เธอได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดสักครู่หนึ่งแล้วแต่ยังไม่เห็นมีใครเดินเข้ามาในบ้านเสียที เลยตัดสินใจเดินออกมาตาม ทว่ากลับต้องประหลาดใจเมื่อเจอเพียงแค่เ้านาย
“แล้วยัยวิวล่ะคุณรุจ” หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยพร้อมกับมองเลยไปด้านหลังของอติรุจน์อย่างรวดเร็ว
พยายามมองหาหลานสาวอยู่ครู่หนึ่งพลางคิดไปว่าวรดาอาจจะกำลังเดินตามหลังมาก็ได้
ร่างสูงรีบปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งขรึมตามเดิม “อยู่บนรถน่ะครับ” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
สิ้นคำพูดของอติรุจน์แม่ครัวประจำบ้านก็รีบสาวเท้ามุ่งหน้าตรงไปที่รถทันที เมื่อเดินมาถึงก็พยายามมองเข้าไปข้างในตัวรถ ที่มืดสนิทด้วยความแปลกใจ
ทำไมวรดาถึงยังไม่ยอมลงมาเสียที
ด้วยความร้อนใจที่มันเพิ่งก่อตัวขึ้นมาใหม่กานดาจึงรีบยื่นมือไปดึงประตูรถเปิดออก แต่ทว่าต้องประหลาดใจขึ้นมาอีกหนเมื่อมองเห็นว่าวรดายังคงนั่งนิ่งแถมปากยังอ้าค้างไว้
กานดารีบยื่นมือไปสะกิดที่ไหล่พร้อมกับเอ่ยเรียกหลานสาวไปด้วย“วิว”
“…”
“วิวเป็อะไรลูก”
“…”
“ยัยวิว!”
แรงสะกิดบนหัวไหล่ซึ่งดูเหมือนว่ามากขึ้นกว่าเดิมไหนจะเสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้นตามลำดับ
ทำให้สติสตังที่เคยหายไปก่อนหน้านี้ค่อยๆกลับคืนมาเข้าร่างตามเดิม
หญิงสาวแสร้งกระแอมไอไปหนึ่งทีก่อนจะเม้มปากแล้วปรับสีหน้าใหม่ จนคิดว่ามันดูปกติที่สุดแล้วถึงยอมหันหน้ามาทางเ้าของเสียง
“เปล่าค่ะ วิวไม่ได้เป็อะไร” พูดจบหญิงสาวก็รีบกุลีกุจอลงจากรถโดยที่ไม่ลืมสำรวจข้าวของก่อนจะลง
“แล้วเป็อะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ความเฉลียวใจทำให้ต้องหันหน้ากลับไปมอง คนที่เพิ่งเดินสวนกันออกมาเมื่อสักครู่
“มะ...ไม่มีอะไรนี่คะ” วรดายิ้มเจื่อนออกมา พร้อมกับในใจนึกไปถึงคนต้นเื่ที่ทำให้เธอตกอยู่ในอาการแบบนี้
อติรุจน์เล่นเธอเข้าแล้ว!
“งั้นเข้าบ้านกันลูกป่ะ”
“วิวขอโทษที่ทำให้ป้าเป็ห่วงนะคะ” หญิงสาวรีบพูดออกมา เพราะรู้ดีว่ากานดาเองคงเป็ห่วงเธออยู่ไม่น้อย
“ไม่เป็อะไรก็ดีมากแล้วลูกเอ๊ย อย่าไปคิดมากเลย”
ความรู้สึกขมปร่าเกิดขึ้นในลำคอใบหน้าหวานละมุมที่เคยสดใส ในยามนี้กลับดูหม่นหมองลง
‘อย่าไปคิดมากเลย’อย่างนั้นหรือ เธอคงทำแบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้เธอต้องคิดให้มากว่าจะหาเงินจากไหนไปจ่ายค่าเทอมให้ได้ก่อนจะถึงสิ้นเดือน
“ค่ะ”เธอจำเป็ต้องตอบออกไปแบบนั้นเพราะกลัวว่าคนเป็ป้าจะคิดมากตามเธอไปด้วย
เสียงตอบรับอันแสนห่อเหี่ยวไหนจะใบหน้าหวานที่ยามนี้ดูเศร้าหมองลงไปถนัดตา
เสียงคร้านในหัวบอกว่า วรดากำลังมีเื่ไม่สบายใจอยู่คนที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างเธอคาดเดาได้ไม่ยาก ปกติหญิงสาวเป็คนร่าเริงจะตายไป
“มีเื่อะไรที่กังวลอยู่หรือเปล่าลูก” ความห่วงใยที่มีต่อสาวน้อยตรงหน้า ทำให้ตนไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้
วรดาคิดว่าหากเธอจะขอยืมเงินจากป้าก่อนมันดีมั้ยอีกอย่างเธอก็เกรงใจมากด้วย “ไม่มีค่ะ หนู...ปกติดี”แต่เธอขอเลือกความสบายใจให้ญาติผู้ใหญ่แทนการบอกความจริงไปจะดีกว่า และเธอไม่อยากเอาเื่หนักใจของตัวเองไปรบกวนจิตใจท่านมากกว่านี้แล้ว
