ทว่า ยังไงนี่ก็เป็นดินแดนปกครองของราชาวินด์สเกล ถึงเป็นจักรพรรดิก็ใช่จะเข้ามาวุ่นวายอย่างมั่วซั่วได้ ไม่งั้นไม่เพียงจะทำให้ราชาวินด์สเกลไม่พอใจ แม้แต่อีก 6 ราชาที่เหลือเองก็จะไม่พอใจเช่นกัน เพราะถ้าทำแบบนี้กับราชาคนอื่นได้ก็มีโอกาสมาทำกับตนแบบนี้ได้เช่นกันในอนาคต
ซ้ำร้ายคลื่นใต้น้ำภายในราชวงค์ของเหล่าองค์ชายองค์หญิงที่กำลังแย่งชิงตำแหน่งกำลังระอุ ก็ยึดเหนี่ยวรั้งจักรพรรดิไว้มิให้เคลื่อนไหวได้ตามใจ ด้านราชาอีกเจ็ดแคว้นเองตอนนี้ก็มัวแต่รอจับตาดูท่าทีขององค์ชายองค์หญิงที่ตนสนับสนุน ยามนี้พวกมันจึงทำได้เพียงส่งสายลับเข้ามาสืบข่าวคราว และสร้างความวุ่นวายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อลองเชิงท่านเท่านั้นครับ”
ทริสตันฟังจบก็ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะพลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนเบือนสายตาไปทางหญิงสาว “คาลิสตา... เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเสริมหรือไม่? พูดมาตามที่ใจคิดได้เลย เราอนุญาต”
คาลิสตาโค้งกายลงอย่างนอบน้อมก่อนกล่าว “ผู้น้อยคิดว่า มิใช่แค่ภัยจากองค์จักรพรรดิเท่านั้นที่ต้องระวัง ทว่าภัยใกล้ตัวจากบรรดาพี่ชายของท่านผู้ปกครอง หรือแม้กระทั่ง... องค์ราชาวินด์สเกลเอง ก็ต้องระมัดระวังให้ดีค่ะ บุตรชายที่ตนเคยดูถูกว่าไม่ได้เรื่อง แต่อยู่ ๆ กลับเก่งกาจ สามารถพลิกฟื้นดินแดนทิ้งร้างไร้อนาคตให้กลายเป็นเมืองค้าขายมั่งคั่งได้ในเวลาไม่นาน ผู้เป็นบิดาย่อมเกิดความคลางแคลงใจอยู่ไม่น้อย…
ยามนี้สิ่งที่เราต้องจับตาเป็นพิเศษ คือบรรดาเมืองรอบข้างซิลเวอร์เรสภายใต้การดูแลของพวกเขาก่อน หากอยู่ดี ๆ เกิดการบุกรุกขึ้นมา ฝ่ายองค์จักรพรรดิคงทำทีเป็นหลับตาข้างเปิดตาข้าง ปล่อยให้โจมตีได้โดยไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์ ขอเพียงอีกฝ่ายยกเหตุผลไร้สาระมาอ้าง พระองค์ก็พร้อมจะคล้อยตามโดยง่าย ผิดกับท่านผู้ปกครอง... ที่ไม่อาจทำเช่นนั้นได้เลย สำหรับองค์จักรพรรดิแล้ว การให้เมืองแบบนี้อยู่ในอำนาจการปกครองของราชาวินด์สเกลโดยสมบูรณ์ ย่อมดีกว่าให้ท่านที่มีความสามารถขนาดนี้แน่นอน”
เสียงหัวเราะกังวานของทริสตันดังขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “พวกเจ้าสองคนวิเคราะห์ได้เฉียบแหลมยิ่งนัก ถูกใจเราจริง ๆ ...ทว่าฟังจากที่พวกเจ้าพูดมา งั้นยามนี้สถานการณ์ของซิลเวอร์เรส มิใช่กำลังตกอยู่ในขั้นวิกฤตหนักแล้วหรืออย่างไร?”
รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา ขณะสายตาคมกริบทอดมองไปยังคนทั้งสอง
โอไรออนแย้มยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยตอบ “การที่ซิลเวอร์เรสตกลงมาอยู่ในจุดนี้ได้ ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าความสามารถของท่านผู้ปกครองเริ่มทำให้พวกมันหวาดหวั่น จนต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่อาจปล่อยให้ท่านพัฒนาดินแดนแห่งนี้ได้อีกต่อไป”
โอไรออนหัวเราะเบา ๆ กล่าวต่อ “เพียงแต่ผู้น้อยเชื่อว่า สิ่งที่พวกผู้น้อยเพิ่งเอ่ยไป ทั้งท่านผู้ปกครองและอีกสามท่านในที่นี้... คงตระหนักดีอยู่แก่ใจนานแล้ว”
“ผู้น้อยเพิ่งมาเยือนซิลเวอร์เรสได้เพียงสามเดือนเศษ ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้ประจักษ์ทั้งระบบการตรวจคนเข้าเมือง และวินัยอันเข้มงวดของเหล่าทหารประจำการ ทั้งกำแพงเมืองที่กำลังก่อสร้างก็ใหญ่โตดูแข็งแรงมาก” คาลิสตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“มองในฐานะชาวบ้าน ย่อมรู้สึกปลอดภัย มองในฐานะผู้มาทำงาน ย่อมสัมผัสได้ถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้บังคับบัญชาเบื้องหลัง หากผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยดังเช่นเมืองอื่นที่ผู้น้อยเคยผ่านตา ทหารย่อมไร้ระเบียบ และใช้อำนาจตามใจชอบเพื่อข่มเหงชาวบ้าน ทว่าที่นี่กลับแทบไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น หรือหากมี ก็มีระบบร้องเรียนที่ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเห็นผลทันตา นี่คือสิ่งที่ผู้น้อยไม่เคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน
ผู้ปกครองที่วางรากฐานกฎเกณฑ์และบังคับใช้ได้จริงถึงเพียงนี้ ย่อมตระเตรียมการฝึกซ้อมกำลังพลได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ดังนั้นในแง่ของแสนยานุภาพ กองทัพเราย่อมพร้อมรับมือศึกภายนอกได้ดี... ทั้งท่านเองย่อมคิดอ่านถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันหน้าได้ก่อนนานแล้ว เพียงแต่ ผู้น้อยมีข้อสงสัยอยู่ประการหนึ่ง ไม่ทราบว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา องค์ราชาวินด์สเกลได้ส่งสาส์นใดมาถึงท่านผู้ปกครองบ้างหรือไม่?”
