'ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่า อาคมดาราสิบแฉก คืออะไรงั้นหรือ'อูหลินเฟิงถามเกี่ยวกับวิชาที่ตนเองไม่เคยได้ยิน แต่จากที่ได้ยินเหมือนว่าอาคมนี้จะสามารถใช้พลังธาตุได้หลากหลายพร้อมๆ กันคล้ายกับร่างจตุรธาตุของจงหมิ่น
‘ดูไปอธิบายไปจะง่ายกว่า มองที่ลานประลองที่ห้า’ กระบี่เหนือสวรรค์กล่าว สิ่งนั้นทำให้อูหลินเฟิงละสายตาจากเวทีของจงหมิ่น มองไปยังลานประลองที่ห้า
..
ลานประลองที่ห้า อีกหนึ่งลานประลองที่มีผู้ที่สนใจมากที่สุดนั่นก็เพราะว่า ภายในลานประลองนี้คนทั้งหมดมาจากแดนศักดิ์สิทธิ์
เนี่ยหลุน/เฟิ่งหวงหยางชุน ปะทะ เรย์อิน มาโกะ/เรย์อิน มากิ/หลางหลินหลิน/หนานกงอวี้
เนี่ยหลุน จากตระกูลเนี่ยแห่งหอคอยวิญญาณ ชายหนุ่มผมสีดำดวงตาสีเงิเทาอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลเนี่ย สวมชุดองค์เมียวจิสีขาว ถือไม้เท้าเหล็กในมือ อันดับสองของร้อยมังกรทะยาน
เฟิ่งหวงหยางชุน ชายหนุ่มผมสีแดงดวงตาสีแดงเพลิง หนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งรัชทายาทของราชวงศ์โชติช่วง ผู้มีลมปราณเพลิงฟินิกซ์ผลาญฟ้า เพลิงที่มีความร้อนและพลังทำลายมากที่สุดของโลกลมปราณ เขาอยู่อันดับแปดของร้อยมังกรทะยาน
เรย์อิน มาโกะ/เรย์อิน มากิ สองฝาแฝดผมสั้นสีขาวที่หน้าตาและรูปร่างเหมือนกันและยังสวมชุดมิโกะที่เหมือนกัน ทั้งสองมาจากตระกูลเรย์อินหนึ่งในแปดใหญ่ของหอคอยวิญญาณ ไม่มีอันดับในร้อยมังกรทะยาน
หลางหลินหลิน สตรีผมยาวสีเงินและมีดวงตาสีแดง นางคือคนจากราชวงศ์แสงจันทร์ ราชวงศ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกลมปราณแห่งนี้ อันดับยี่สิบของร้อยมังกรทะยาน
หนานกงอวี้ ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำและดวงตาสีดำ สวมชุดจอมยุทธสีม่วง องค์ชายห้าจากราชวงศ์หมื่นศาสตรา อันดับที่สามของร้อยมังกรทะยาน
“เหมือนว่าเราจะต้องปะทะกับสี่คน จะเอายังไงดีท่านชายเฟิ่งหวง แบ่งคนละสองดีหรือไม่” เนี่ยหลุนกล่าวพร้อมยิ้มไปด้วย เขาไม่ได้ตื่นตระหนกที่จะต้องปะทะกับคนที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์ถึงสี่คนพร้อมกันเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าจัดการคนจากหอคอยวิญญาณ หลังจากที่จัดการพวกนางได้แล้วค่อยมาสนับสนุนข้า” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าว
คำกล่าวที่ออกมาจากปากของเฟิ่งหวงหยางชุนนั้นสร้างความแปลกใจให้แก่เนี่ยหลุนเป็นอย่างมาก นั่นก็เพราะตามนิสัยที่เขาได้รู้มาเฟิ่งหวงหยางชุนเป็นท่านชายที่มีนิสัยหยิ่งยโสเป็นอย่างมาก เขานึกว่าอีกฝ่ายจะบอกว่าจะจัดการทั้งสี่คนด้วยตัวคนเดียว
