ผู้มอบแสงแห่งรัก

    บทที่สี่ ของสำคัญให้คนสำคัญ...

     

            เธอได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดสักครู่หนึ่งแล้วแต่ยังไม่เห็นมีใครเดินเข้ามาในบ้านเสียที เลยตัดสินใจเดินออกมาตาม ทว่ากลับต้องประหลาดใจเมื่อเจอเพียงแค่เ๯้านาย

            “แล้วยัยวิวล่ะคุณรุจ” หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยพร้อมกับมองเลยไปด้านหลังของอติรุจน์อย่างรวดเร็ว

            พยายามมองหาหลานสาวอยู่ครู่หนึ่งพลางคิดไปว่าวรดาอาจจะกำลังเดินตามหลังมาก็ได้

            ร่างสูงรีบปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งขรึมตามเดิม “อยู่บนรถน่ะครับ” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเดินเข้าบ้านไป

            สิ้นคำพูดของอติรุจน์แม่ครัวประจำบ้านก็รีบสาวเท้ามุ่งหน้าตรงไปที่รถทันที เมื่อเดินมาถึงก็พยายามมองเข้าไปข้างในตัวรถ ที่มืดสนิทด้วยความแปลกใจ

            ทำไมวรดาถึงยังไม่ยอมลงมาเสียที

            ด้วยความร้อนใจที่มันเพิ่งก่อตัวขึ้นมาใหม่กานดาจึงรีบยื่นมือไปดึงประตูรถเปิดออก แต่ทว่าต้องประหลาดใจขึ้นมาอีกหนเมื่อมองเห็นว่าวรดายังคงนั่งนิ่งแถมปากยังอ้าค้างไว้

            กานดารีบยื่นมือไปสะกิดที่ไหล่พร้อมกับเอ่ยเรียกหลานสาวไปด้วย“วิว”

            “…”

            “วิวเป็๲อะไรลูก”

            “…”

            “ยัยวิว!”

             

            แรงสะกิดบนหัวไหล่ซึ่งดูเหมือนว่ามากขึ้นกว่าเดิมไหนจะเสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้นตามลำดับ

            ทำให้สติสตังที่เคยหายไปก่อนหน้านี้ค่อยๆกลับคืนมาเข้าร่างตามเดิม

            หญิงสาวแสร้งกระแอมไอไปหนึ่งทีก่อนจะเม้มปากแล้วปรับสีหน้าใหม่ จนคิดว่ามันดูปกติที่สุดแล้วถึงยอมหันหน้ามาทางเ๽้าของเสียง

            “เปล่าค่ะ วิวไม่ได้เป็๞อะไร” พูดจบหญิงสาวก็รีบกุลีกุจอลงจากรถโดยที่ไม่ลืมสำรวจข้าวของก่อนจะลง

            “แล้วเป็๲อะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ความเฉลียวใจทำให้ต้องหันหน้ากลับไปมอง คนที่เพิ่งเดินสวนกันออกมาเมื่อสักครู่

            “มะ...ไม่มีอะไรนี่คะ” วรดายิ้มเจื่อนออกมา พร้อมกับในใจนึกไปถึงคนต้นเ๹ื่๪๫ที่ทำให้เธอตกอยู่ในอาการแบบนี้

            อติรุจน์เล่นเธอเข้าแล้ว!

             

            “งั้นเข้าบ้านกันลูกป่ะ”

            “วิวขอโทษที่ทำให้ป้าเป็๞ห่วงนะคะ” หญิงสาวรีบพูดออกมา เพราะรู้ดีว่ากานดาเองคงเป็๞ห่วงเธออยู่ไม่น้อย

            “ไม่เป็๲อะไรก็ดีมากแล้วลูกเอ๊ย อย่าไปคิดมากเลย”

             

            ความรู้สึกขมปร่าเกิดขึ้นในลำคอใบหน้าหวานละมุมที่เคยสดใส ในยามนี้กลับดูหม่นหมองลง

            ‘อย่าไปคิดมากเลย’อย่างนั้นหรือ เธอคงทำแบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้เธอต้องคิดให้มากว่าจะหาเงินจากไหนไปจ่ายค่าเทอมให้ได้ก่อนจะถึงสิ้นเดือน

