“ขอรับท่านพ่อ”
“อีกครึ่งชั่วยามติดตามพ่อเข้าไปประชุม”
เ้าเฟิ่งเซียนรีบเงยหน้าขึ้นใบหน้าสวยสะพรั่งขมวดมุ่น “เหตุใดบอกกล่าวแค่พี่ใหญ่เล่าเ้าคะ” แฝดน้องเริ่มอยู่ไม่สุข
“เพราะพ่อกับท่านลุงมีเื่ที่จะต้องใช้พี่เ้าและพี่รัชทายาทอย่างไรเล่า?” ท่านพ่อเ้าหย่งเซิงลูบผมบุตรสาวอันเป็ที่รัก
“แล้วข้าเล่าเ้าคะ?” ชี้เข้าหาตนเอง
“เ้าก็อยู่ช่วยท่านแม่เลี้ยงดูเทียนหลงเพียงแค่ครึ่งปีพี่ชายเ้าก็กลับมาแล้ว” จิบน้ำชาไม่ทุกร้อนอะไร สายตาหย่งเจี้ยนแอบเหลือบมองบุตรสาวเพียงคนเดียวนิ่งๆ
เ้าเฟิ่งเซียนก้มหน้าลงอย่างใช้ความคิด ‘เื่ใดกันที่ท่านพี่จะต้องออกจากวังหลวงไปถึงครึ่งปี…อย่าคิดว่าข้าจะยอม’ ไร้คำโต้เถียงในเวลานั้นจวบจนทั้งหมดแยกย้าย
เ้าหย่งอี้ เ้าหย่งเซิง เ้าหยางหลงพร้อมองครักษ์ประจำกายเดินทางไปยังด้านหน้าลานพระราชวังเพื่อเข้าร่วมประชุมประจำวันในยามเฉิน(09.00) สามพ่อลูกเดินไปพูดคุยกันไป
“ท่านพ่อจะให้ลูกทำสิ่งใดขอรับ”
“พ่อจะให้เ้าเดินทางไปงานพระราชสมภพของฮ่องเต้แคว้นเพ่ยที่จะมีขึ้นในอีกหกเดือนข้างหน้า” เ้าหย่งเจี้ยนบอกกับบุตรชาย
“แต่ระหว่างทางเมื่อถึงเขตชายแดนแล้วให้เ้าแวะเข้าไปที่กองทัพหลวง” เ้าหย่งเซิง บิดาอีกคนบอกกล่าว
“กองทัพหลวงของท่านลุงจาง?”
“ใช่” เ้าหย่งเจี้ยนเดินนำทุกคนเดินเข้าไปในเขตท้องพระโรง เสียงถวายพระพรดังไปทั่วทุกที่ๆทั้งสามเดินผ่านแต่นั่นคือเื่ปกติอยู่แล้ว ก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆแท่นทองในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายซ้ายและขวา ระหว่างรอฝ่าาเสด็จฯ จึงเริ่มพูดต่อ “เ้าต้องเอาลูกพยัคฆ์ขาวหนึ่งตัวไปเป็ของขวัญแก่เพ่ยหานหรง”
เ้าหยางหลงมีสีหน้าใ ‘ลูกพยัคฆ์ขาว’ ตัวเขาเองยังมิเคยพบเห็นเลยด้วยซ้ำ สัตว์ชั้นสูงเช่นนี้มิใช่ว่าผู้ใดก็จะสามารถหาพบได้ง่ายๆ หากเป็พยัคฆ์ลายพาดกลอนธรรมดายังคงมีให้พบเห็นอยู่บ้าง “ดุร้ายหรือไม่ท่านพ่อ?” ใบหน้าหล่อเหลามีร่องรอยความกังวล
“เื่นี้ยังไม่แน่ใจ ไว้เ้าไปถึงเขตชายแดนแล้วก็จะรู้ได้เอง” เ้าหย่งเซิงจิบชาและเตรียมกระดาษกับพู่กันแท่นฝนหมึกขึ้นมาเตรียมไว้ “พ่อส่งนกพิราบสื่อสารไปแจ้งแก่ท่านลุงจางแล้วว่าพวกเ้าจะเดินทางไปพร้อมกับซิงอี”