หากเป็นก่อนที่เฟิ่งหวงหยางชุนจะปะทะกับกงซุนลี่เขาอาจจะบอกกล่าวแบบนั้นออกมา แต่ว่าเมื่อเขาได้รับรู้ถึงความอ่อนแอของตนเอง ทำให้ความคิดและการประเมินสถานการณ์นั้นเกิดการพัฒนา แม้เพียงเล็กน้อยแต่ว่าก็ทำให้ท่านชายที่ใจร้อนมีสติที่นึกคิดมากยิ่งขึ้น
การให้เนี่ยหลุนไปสู้กับเรย์อิน มาโกะ และ เรย์อิน มากิ เพราะว่าคนที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์เดียวกันย่อมต้องรู้ความสามารถและจัดการอีกฝ่ายได้ง่าย ยิ่งเป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างเนี่ยหลุนด้วยแล้วละก็คงจะสามารถจัดการอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็จะเหลือเพียง หลานหลิงหลิง และ หนานกงอวี้
“ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำแบบนั้นหรอก” หนานกงอวี้กล่าว แม้ว่าลานประลองจะมีขนาดใหญ่ แต่ด้วยความที่ภายในสนามประลองแห่งนี้เงียบยิ่งนัก การพูดคุยของฝั่งตรงข้ามเพียงแค่เสริมพลังการได้ยินด้วยลมปราณก็สามารถได้ยินหมดแล้ว หนานกงอวี้โคจรลมปราณมิติของตนเองแทรกแซงมิติโดยรอบส่งศาสตราวุธที่เขาครอบครองออกมาจากรอยแยกมิติ ควบคุมศาสตราวุธระดับสูงแต่ละเล่มด้วยพลังจิตสายควบคุมวัตถุ
ศาสตราวุธแต่ละเล่มล้วนเป็นศาสตราวุธที่มีระดับมากกว่าระดับหก แต่ศาสตราวุธเหล่านั้นต่างมีพลังธาตุที่แตกต่างกันแฝงภายในศาสตราแต่ละเล่ม ศาสตราวุธค่อยๆ ออกมาจากรอยแยกมิติมากกว่าร้อยอัน และถูกพลังจิตสายควบคุมวัตถุ ส่งศาสตราวุธทั้งหมดพุ่งตรงไปยังเฟิ่งหวงหยางชุนและเนี่ยหลุน
เพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้า กระบวนท่าที่หนึ่ง ฟินิกซ์ทะยานฟ้า
เฟิ่งหวงหยางชุนนำหอกของตนเองประสานเข้าเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้า กระหน่ำแท่งหอกที่ประสานไว้ด้วยเพลิงอันร้อนแรงเข้าหาศาสตราวุธนับร้อยที่พุ่งเข้ามาหา เพลิงฟีนิกซ์ที่ถูกส่งออกไปแต่ละสาย เมื่อกระทบเท่ากับศาสตราวุธก็สามารถหลอมละลายศาสตราวุธนั้นได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าศาสตราวุธนั้นจะเป็นถึงศาสตราวุธระดับสูงก็ตาม
“หลอมละลายศาสตราวุธระดับสูงของข้าได้ง่ายๆ เลยอย่างนั้นหรือ” หนานกงอวี้กล่าวอย่างตื่นตะลึง เขาเคยเห็นเพลิงของเฟิ่งหวงหยางชุนมาก่อน เพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าของเฟิ่งหวงหยางชุน แม้จะถูกขนานนามว่าเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกลมปราณแต่ว่ามันกลับไม่ได้รุนแรงถึงขนาดนี้ ความร้อนที่สามารถสัมผัสได้ตอนนี้รุนแรงยิ่งนัก