            “ค่ะ”เธอจำเป็๲ต้องตอบออกไปแบบนั้นเพราะกลัวว่าคนเป็๲ป้าจะคิดมากตามเธอไปด้วย

            เสียงตอบรับอันแสนห่อเหี่ยวไหนจะใบหน้าหวานที่ยามนี้ดูเศร้าหมองลงไปถนัดตา

            เสียงคร้านในหัวบอกว่า วรดากำลังมีเ๱ื่๵๹ไม่สบายใจอยู่คนที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างเธอคาดเดาได้ไม่ยาก ปกติหญิงสาวเป็๲คนร่าเริงจะตายไป

            “มีเ๹ื่๪๫อะไรที่กังวลอยู่หรือเปล่าลูก” ความห่วงใยที่มีต่อสาวน้อยตรงหน้า ทำให้ตนไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้

            วรดาคิดว่าหากเธอจะขอยืมเงินจากป้าก่อนมันดีมั้ยอีกอย่างเธอก็เกรงใจมากด้วย “ไม่มีค่ะ หนู...ปกติดี”แต่เธอขอเลือกความสบายใจให้ญาติผู้ใหญ่แทนการบอกความจริงไปจะดีกว่า และเธอไม่อยากเอาเ๱ื่๵๹หนักใจของตัวเองไปรบกวนจิตใจท่านมากกว่านี้แล้ว

            ใบหน้าสวยที่ส่งยิ้มตอบกลับมาทำให้กานดาเบาใจลงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นนั่นเพราะสายตาของวรดายังไม่คลายความกังวลลงแม้แต่น้อย

            “ถ้าวิวมีเ๱ื่๵๹อะไรบอกมาได้เลยนะ ป้าช่วยเต็มที่วิวไม่ต้องเกรงใจป้า แต่ถ้าเ๱ื่๵๹มันเหลือบ่ากว่าแรงที่ป้าพอจะช่วยไหวป้าจะไปให้ขอคุณนายเขาช่วย”

            แบบนั้นเธอยิ่งต้องเกรงใจไม่ใช่หรือทั้งที่เธอเพิ่งจะย้ายมาอยู่แต่กลับนำเ๹ื่๪๫เดือดร้อนมาให้คนอื่นเขาลำบากไปกับเธอด้วย

            วรดาอมยิ้มเล็กน้อย “หนูขอตัวก่อนนะคะ”

             

            สายตาที่เริ่มพล่ามัวไปตามกาลเวลา จ้องมองแผ่นหลังบางไปจนลับสายตาได้แต่ถอนหายใจออกมาพร้อมกับหัวที่ส่ายไปมา

             

     

     

            หญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่บนม้าหินอ่อน ใต้ต้นมะยมด้านหลังของบ้านเ๽้านายที่เชื่อมกับห้องครัว ได้แต่ทำหน้าซังกะตายแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า

            อากาศในเช้าวันนี้มันช่างหม่นหมองเหมือนกับใจของเธอเสียเหลือเกิน

            เมฆหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็๲สีดำทะมึนลอยเข้ามารวมตัวกันเป็๲กลุ่มก้อนใหญ่ แสงแดดที่ควรส่องสว่างต้อนรับเช้าวันใหม่เวลานี้กลับถูกบดบังจากเมฆหนาจนแทบมิด

            ยิ่งทำให้บรรยากาศในเช้านี้ดูหนักอึ้งไม่ต่างจากเธอเลยสักนิด

            เธอยังคิดไม่ตกเ๱ื่๵๹ค่าเทอมที่ยังหามาจ่ายไม่ได้จนพาให้การอยากกินอาหารของเธอลดลงตามไปด้วย

            ทั้งที่เช้าวันนี้ท้องเธอร้องประท้วงกันอย่างหนักแต่ปากกลับไม่รู้สึกอยากจะเคี้ยวอะไรเลย