ทริสตันฉายแววพึงพอใจในดวงตา เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ยามนี้ราชาวินด์สเกลยังมิได้ส่งสาส์นใดมาถึงเรา ทว่าหากให้เดา คงไม่พ้นช่วงครบรอบการครองดินแดนครบหนึ่งปีเป็นแน่ เรามาถึงดินแดนนี้เมื่อต้นปี พอเข้าสู่ต้นปีหน้า... มันก็น่าส่งคนมาแล้วล่ะ”
รอยยิ้มอารมณ์ดีแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดูแคลน ก่อนที่เขาจะกวาดสายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังคนทั้งห้าทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดุดัน และเต็มไปด้วยรังสีแห่งอำนาจ
“ในนามของเรา ทริสตัน วินด์สเกล ขอกล่าวคำสัตย์สาบาน... ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็ตามที่อาจเอื้อมมาขวางทางเดินของเรา มันผู้นั้นจะต้องพบกับความพินาศย่อยยับแต่เพียงผู้เดียว!”
คนทั้งห้าที่ได้ยินคำประกาศนี้ถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เหงื่อไหลซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว มันคือคำประกาศถึงความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของผู้ปกครองหนุ่มอย่างเปิดเผย และยังเป็นการย้ำเตือนอย่างเหี้ยมเกรียมว่า ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตาม... ถ้าคิดจะขวางทางก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้
ทริสตันมองดูสีหน้าพรั่นพรึงของคนทั้งห้าด้วยรอยยิ้มพึงใจ ก่อนจะยกแก้วชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า เพื่อปล่อยให้ความเงียบทำงานและให้เวลาพวกเขาทั้งหมดประมวลความคิด จากนั้นจึงหยิบปึกเอกสารสองชุดบนโต๊ะยื่นส่งให้
“โอไรออน คาลิสตา... พวกเจ้าเอาไปอ่านคนละชุด นี่เป็นข้อมูลลับจากสายข่าวที่เชื่อถือได้ส่งมา”
เมื่อคนทั้งสองรับเอกสารไปกวาดสายตาอ่านอย่างคร่าว ๆ แววตาพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้ปกครองหนุ่มด้วยสีหน้าตกตะลึง
“นี่คืองานใหญ่ชิ้นแรกของพวกเจ้าทั้งสอง ทั้งสองหน่วยงานต้องจับมือร่วมกัน คุมสถานการณ์ครั้งนี้ให้อยู่หมัด... โอไรออน ที่เจ้าเคยบอกว่าคนพวกนี้ทำได้แค่ก่อความวุ่นวายเล็ก ๆ น้อย ๆ เห็นทีจะไม่จริงเสียแล้วกระมัง? เพราะสวะบางตัวมันคิดจะเล่นใหญ่เกินตัวไปมากทีเดียว”
ผู้ปกครองหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาฉายแววอาฆาต “และแน่นอน เราคาดหวังว่าพวกเจ้าจะวางแผนตลบหลังแผนการนี้ได้อย่างงดงาม ส่วนตัวการใหญ่เบื้องหลัง... เราจะเป็นคนจัด ของขวัญ ตอบแทนกลับไปให้มันด้วยตัวเอง”
สิ้นคำ เขาก็หัวเราะอย่างดูแคลน ใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกี้ยมจนน่าพรั่นพรึง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง นึกไม่ถึงเลยว่าฝั่งโน้นจะกล้าคิดการใหญ่อย่างเลวทรามถึงเพียงนี้... ทว่าสิ่งที่ชวนสะพรึงยิ่งกว่า คือการที่ผู้ปกครองหนุ่มของพวกตนคิดจะ เอาคืน ด้วยวิธีที่ตลบหลังกลับไปอย่างไม่แยแส พวกผู้มีอำนาจระดับนี้นี่มัน... จิตใจทำด้วยอะไรกันแน่!
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเข้าใจความต้องการของตนแล้ว ทริสตันก็ปล่อยให้คนทั้งคู่แยกย้ายไปจัดการภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ยามนี้ภายในห้องทำงานจึงเหลือเพียงความเงียบสงบ พร้อมกับลูกน้องคนสำคัญอีกสามคน... อาร์วิน เธอา และเอ็ดการ์