ใบหน้าสวยที่ส่งยิ้มตอบกลับมาทำให้กานดาเบาใจลงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นนั่นเพราะสายตาของวรดายังไม่คลายความกังวลลงแม้แต่น้อย
“ถ้าวิวมีเื่อะไรบอกมาได้เลยนะ ป้าช่วยเต็มที่วิวไม่ต้องเกรงใจป้า แต่ถ้าเื่มันเหลือบ่ากว่าแรงที่ป้าพอจะช่วยไหวป้าจะไปให้ขอคุณนายเขาช่วย”
แบบนั้นเธอยิ่งต้องเกรงใจไม่ใช่หรือทั้งที่เธอเพิ่งจะย้ายมาอยู่แต่กลับนำเื่เดือดร้อนมาให้คนอื่นเขาลำบากไปกับเธอด้วย
วรดาอมยิ้มเล็กน้อย “หนูขอตัวก่อนนะคะ”
สายตาที่เริ่มพล่ามัวไปตามกาลเวลา จ้องมองแผ่นหลังบางไปจนลับสายตาได้แต่ถอนหายใจออกมาพร้อมกับหัวที่ส่ายไปมา
หญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่บนม้าหินอ่อน ใต้ต้นมะยมด้านหลังของบ้านเ้านายที่เชื่อมกับห้องครัว ได้แต่ทำหน้าซังกะตายแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า
อากาศในเช้าวันนี้มันช่างหม่นหมองเหมือนกับใจของเธอเสียเหลือเกิน
เมฆหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีดำทะมึนลอยเข้ามารวมตัวกันเป็กลุ่มก้อนใหญ่ แสงแดดที่ควรส่องสว่างต้อนรับเช้าวันใหม่เวลานี้กลับถูกบดบังจากเมฆหนาจนแทบมิด
ยิ่งทำให้บรรยากาศในเช้านี้ดูหนักอึ้งไม่ต่างจากเธอเลยสักนิด
เธอยังคิดไม่ตกเื่ค่าเทอมที่ยังหามาจ่ายไม่ได้จนพาให้การอยากกินอาหารของเธอลดลงตามไปด้วย
ทั้งที่เช้าวันนี้ท้องเธอร้องประท้วงกันอย่างหนักแต่ปากกลับไม่รู้สึกอยากจะเคี้ยวอะไรเลย
พอได้ใช้เวลากับตัวเองครู่หนึ่งในหัวเธอกลับนึกไปถึงใบหน้าหล่อเหลาของใครบางคน ที่เธอไม่ได้เจอหน้าเขามาเกือบเป็อาทิตย์แล้ว
ั้แ่วันที่เขารับเธอกลับมา
‘คุณรุจเขาไปประชุมเื่โคนมนี่แหละป้าก็ไม่รู้อะไรมากหรอก’
‘ที่ไหนเหรอคะป้า’
‘โคราชได้ยินที่คุณเคียงดาวกับคุณครองภพคุยกันนะ น่าจะสามสี่วันนู้นแหละกว่าจะกลับมา’
ความอยากรู้จนเก็บอาการไว้ไม่อยู่เมื่อสองวันก่อนเลือกให้เธอถามผู้เป็ป้าออกไป
แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือที่เธอไม่ได้เจอเขาเธอจะได้หายใจหายคอได้สะดวกกว่าเดิมขึ้นมาหน่อย
วรดานั่งเล่นอยู่สักพักจากนั้นจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัวเธอเจอกานดาที่กำลังยืนหันหน้ามาทางนี้พอดี
“พอดีเลยวิว ป้าว่าจะเดินออกไปหาอยู่พอดี”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คิ้วบางเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ
“วิวช่วยเอานี่ ไปส่งที่ออฟฟิศให้ป้าทีนะลูก” บอกหลานสาวพร้อมกับยื่นของออกไปให้
“อะไรเหรอคะ?” หญิงสาวถามกลับด้วยความสงสัยพร้อมกับยื่นมือออกปับถุงผ้าลายการ์ตูนน่ารักสีชมพูแป๊ดที่ถูกห่อเอาไว้อย่างดี
“ของสำคัญให้คนสำคัญ” ว่าจบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้คนอายุน้อยกว่าก่อนจะหันหลังเดินไปทำงานของตัวเองต่อโดยไม่ปล่อยโอกาสให้คนที่ได้รับมอบหมายงานได้ซักถามอะไรได้อีก
วรดาได้แต่ยืนนิ่งทำตาปริบๆเมื่อรับของมาไว้ในมือเสร็จ แล้วเงยหน้าขึ้นมากลับพบว่าคนที่ตอบเธอเมื่อสักครู่นั้นเดินหันหลังไปแล้ว