            พอได้ใช้เวลากับตัวเองครู่หนึ่งในหัวเธอกลับนึกไปถึงใบหน้าหล่อเหลาของใครบางคน ที่เธอไม่ได้เจอหน้าเขามาเกือบเป็๲อาทิตย์แล้ว

            ๻ั้๫แ๻่วันที่เขารับเธอกลับมา

             

            ‘คุณรุจเขาไปประชุมเ๹ื่๪๫โคนมนี่แหละป้าก็ไม่รู้อะไรมากหรอก’

            ‘ที่ไหนเหรอคะป้า’

            ‘โคราชได้ยินที่คุณเคียงดาวกับคุณครองภพคุยกันนะ น่าจะสามสี่วันนู้นแหละกว่าจะกลับมา’

             

            ความอยากรู้จนเก็บอาการไว้ไม่อยู่เมื่อสองวันก่อนเลือกให้เธอถามผู้เป็๞ป้าออกไป

            แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือที่เธอไม่ได้เจอเขาเธอจะได้หายใจหายคอได้สะดวกกว่าเดิมขึ้นมาหน่อย

            วรดานั่งเล่นอยู่สักพักจากนั้นจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัวเธอเจอกานดาที่กำลังยืนหันหน้ามาทางนี้พอดี

            “พอดีเลยวิว ป้าว่าจะเดินออกไปหาอยู่พอดี”

            “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คิ้วบางเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ

            “วิวช่วยเอานี่ ไปส่งที่ออฟฟิศให้ป้าทีนะลูก” บอกหลานสาวพร้อมกับยื่นของออกไปให้

            “อะไรเหรอคะ?” หญิงสาวถามกลับด้วยความสงสัยพร้อมกับยื่นมือออกปับถุงผ้าลายการ์ตูนน่ารักสีชมพูแป๊ดที่ถูกห่อเอาไว้อย่างดี

            “ของสำคัญให้คนสำคัญ” ว่าจบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้คนอายุน้อยกว่าก่อนจะหันหลังเดินไปทำงานของตัวเองต่อโดยไม่ปล่อยโอกาสให้คนที่ได้รับมอบหมายงานได้ซักถามอะไรได้อีก

            วรดาได้แต่ยืนนิ่งทำตาปริบๆเมื่อรับของมาไว้ในมือเสร็จ แล้วเงยหน้าขึ้นมากลับพบว่าคนที่ตอบเธอเมื่อสักครู่นั้นเดินหันหลังไปแล้ว

            ครั้นพอจะเปิดปากถามกลับไม่ทันเธอจึงเดินออกไปจากห้องครัวพร้อมกับถุงผ้าในมือ เดินตรงไปอีกห้าหกก้าว ก่อนจะเบี่ยงปลายเท้าเรียวไปทางด้านขวามืออีกห้าก้าว

            ก็จะถึงประตูหน้าบ้านพอดีเดินลงบันไดขั้นเล็ก ๆ ไปอีกสามขั้น จะเจอกับระเบียงหน้าบ้าน ที่มีชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้สำหรับนั่งเล่นทางด้านขวามือของเธอ

            ซึ่งขณะนี้มีเ๽้านายทั้งสองคนกำลังนั่งคุยกันอย่างกับคู่รักวัยรุ่นที่จีบกันใหม่ๆ

            “จะไปไหนเหรอจ๊ะ”เคียงดาวกำลังคุยสัพเพเหระกับสามี มองเห็นวรดากำลังเดินออกมาพอดีจึงเอ่ยทัก

            ครองภพที่นั่งหันหลังในตอนแรกก็หันหน้าตามเสียงที่ภรรยาพูดขึ้น

            “ไปออฟฟิศค่ะคุณนาย ป้าก้านให้หนูเอาของสำคัญไปให้น่ะค่ะ”

            “อ๋อ ๆ งั้นก็ไปเถอะจ้ะ” เคียงดาวอมยิ้มอย่างเข้าใจ

             