จางซิงอีคือบุตรสาวคนโตวัยสิบสี่หนาวของท่านแม่ทัพจางเหวินเป่า นางเป็สหายรุ่นน้องคนสนิทของเ้าเฟิ่งเซียนที่มักจะเดินทางเข้าเมืองหลวงมาหาท่านยายเป็ประจำทุกยี่สิบวัน บ่อยครั้งที่นางแวะเวียนเข้ามาหาเ้าเฟิ่งเซียนเพื่อประลองกระบี่และเล่นตีบอลกันเป็ประจำ สตรีสองนางในสายตาของเ้าหยางหลง…เฮ่อออ ‘วุ่นวายจนไร้คำพูด’ ถ้าเื่ที่ตัวเขาจะต้องออกเดินทางไปต่างแคว้นรู้ถึงหูของ ‘เฟิ่งเซียน’ เ้าหยางหลงทำสีหน้าเบื่อหน่าย ‘นางรู้แน่ๆ’ เื่ราวในวันวานที่นางปลอมตัวเป็บุรุษติดตามเข้าไปในสำนักศึกษาบนเขาไท่ซานเมื่อสี่ปีก่อนยังคงติดอยู่ในความทรงจำ
“ท่านพ่อคิดว่าเฟิ่งเอ๋อร์จะติดตามลูกไปหรือไม่?”
“_” / “_” ท่านพ่อทั้งสองไร้วาจาจะกล่าว
“น้องรองเป็สตรี ถึงลูกจะไม่อยากให้นางตามไปแต่ลูกคิดว่าสุดท้ายแล้วนางก็ต้องหาเหตุผลร้อยแปดมากล่าวอ้างอยู่ดี” ฝาแฝดย่อมรู้ใจกันอยู่แล้ว ยิ่งเฟิ่งเอ๋อร์ตามติดพี่ชายเช่นเขาอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้แล้วห้ามไปก็ไร้ประโยชน์ “เหตุใดตอนแรกท่านพ่อมิพานางมาร่วมประชุมขุนนางด้วยเล่าขอรับ”
“พ่อเพียงแค่ยื่นทางเลือกให้เฟิ่งเอ๋อร์ หากนางไม่อยากไปนางก็จะไม่ร้องขอแต่ถ้านางอยากไปต่างแคว้นกับเ้าด้วย เพียงแค่นางเอ่ยพ่อย่อมตกลงดังเช่นเ้าที่รู้นิสัยแฝดน้องของตนเองดีกว่าผู้ใด” เ้าหย่งเซิงตบบ่าบุตรชาย ปุๆๆ!! “ดูแลน้องได้ใช่หรือไม่?”
เ้าหยางหลงทำสีหน้าเบื่อหน่ายแต่ก็ยอมผงกหัวตกลง
“ฮ่องเต้เสด็จ!!!!!!” ขันทีเ้าประจำท่องพระโรงะโเสียงดังลิ่น เหล่าข้าราชการหลายสิบคนรีบลุกขึ้นนั่ง กล่าวคำพร้อมเพรียง
“ถวายพระพรฝ่าาขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆปีฯลฯ” เสียงดังแซ่ซ้องก้องห้องโถงกว้าง
“ลุกขึ้นเถิด…นั่งกันตามสบาย” ฮ่องเต้เ้าหย่งอี้เดินขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ทอง เหล่าขุนนางต่างเห็นได้ชัดว่าวันนี้มีองค์รัชทายาทเ้าอี้หลิงติดตามมาด้วยและนั่งลงข้างๆเ้าหยางหลงคล้ายๆกับว่าคงเป็เื่เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างแคว้น
“ดังที่ฝ่าากล่าวไว้” ท่านราชเลขาควบกับตำแหน่งพ่อตาลุกขึ้นอ่านรายงาน “ท่านราชทูตฟงหวินเตรียมตัวเดินทางไกลไปยังแคว้นเพ่ยด้วยรถม้าในอีกสามวันข้างหน้าและครั้งนี้จะมีรัชทายาทเ้าอี้หลิง อ๋องน้อยเ้าหยางหลงร่วมเดินทางไปกับท่าน” มองหน้าราชทูตวัยกลางคนผู้อ้วนท้วนสมบูรณ์ “มีปัญหาใดหรือไม่?”