ครั้นพอจะเปิดปากถามกลับไม่ทันเธอจึงเดินออกไปจากห้องครัวพร้อมกับถุงผ้าในมือ เดินตรงไปอีกห้าหกก้าว ก่อนจะเบี่ยงปลายเท้าเรียวไปทางด้านขวามืออีกห้าก้าว
ก็จะถึงประตูหน้าบ้านพอดีเดินลงบันไดขั้นเล็ก ๆ ไปอีกสามขั้น จะเจอกับระเบียงหน้าบ้าน ที่มีชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้สำหรับนั่งเล่นทางด้านขวามือของเธอ
ซึ่งขณะนี้มีเ้านายทั้งสองคนกำลังนั่งคุยกันอย่างกับคู่รักวัยรุ่นที่จีบกันใหม่ๆ
“จะไปไหนเหรอจ๊ะ”เคียงดาวกำลังคุยสัพเพเหระกับสามี มองเห็นวรดากำลังเดินออกมาพอดีจึงเอ่ยทัก
ครองภพที่นั่งหันหลังในตอนแรกก็หันหน้าตามเสียงที่ภรรยาพูดขึ้น
“ไปออฟฟิศค่ะคุณนาย ป้าก้านให้หนูเอาของสำคัญไปให้น่ะค่ะ”
“อ๋อ ๆ งั้นก็ไปเถอะจ้ะ” เคียงดาวอมยิ้มอย่างเข้าใจ
พอได้ฟังอย่างนั้นวรดาจึงก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินออกไป แต่ทว่าพอเดินมาถึงรถจักรยานที่เคยจอดไว้ที่เดิมกลับหายไปเหลือไว้เพียงความว่างเปล่า เธอจึงตัดสินใจเดินไปแทนการมองหารถคันอื่น
นั่นเพราะว่ามันมีแค่รถยนต์ซึ่งเธอขับไม่เป็ และไม่คิดจะขออนุญาตใช้ด้วย เพราะมันเป็รถของเ้านาย
คล้อยหลังสาวน้อยเดินห่างออกไปไกลแล้วสองผัวเมียจึงหันมาสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะพากันอมยิ้มอย่างเข้าใจ
“คุณว่าฉันพอจะมีลุ้นมั้ยคะ?” ภรรยาที่เก็บอาการไว้ไม่อยู่จนต้องถามคนเป็สามีออกไป
“คุณไม่ติดเหรอถ้ามันเกิดขึ้นจริง” สามีผู้ที่รู้ใจภรรยาเสียยิ่งกว่าอะไรตอบออกไปโดยที่ไม่ต้องขยายความในคำถามนั้นเลยสักนิดเดียว
“ไม่ติดค่ะ ไม่เลย” เคียงดาวในวัยห้าสิบแปดปีที่ดูภายนอกไม่เหมือนคนอายุห้าสิบแปดเลยด้วยซ้ำ พูดออกมาด้วยความยินดี “ถ้าจะติดก็ติดตรงที่ไม่ใช่หนูคนนี้มากกว่าค่ะ” ว่าจบก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มอยากคนอารมณ์ดี
“หมายหัวไว้แล้วว่างั้นสิ?” ครองภพที่มีอายุเท่ากันกับภรรยาพูดออกมาอย่างอารมณ์ดีไม่ต่างกัน
“เชื่อฉันสิคะคุณเซ้นฉันมันไม่เคยพลาด”คราวนี้คุณนายของบ้านยิ้มกว้างออกมาด้วยความพอใจ “เตรียมตัวรอเลี้ยงหลานได้เลยค่ะคุณปู่”
ใบหน้าของว่าที่คุณปู่เริ่มเปลี่ยนไปตามกาลเวลาพยักขึ้นลงช้า ๆ อย่างเข้าใจในสิ่งที่ภรรยาของตนพูดจากนั้นจึงพากันหัวเราะออกมาในที่สุด
เสียงหัวเราะของสองสามีภรรยาเรียกความสนใจจากแม่ครัวประจำบ้าน ที่เวลานี้กำลังยุ่งวุ่นวายกับโต๊ะอาหารได้เป็อย่างดี จนกานดาอดยิ้มตามเสียงหัวเราะไม่ได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินในสิ่งเ้านายพูดคุยกันก็ตาม
วรดาเดินมาถึงใต้ต้นอินทนิลซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าออฟฟิศพอดี
หญิงสาวหยุดยืนพักครู่หนึ่งเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพการหายใจให้กลับมาเป็ปกติก่อนจะหันกลับไปมองเส้นทางเดิมที่เธอเพิ่งเดินผ่านมากะเวลาดูแล้วคงไม่ต่ำกว่าสิบนาทีแน่นอน
ระยะทางเกือบตั้งหนึ่งกิโลหรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ พอสมองประมวลเวลากับระยะทางดูแล้ว เธอก็นึกโมโหขึ้นมาใครกันที่เอาจักรยานของเธอไปใช้ในเวลาแบบนี้!