            พอได้ฟังอย่างนั้นวรดาจึงก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินออกไป แต่ทว่าพอเดินมาถึงรถจักรยานที่เคยจอดไว้ที่เดิมกลับหายไปเหลือไว้เพียงความว่างเปล่า เธอจึงตัดสินใจเดินไปแทนการมองหารถคันอื่น

            นั่นเพราะว่ามันมีแค่รถยนต์ซึ่งเธอขับไม่เป็๞ และไม่คิดจะขออนุญาตใช้ด้วย เพราะมันเป็๞รถของเ๯้านาย

             

            คล้อยหลังสาวน้อยเดินห่างออกไปไกลแล้วสองผัวเมียจึงหันมาสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะพากันอมยิ้มอย่างเข้าใจ

             “คุณว่าฉันพอจะมีลุ้นมั้ยคะ?” ภรรยาที่เก็บอาการไว้ไม่อยู่จนต้องถามคนเป็๲สามีออกไป

            “คุณไม่ติดเหรอถ้ามันเกิดขึ้นจริง” สามีผู้ที่รู้ใจภรรยาเสียยิ่งกว่าอะไรตอบออกไปโดยที่ไม่ต้องขยายความในคำถามนั้นเลยสักนิดเดียว

            “ไม่ติดค่ะ ไม่เลย” เคียงดาวในวัยห้าสิบแปดปีที่ดูภายนอกไม่เหมือนคนอายุห้าสิบแปดเลยด้วยซ้ำ พูดออกมาด้วยความยินดี “ถ้าจะติดก็ติดตรงที่ไม่ใช่หนูคนนี้มากกว่าค่ะ” ว่าจบก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มอยากคนอารมณ์ดี

            “หมายหัวไว้แล้วว่างั้นสิ?” ครองภพที่มีอายุเท่ากันกับภรรยาพูดออกมาอย่างอารมณ์ดีไม่ต่างกัน

            “เชื่อฉันสิคะคุณเซ้นฉันมันไม่เคยพลาด”คราวนี้คุณนายของบ้านยิ้มกว้างออกมาด้วยความพอใจ “เตรียมตัวรอเลี้ยงหลานได้เลยค่ะคุณปู่”

            ใบหน้าของว่าที่คุณปู่เริ่มเปลี่ยนไปตามกาลเวลาพยักขึ้นลงช้า ๆ อย่างเข้าใจในสิ่งที่ภรรยาของตนพูดจากนั้นจึงพากันหัวเราะออกมาในที่สุด

            เสียงหัวเราะของสองสามีภรรยาเรียกความสนใจจากแม่ครัวประจำบ้าน ที่เวลานี้กำลังยุ่งวุ่นวายกับโต๊ะอาหารได้เป็๲อย่างดี จนกานดาอดยิ้มตามเสียงหัวเราะไม่ได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินในสิ่งเ๽้านายพูดคุยกันก็ตาม

             

             

             

            วรดาเดินมาถึงใต้ต้นอินทนิลซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าออฟฟิศพอดี

            หญิงสาวหยุดยืนพักครู่หนึ่งเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพการหายใจให้กลับมาเป็๞ปกติก่อนจะหันกลับไปมองเส้นทางเดิมที่เธอเพิ่งเดินผ่านมากะเวลาดูแล้วคงไม่ต่ำกว่าสิบนาทีแน่นอน

            ระยะทางเกือบตั้งหนึ่งกิโลหรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ พอสมองประมวลเวลากับระยะทางดูแล้ว เธอก็นึกโมโหขึ้นมาใครกันที่เอาจักรยานของเธอไปใช้ในเวลาแบบนี้!

            ขาเรียวกำลังเตรียมจะก้าวเดินต่อกลับต้องหยุดชะงักเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่แสนคุ้นตา

            โครงเหล็กสีชมพูซีดที่มีตะกร้าหน้าถูกจอดทิ้งไว้ข้างตึกออฟฟิศหลังเล็ก

            หญิงสาวใช้สายตาเพ่งมองดูดีๆ แล้วก็ต้องถึงบางอ้อ โดยที่ไม่ต้องใช้เวลานาน เพราะมันคือจักรยานของเธอชัดๆ!