นั่นก็เพราะว่าเฟิ่งหวงหยางชุนที่ได้ครอบครองเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้า นั้นฝึกฝนแต่เพียงการเลื่อนระดับลมปราณ แต่ไม่ได้ฝึกฝนการใช้พลังเพลิงของตนเองเลยแม้แต่น้อย อาศัยเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าที่มีความรุนแรงที่สุด ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนความชำนาญแต่อาศัยพลังสายเลือดก็สามารถเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นเถ้าถ่านได้ จนกระทั่งได้พบกับกงซุนลี่ที่เพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าไม่อาจทำอะไรได้เลยแม้แต่น้อย จึงได้เริ่มฝึกฝนความชำนาญด้านเปลวเพลิงอย่างจริงจัง จนกระทั่งเขาสามารถบรรลุแก่นแท้แห่งเปลวเพลิงได้ สิ่งนั้นทำให้เปลวเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าของเขายกระดับความร้อนขึ้นอย่างมหาศาล
“ให้พวกเราจัดการเอง/ให้พวกเราจัดการเอง” เสียงประสานการของเรย์อิน มาโกะ และ เรย์อิน มากิ ดังขึ้นพวกนางถือพัดเอาไว้ในมือคนละอัน ทั้งสองคนโคจรลมปราณ พลังจิต และพลังวิญญาณประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน
“อาคมเชื่อมวิญญาณประสานกาย ราชินีภูตหิมะขาว/วิชาเชื่อมวิญญาณประสานกาย ราชินีภูตหิมะขาว” เสียงประสานที่กล่าวชื่อวิชาดังออกมาพร้อมๆ กัน เรย์อิน มากิ และ เรย์อิน มาโกะ ทั้งสองเป็นเพียงนักสู้ระดับหกขั้นกลางที่ไม่ได้ถูกรับเลือกไว้ในร้อยมังกรทะยาน นั่นก็เพราะระดับความสามารถของทั้งสองหากแยกกันต่อสู้ จะต่ำเตี้ยเป็นอย่างยิ่งจนไม่อาจต่อสู้กับคนที่มีระดับเท่ากันได้เลย แต่ว่าวิชาของทั้งสองคือการรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และจะยกระดับทั้งพลังลมปราณ พลังจิต และ พลังวิญญาณขึ้นอย่างสูง เหมือนกันหมาป่าขนเพลิงทั้งแปด จากสองหญิงสาวผมสั้นสีดำ กลายเป็นหญิงสาวตัวสูงผมยาวสีขาวสวย และยังกลายเป็นถึงชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูง กลายเป็นภูตหิมะมือทั้งสองถือพัดไว้ข้างละอัน
อาคมภูตหิมะ สายลมเยือกแข็ง
ภูตหิมะโบกสะบัดพัดทั้งสองอัน ส่งสายลมที่มีพลังแห่งหิมะเข้าต่อต้านเพลิงของเฟิ่งหวงหยางชุน สายลมของภูตหิมะแฝงเอาไว้ด้วยความเย็นสุดขั้ว แต่ว่าถึงจะเป็นอาคมที่แข็งแกร่ง แต่ว่าก็ไม่อาจดับสลายเปลวเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าอันร้อนแรงได้