“ไม่ขอรับ” ราชทูตฟงหวินยิ้มรับหน้าบาน จะให้ผู้ใดติดตามไปด้วยหาใช่เื่ที่เขาจะต้องใส่ใจงานกินนอนอยู่บนรถม้าเป็เื่ปกติของเขาอยู่แล้ว
“ก็ดี” ฮ่องเต้เ้าหย่งอี้พูดคุยเกี่ยวกับเื่การเดินทางเข้าไปในกองทัพหลวงพร้อมกับนำลูกพยัคฆ์ขาวออกมาและเดินทางต่ออีกร่วมเดือน เพียงเท่านี้ยังมิเพียงพอ ‘กุหลาบพันปี’ จากหวังฮองเฮาก็ถูกนำไปเป็ของขวัญในครั้งนี้ด้วยเหงื่อของท่านราชทูตไหลซึมขนเปียกไปหมดเมื่อได้ยินรับสั่งอันเด็ดขาด “กุหลาบสองต้นและพยัคฆ์ขาวห้ามตาย!!!” ภายในท้องพระโรงเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ
“รัชทายาทเ้าอี้หลิง อ๋องน้อยเ้าหยางหลงรับราชโองการ” ท่านราชเลขาหรือก็คือท่านตาขององค์รัชทายาทพูดขึ้นเสียงดังลั่น “หลังจากนี้อีกสามวันให้เริ่มเดินทางออกจากแคว้นเ้าเพื่อไปร่วมงานวันพระราชสมภพของฮ่องเต้แคว้นเพ่ย ‘เพ่ยหานหรง’ ขอให้เดินทางปลอดภัยจบราชโองการ” ม้วนผ้าคำสั่งสีทองถูกส่งมอบให้บุรุษหนุ่มทั้งสองที่นั่งคุกเข่าหน้าพระพักตร์
“เ้าอี้หลิงรับราชโองการ/เ้าหยางหลงรับราชโองการ” บุรุษหนุ่มทั้งตอบรับหนักแน่นพร้อมกับเ้าอี้หลิงยื่นมือไปรับราชโองการก่อนจะลุกขึ้นยืนคำนับและกลับไปนั่งที่เดิม
“หลังจากนี้ไปจัดเตรียมกำลังทหารองครักษ์เสียพวกเ้าจะใช้คนเท่าใดก็เอาไป” ฝ่าากล่าวกับบุตรและหลานของพระองค์
“พะยะค่ะ/พะยะค่ะ”
“เอาล่ะวันนี้ไม่มีเื่สำคัญอันใดแล้วพวกเ้าก็ไปเตรียมการเถิด ถ้ามีปัญหาสิ่งใดก็เข้ามาที่ตำหนักได้เลย” ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปด้านนอก เหล่าขุนนางเริ่มทะยอยเดินทางกลับออกไป
--------++++++++++++++
ด้านหน้าท้องพระโรงเมื่อเ้าหยางหลงและรัชทายาทเ้าอี้หลิงเดินพูดคุยกันออกมาสายตาคมมองเห็นสตรีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ผมยาวคลอเคลียกลางหลัง แน่นอนว่านางต้องงดงามหาใดเปรียบ ทั้งสองคนรู้ดีว่าสตรีนางนี้คือผู้ใดสองคนก้าวย่างอย่างแ่เบาคล้ายกับอยากจะหลบลี้หนีหายไปให้พ้น..แต่
สตรีผู้งดงามผู้นั้นกลับหันหน้ามา
“พี่ใหญ่!!!!!”