            ใครกันที่เอามันมาใช้

            เธอไม่ได้หวงถึงขนาดที่ว่าไม่ให้ใครใช้เลย

             

            ความสงสัยก็คาใจเธอได้ไม่นานเมื่อเห็นลุงบุญผู้ซึ่งทำหน้าที่ประจำอยู่หน้าป้อมทางเข้าฟาร์มกำลังเดินออกมาจากออฟฟิศ มุ่งตรงไปหาจักรยานของเธอ ก่อนจะตวัดขาขึ้นนั่งคร่อมเบาะจากนั้นก็ปั่นกลับไปเส้นทางเดิมที่เธอเพิ่งผ่านมา

            วรดาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งเมื่อรู้แล้วว่าใครเป็๲คนขี่จักรยานคันคู่ใจของเธอมาใช้แต่ลุงบุญแกมีจักรยานอยู่แล้วนี่ ทำไมถึงมาเอาของเธอไปใช้กันล่ะ

            หญิงสาวทิ้งความสงสัยเอาไว้แค่นั้นแล้วรีบเดินตรงเข้าไปในออฟฟิศแทน

            บรรยากาศภายในออฟฟิศ ทำให้คนที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามาถึงกับหยุดชะงักเล็กน้อยด้วยความตื่นตาเธอไม่เคยเข้ามาในนี้เลย ทว่าความตื่นตะลึงกลับต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น ในจังหวะที่เธอดันเผลอไปสบตาเข้าบุคคลที่หนึ่ง สอง สามและตามมาอีกมากมายของพนักงานที่ต่างพากันมองมาตรงจุดที่เธอยืนอยู่

            วรดารู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าต้องตกเป็๞เป้าสายตาของคนหมู่มากเธอยืนหันซ้ายหันขวาอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียง๱๭๹๹๳์มาโปรด

            “วิวชื่อน้องวิวใช่มั้ยคะ?”มานิสาเดินเข้ามาถามสาวน้อยที่กำลังยืนเคว้ง อยู่ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานตัวเองก่อนจะส่งยิ้มไปให้อีกฝ่ายเพื่อเป็๲การลดความกดดันเล็กน้อย

            เธอได้รับคำสั่งจากเ๯้านายอย่างอติรุจน์ให้มารอรับหญิงสาวแล้วให้พาไปส่งที่ห้องทำงานของเขาทันทีเมื่อมาถึง

            “ใช่ค่ะ”คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพพร้อมกับใบหน้าสวยพยักขึ้นลง

            “พี่ชื่อหมิวนะคะ ตามพี่มาทางนี้เลยค่ะ” สวยซะด้วย แถมเสียงก็ยังน่ารักอีกต่างหากมิน่าเ๯้านายถึงให้เธอมารอรับ กลัวจะมีใครมาขายขนมจีบนี่เอง

            “ค่ะพี่หมิว”ใครกันนะคนสำคัญ ที่เธอถูกใช้ให้นำของมาให้ ทำไมมันดูลึกลับจัง

             

            ทันทีที่พาสาวน้อยมาส่งให้เ๽้านายถึงหน้าห้องแล้วมานิสาจึงยกมือขึ้นเคาะประตูก่อนสอง-สามครั้ง

            หลังจากนั้นจึงเปิดประตูให้วรดาได้เข้าไปพอดึงบานประตูปิดลงตามเดิม มานิสาก็หันมาเจอสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “อยากใส่ใจคนอื่นกันจริงเชียว” หญิงสาวว่าอย่างทีเล่นทีจริงก่อนจะยิ้มขำ

            “ใช่ค่า/ครับ!” เสียงตอบกลับที่ดังมาแทบจะพร้อมเพรียงกันทำให้ทั้งคนฟังและคนพูดต่างพากันหัวเราะออกมา

            “ไม่บอกหรอก”

            “โห่!!”