“งั้น ลองนี่หน่อยเป็นไง” หลานหลินหลินกล่าว แม้นางจะรู้ว่าเฟิ่งหวงหยางชุนแข็งแกร่งแต่ก็ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ โคจรลมปราณของตนเองทันที ลมปราณสีเงินอันสวมงานไหลทะลักออกมาทั่วร่างของหลานหลินหลิน
ปราณอสูรจันทรา เขี้ยวหมาป่าจันทรา
ที่นิ้วมือของหลานหลิงหลิงได้มีลมปราณสีเงินที่สวยงาม หลอมรวมจนกลายเป็นกรงเล็บแห่งอสูรร้าย ฟาดฟันคลื่นกรงเล็บไปยังเปลวเพลิงอันร้อนแรงของเฟิ่งหวงหยางชุน ลมปราณเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุด และ ลมปราณอสูรจันทราของราชวงศ์ที่แข็งแกร่งที่สุดได้เข้าปะทะกัน
เปลวเพลิงที่ร้อนแรงที่สุดไม่อาจเผาผลาญพลังปราณคลั่งแห่งอสูรร้ายของหลานหลิงหลิงได้ แต่ว่าลมปราณของหลานหลิงหลิงก็ไม่อาจฉีกกระชากเปลวเพลิงได้อย่างที่หลานหลิงหลิงคิดเอาไว้ ลมปราณโบราณที่แข็งแกร่งปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ลมปราณมิติ ศาสตราแห่งมิติ
หนานกงอวี้เรียกศาสตราวุธนับร้อยออกมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ศาสตราวุธพวกนั้นถูกเคลือบไว้ด้วยลมปราณมิติ ส่งศาสตราวุธนับร้อยโจมตีไปเฟิ่งหวงหยางชุน แต่ว่าในคราวนี้ศาสตราวุธนับร้อยที่เคลือบด้วยลมปราณมิติสามารถต่อต้านการถูกแผดเผาจนละลายได้ ทะลวงเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าเข้าหาร่างเฟิ่งหวงหยางชุน
“ปราณมิติ ไม่ธรรมดาจริงๆ” เฟิ่งหวงหยางชุนใช้ท่าเท้าหลบหลีกศาสตราวุธที่พุ่งเข้ามา เมื่อไม่อาจใช้ลมปราณที่ร้อนแรงของตนเองแผดเผาได้ จึงจำเป็นต้องหลบหลีกด้วยความเร็วเท่านั้น เปลวเพลิงสีแดงระเบิดออกมาจากหลังของเฟิ่งหวงหยางชุน และ ผนึกรวมตัวกันจนกลายเป็นอีกเพลิงสีแดงอันงดงาม เพียงการสะบัดปีกครั้งเดียวเฟิ่งหวงหยางชุนก็สามารถหลบศาสตราวุธที่กำลังพุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
“เจ้าหลบได้ไม่หมดหรอก” หนานกงอวี้กล่าว พร้อมกับควบคุมศาสตราวุธให้เข้าโจมตีเฟิ่งหวงหยางชุนเรื่อยๆ ใช้อาวุธแต่ละเล่มไล่ต้อนจนกระทั่งเฟิ่งหวงหยางชุนโดนโอบล้อมไว้ด้วยศาสตราวุธนับร้อย
“แย่ละสิ!!...มีเยอะเกินไป” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าตนเองถูกล้อมไปด้วยศาสตราวุธนับร้อย
“เจ้าแพ้แล้ว” หนานกงอวี้ควบคุมศาสตราวุธนับร้อยพุ่งเข้าหาเฟิ่งหวงหยางชุน แต่ก่อนที่ศาสตราวุธนั้นจะโดนร่างของเฟิ่งหวงหยางชุน ได้มีวงแหวนที่มีรูปดาวสิบแฉกหลายอันปรากฏขึ้นปกป้องร่างกายของเฟิ่งหวงหยางชุน