ขาเรียวกำลังเตรียมจะก้าวเดินต่อกลับต้องหยุดชะงักเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่แสนคุ้นตา
โครงเหล็กสีชมพูซีดที่มีตะกร้าหน้าถูกจอดทิ้งไว้ข้างตึกออฟฟิศหลังเล็ก
หญิงสาวใช้สายตาเพ่งมองดูดีๆ แล้วก็ต้องถึงบางอ้อ โดยที่ไม่ต้องใช้เวลานาน เพราะมันคือจักรยานของเธอชัดๆ!
ใครกันที่เอามันมาใช้
เธอไม่ได้หวงถึงขนาดที่ว่าไม่ให้ใครใช้เลย
ความสงสัยก็คาใจเธอได้ไม่นานเมื่อเห็นลุงบุญผู้ซึ่งทำหน้าที่ประจำอยู่หน้าป้อมทางเข้าฟาร์มกำลังเดินออกมาจากออฟฟิศ มุ่งตรงไปหาจักรยานของเธอ ก่อนจะตวัดขาขึ้นนั่งคร่อมเบาะจากนั้นก็ปั่นกลับไปเส้นทางเดิมที่เธอเพิ่งผ่านมา
วรดาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งเมื่อรู้แล้วว่าใครเป็คนขี่จักรยานคันคู่ใจของเธอมาใช้แต่ลุงบุญแกมีจักรยานอยู่แล้วนี่ ทำไมถึงมาเอาของเธอไปใช้กันล่ะ
หญิงสาวทิ้งความสงสัยเอาไว้แค่นั้นแล้วรีบเดินตรงเข้าไปในออฟฟิศแทน
บรรยากาศภายในออฟฟิศ ทำให้คนที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามาถึงกับหยุดชะงักเล็กน้อยด้วยความตื่นตาเธอไม่เคยเข้ามาในนี้เลย ทว่าความตื่นตะลึงกลับต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น ในจังหวะที่เธอดันเผลอไปสบตาเข้าบุคคลที่หนึ่ง สอง สามและตามมาอีกมากมายของพนักงานที่ต่างพากันมองมาตรงจุดที่เธอยืนอยู่
วรดารู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าต้องตกเป็เป้าสายตาของคนหมู่มากเธอยืนหันซ้ายหันขวาอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียง์มาโปรด
“วิวชื่อน้องวิวใช่มั้ยคะ?”มานิสาเดินเข้ามาถามสาวน้อยที่กำลังยืนเคว้ง อยู่ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานตัวเองก่อนจะส่งยิ้มไปให้อีกฝ่ายเพื่อเป็การลดความกดดันเล็กน้อย
เธอได้รับคำสั่งจากเ้านายอย่างอติรุจน์ให้มารอรับหญิงสาวแล้วให้พาไปส่งที่ห้องทำงานของเขาทันทีเมื่อมาถึง
“ใช่ค่ะ”คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพพร้อมกับใบหน้าสวยพยักขึ้นลง
“พี่ชื่อหมิวนะคะ ตามพี่มาทางนี้เลยค่ะ” สวยซะด้วย แถมเสียงก็ยังน่ารักอีกต่างหากมิน่าเ้านายถึงให้เธอมารอรับ กลัวจะมีใครมาขายขนมจีบนี่เอง
“ค่ะพี่หมิว”ใครกันนะคนสำคัญ ที่เธอถูกใช้ให้นำของมาให้ ทำไมมันดูลึกลับจัง
ทันทีที่พาสาวน้อยมาส่งให้เ้านายถึงหน้าห้องแล้วมานิสาจึงยกมือขึ้นเคาะประตูก่อนสอง-สามครั้ง
หลังจากนั้นจึงเปิดประตูให้วรดาได้เข้าไปพอดึงบานประตูปิดลงตามเดิม มานิสาก็หันมาเจอสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อยากใส่ใจคนอื่นกันจริงเชียว” หญิงสาวว่าอย่างทีเล่นทีจริงก่อนจะยิ้มขำ
“ใช่ค่า/ครับ!” เสียงตอบกลับที่ดังมาแทบจะพร้อมเพรียงกันทำให้ทั้งคนฟังและคนพูดต่างพากันหัวเราะออกมา
“ไม่บอกหรอก”
“โห่!!”