“นั่นมัน! อาคมดาราสิบแฉก เนี่ยหลุน!!” หนานกงอวี้กล่าวขึ้นพร้อมหันไปทางเนี่ยหลุนที่สามารถช่วยเหลือเฟิ่งหวงหยางชุนได้อย่างเฉียดฉิว อีกนิดเดียวก็จะสามารถกำจัดไปได้คนหนึ่งแล้วแท้ๆ
“แหม่ๆ นึกว่าจะลืมกันไปแล้วนะเนี่ย” เนี่ยหลุนกล่าว พร้อมกับใช้พลังอาคมของตนเองลงไปยังไม้เท้าของตนเอง พลังอาคมสีขาวอันแข็งแกร่งระเบิดออกมาจากร่างของเนี่ยหลุน แรงกดดันของเนี่ยหลุน มากมายยิ่งกว่าแรงกดดันของอวี้จางเสียอีก ทั้งเฟิ่งหวงหนางชุนที่เป็นด้วยเดียวกัน ภูตหิมะ หลางหลินหลินต่างเหงื่อตกทันทีที่สัมผัสกับพลังอาคมของเนี่ยหลุน แต่ว่ามีเพียงคนเดียวที่ใบหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนั้นก็คือ หนานกงอวี้เขาสามารถต่อต้านแรงกดดันของเนี่ยหลุนได้อย่างง่ายดาย
"แรงกดดันขนาดนี้..พอๆกับเสด็จพี่เลย"หลางหลินหลินกล่าวออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
อาคมดาราสิบแฉก อาคมถ่วงศิลา
วงแหวนอาคมขนาดใหญ่ได้ปรากฏขึ้นทั่วทั้งสนามประลองสร้างแรงโน้มถ่วงมหาศาลออกมา จนทำให้ศาสตราวุธทั้งหมดโดนพลังของแรงโน้มถ่วงกดดันจนพลังจิตสายควบคุมวัตถุไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป ศาสตราวุธนับร้อยตกสู่สนามประลอง และแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลนั้นยังกดดันไปยังร่างกายของ หลานหลินหลิน หนานกงอวี้ และ ภูตหิมะ มีเพียงเฟิ่งหวงหยางชุนที่อยู่ฝั่งเดียวกันเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้น
“คิดว่าแรงโน้มถ่วงแค่นี้จะทำอะไรข้าได้หรือไง” หนานกงอวี้กล่าว โคจรลมปราณมิติของตนเองผนึกไว้ทั่วร่างต่อต้านแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้น จนสามารถขยับร่างกายได้ดั่งใจอีกครั้งใช้พลังมิติที่สามารถต่อต้านพลังแรงโน้มถ่วงได้พุ่งเข้าหาเนี่ยหลุน อาศัยปราณมิติที่ผนึกไว้ทั่วความเร็วของเขาจึงสูงยิ่งกว่าผู้ใช้ลมปราณธาตุ พุ่งเข้าหาเนี่ยหลุนอย่างรวดเร็ว ใช้ลมปราณมิติของตัวเองนำกระบี่ออกมาถือไว้บนมือ และที่ตัวของกระบี่ยังผนึกไว้ด้วยลมปราณมิติเช่นเดียวกัน
ปราณมิติ สะบั้นมิติ
รังสีกระบี่ของหนานกงอวี้เมื่อฟาดฟันออกไปก็สามารถทำให้มิติรอบๆขาดออกจากกัน หากว่าโดนตัวของเนี่ยหลุมได้ ก็ให้เนี่ยหลุนมีพลังอาคมที่แข็งแกร่งปปกป้องร่างกาย แต่ว่าย่อมสามารถทะลวงอาคมคุมกายได้อย่างแน่นอน
อาคมดาราสิบแฉก กงล้อวายุ
ที่ปลายเท้าของเนี่ยหลุนได้ปรากฏวงแหวนดาวสิบแฉกและสร้างกงล้อที่เกิดจากสายลมนำพาร่างของเนี่ยหลุนหลบขึ้นบนฟ้า กงล้อนั้นยังสามารถทำให้เนี่ยหลุนเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว
“ชิ” หนานกงอวี้ส่งเสียงออกมาอย่างขัดใจ ที่ตนไม่สามารถฟาดฟันเนี่ยหลุนได้อย่างที่ตนเองต้องการ
อาคมดาราสิบแฉก รูปแบบวงหนึ่งวงแหวน ลูกศรสรรพธาตุ
เหนือหัวของเนี่ยหลุนได้ปรากฏวงแหวนดาวสิบแฉกออกมาอีกหลากหลายวงแหวน แต่ละวงแหวนได้มีลูกศรที่มีธาตุแตกต่างไม่ว่าจะเป็นลูกศรเพลิง ลูกศรวารี ลูกศรวายุ ลูกศรปฐพี ลูกอัสนี ลูกศรน้ำแข็ง ลูกศรหลายหลากธาตุพุ่งเข้าหาหนานกงอวี้ราวกับฝนลูกศรหลากธาตุ
ปราณมิติ มิติสะท้อนกลับ
หนานกงอวี้ใช้ลมปราณมิติของตนเองแทรกแซงมิติรอบๆ ตัวเอง ดูดกลืนลูกศรพลังธาตุเอาสู่ปราณมิติของตนเอง จากนั้นได้เปิดมิติเพื่อส่งลูกศรพวกนั้นกลับไปหาเนี่ยหลุน
อาคมดาราสิบแฉก เกราะความมืด
เนี่ยหลุนสร้างวงแหวนอาคมขึ้นมา วงแหวนนั้นมีพลังของปราณธาตุมืดดูดกลืนและทำลายลูกศรที่พุ่งกลับมาหาตนเอง
สิ่งที่เนี่ยหลุนแสดงออกมานั้นราวกับว่าเขาคือราชันแห่งธาตุ ราวกับว่าเขาสามารถใช้พลังธาตุได้ทุกธาตุ
..
‘วิชานั่น! สามารถใช้ลมปราณธาตุได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ’ อูหลินเฟิงที่เห็นการใช้อาคมของเนี่ยหลุนคิดอย่างตื่นตะลึง
‘เจ้ารู้จัก วิชาอาคม หรือไม่’ กระบี่เหนือสวรรค์กล่าวถามอูหลินเฟิง
‘ข้าต้องรู้จักอยู่แล้ว’ อูหลินเฟิงกล่าว สิ่งนี้เขาย่อมต้องรู้จักอาคมก็คือวิชาที่ถูกใช้ออกโดยการประสานพลังปราณ พลังจิต พลังวิญญาณ ประสานกันจนเป็นหนึ่งเดียว คล้ายๆ กับยันต์อาคมของอูหลินเฟิงที่สร้างจากลมปราณพลังจิตและพลังวิญญาณ แต่อูหลินเฟิงในหลายๆ ครั้งที่ต้องการซ่อนพลังของตนเอง จะให้ยันต์ที่ถูกสร้างโดยลมปราณ จิต หรือ วิญญาณ เพียงอย่างได้อย่างหนึ่งโดยไม่ได้เอามาประสานกันทุกครั้ง
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ยันต์นั้นถูกสร้างขึ้นโดยพลังทั้งสามสายพร้อมกัน อูหลินเฟิงก็มักเรียกสิ่งนั้นว่ายันต์อาคม
‘นั่นก็คือ วิชาอาคมดารา แกนหลักของวิชานี้ก็คือพลังจิตสายเปลี่ยนแปลง ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงพลังจิตเป็นธาตุต่างๆ ได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยพลังจากลมปราณ และ พลังวิญญาณ วิชาอาคมดารามีอยู่สามขั้น คืออาคมดาราห้าแฉก อาคมดาราแปดแฉก และอาคมดาราสิบแฉก แต่ละแฉกที่ปรากฏในอาคมคือจำนวนของธาตุแต่ละธาตุที่ผู้ใช้สามารถประสานเข้าไปภายในวงแหวนได้
วิชาอาคมดาราไม่ใช่วิชาประจำตระกูลเนี่ย แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ตามภายในหอคอยวิญญาณย่อมสามารถฝึกฝนได้ แต่หากเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่ตระกูลเนี่ยฝึกวิชานี้ย่อมไม่สามารถที่จะสร้างอาคมดาราสิบแฉกได้’ กระบี่เหนือสวรรค์กล่าว
‘เป็นเพราะว่าลมปราณที่ใช้สร้างอาคม มีพลังธาตุอยู่ด้วยสินะ’ อูหลินเฟิงกล่าว พลังอาคมเกิดจากการประสานลมปราณ พลังจิต และพลังวิญญาณ ผู้ที่ไม่ใช่ตระกูลเนี่ย ย่อมต้องมีลมปราณธาตุเป็นของตนเอง แม้ว่าพลังจิตจะสามารถสร้างธาตุที่แตกต่างกับลมปราณในร่างได้ แต่หากนำไปประสานกันเป็นอาคมหากมีลมปราณธาตุเพลิงย่อมไม่อาจใช้พลังวารีที่สร้างจากพลังจิตประสานลงภายในอาคมดารา จึงจำเป็นต้องสร้างธาตุอื่นขึ้นมาแทนอาคมดาราของผู้ที่ไม่ใช่ตระกูลเนี่ยจึงทำได้เพียงห้าหรือแปดแฉกเท่านั้น แตกต่างจากตระกูลเนี่ยที่มีลมปราณไร้ธาตุ จึงสามารถสร้างอาคมดาราสิบแฉกที่ไม่เกิดการตีกันของธาตุในวงแหวนได้
‘ฉลาดดี ไม่จำเป็นต้องอธิบายเยอะก็เข้าใจได้’
‘น่าเสียดายนะที่วิชาที่ยอดเยี่ยมแบบนั้นข้าไม่อาจใช้ได้’ อูหลินเฟิงคิดอย่างเสียดาย อาคมดาราสิบแฉก มีแกนหลักคือพลังจิตสายเปลี่ยนแปลง แต่พลังจิตสายเปลี่ยนแปลงนั้นผู้ที่สามารถใช้ได้ดีที่สุดของจิตวิญญาณทั้งสาม คือลุค แต่ว่าลุคกลับไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้เชี่ยวชาญแบบเดียวกับอูหลินเฟิง ส่วนเรนแม้ว่าจะสามารถใช้พลังจิตได้ แต่เจ้านั้นก็เป็นพลังจิตสายเสริมกำลัง
จิตวิญญาณแฝดแม้กำเนิดมาจากวิญญาณเดียวกัน แต่จิตวิญญาณแต่ละดวงมีสตินึกคิดเป็นของตนเอง ทำให้มีความถนัดของแต่ละดวงวิญญาณที่แตกต่างกันไป ถึงอูหลินเฟิงจะมีถึงสามจิตวิญญาณแฝด แต่กลับไม่เข้าเงื่อนไขของวิชาอาคมดาราสิบแฉก
‘ใครว่าไม่ได้ หากเจ้าไม่สามารถใช้พลังจิตสายเปลี่ยนแปลงได้ แต่หากเจ้าบรรลุเจตจำนงแห่งวิญญาณ ย่อมสามารถใช้จิตวิญญาณแห่งธาตุที่อยู่ในธรรมชาติได้ เจ้าก็จะสามารถใช้พลังวิญญาณระดับนั้นทดแทนพลังจิตสายเปลี่ยนแปลง สามารถใช้อาคมดาราสิบแฉกออกมาได้เช่นกัน’ กระบี่เหนือสวรรค์กล่าว
‘ถ้าเช่นนั้นก็คงอีกนานเลยทีเดียว กว่าจะบรรลุถึงระดับครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งวิญญาณได้ก็ยากมากแล้ว การบรรลุเจตจำนงแห่งวิญญาณไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำได้ง่ายๆ เลย’ อูหลินเฟิงตอบกลับไป ภายในสุสานของเทพกระบี่คงหมิงเขาสามารถบรรลุถึงระดับครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งวิญญาณ สามารถมองเห็นอณูวิญญาณได้แต่ก็ยังไม่สามารถรวบรวมอณูวิญญาณเหล่านั้นเพื่อมาใช้ในการต่อสู้ได้
..
..
จบตอน