ผู้ใดที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ผู้นั้นก็คือผู้ลงมือทำ
จูอวิ่นเถิงโพล่งคำนี้ออกมา เป็การชี้เป้าโดยตรงว่านางหลี่ว์และจูอวิ่นเหวินเป็ผู้อยู่เื้ัการตายของนางฉางและจูสยงอิง เพื่อขัดขวางการแต่งตั้งในวันนี้
จูอวิ่นเถิงยอมแตกหักอย่างไม่เกรงกลัว ในเมื่อถอยหลังไม่ได้แล้ว เขาก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“เสด็จแม่กับพี่ใหญ่ตายไปแล้ว ต่อไปก็คงถึงคราวของหลาน”
จูอวิ่นเถิงประคองกระบี่ยาวด้วยสองมือ ก้าวเข้าไปข้างหน้าสองก้าวแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเสด็จปู่้าให้หลานตาย หลานก็หวังว่าจะได้ตายด้วยน้ำมือของเสด็จปู่ ขอเสด็จปู่ทรงเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“พอได้แล้ว!” จูหยวนจางตะคอก
เสียงนั้นดั่งสายฟ้าฟาด ทำเอาทุกคนในใจสั่นะเื
เื่สาเหตุการตายของนางฉางและจูสยงอิงนั้น ไม่ใช่ว่าจูหยวนจางจะไม่เคยสงสัย ในตอนนั้นเขาก็เคยจัดให้องครักษ์เสื้อแพรไปสืบสวน แต่ผลที่ได้กลับไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ เขาจึงล้มเลิกความสงสัยนั้นไป
จูอวิ่นเหวินมีความเมตตาและกตัญญู ส่วนนางหลี่ว์ใน่หลายปีมานี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทั้งสุภาพอ่อนโยนและมีคุณธรรม จูอวิ่นเถิงและพี่สาวทั้งสองคนต่างก็เป็นางหลี่ว์ที่เลี้ยงดูมา
จูหยวนจางเห็นกับตาตัวเอง จึงไม่คิดจะระแวงเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของจูอวิ่นเถิง
“ทหาร นำตัวพระนัดดาสามกลับไป”
จูหยวนจางเริ่มหวั่นใจกับหลานคนนี้ ไม่กล้าปล่อยให้พูดต่อไป
เขากลัวว่าหลานจะพูดจาไร้หัวคิด เพ้อเจ้อไปเรื่อย จนกล้าพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด จึงสั่งให้พาตัวออกไปก่อน แล้วค่อยกลับมาสั่งสอนไอ้หลานอกตัญญูคนนี้ให้เข็ดหลาบ
องครักษ์ที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินคำสั่งก็เดินเข้ามาหมายจะคุมตัวจูอวิ่นเถิงออกไป แต่หลานอวี้เห็นจูหยวนจางพยายามปัดตกเื่ของพระชายาในองค์รัชทายาทอย่างง่ายดาย ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงะโเสียงดังว่า
“ช้าก่อน!”
พระชายาในองค์รัชทายาทคือทายาทพี่สาวของเขา และจูสยงอิงก็คือหลานชายคนโตของเขา ในเมื่อสาเหตุการตายยังคลุมเครือ หลานอวี้จึงไม่อยากปล่อยผ่านไปเฉย ๆ
หลานอวี้ตั้งคำถามว่า “ก่อนจะสรุปเื่นี้ให้ชัดเจน พระนัดดาสามจะออกจากที่นี่ไม่ได้! กระหม่อม้าทราบว่าพระชายาในองค์รัชทายาทและอวี๋ไหวอ๋องตายได้อย่างไร แต่ฝ่าากลับเพิกเฉยต่อเื่นี้ หรือว่าฝ่าา้าจะปกป้องใครอยู่?”
น้ำเสียงของเขาดังกังวานเช่นเดียวกับจูอวิ่นเถิง สายตาจ้องเขม็งไปที่จูหยวนจาง ไม่เหลือเค้าความเป็ขุนนางอีกต่อไป
จูหยวนจางเลิกคิ้วขึ้น ตาเฒ่าคนนี้กำลังรนหาที่ตาย!
เขาหมั่นไส้หลานอวี้มานานแล้ว ตาเฒ่านี่กล้าดีอย่างไรถึงมาตั้งคำถามกับเขา?
รนหาที่ตายเองชัด ๆ !
จูอวิ่นเถิงสังเกตเห็นจิตสังหารของจูหยวนจาง จึงหัวใจหล่นวูบ
เขารู้อยู่แล้วว่าหลานอวี้นั้นโอหัง แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นกล้าตั้งคำถามต่อหน้าจูหยวนจางและเผชิญหน้าตรง ๆ
นี่คือหนทางสู่ความตายชัด ๆ !
ยิ่งหลานอวี้ทำตัวโอหัง ไม่เห็นหัวฮ่องเต้มากเท่าไหร่ จูหยวนจางยิ่งไม่มีทางให้โอกาสจูอวิ่นเถิงแน่
การแย่งชิงบัลลังก์ยิ่งยากขึ้นไปอีกและพวกหลานอวี้จะตายเร็วขึ้นด้วย
ต่อให้จูหยวนจางจะปกป้องใคร แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่หลานอวี้จะทำได้โดยการมาโต้เถียงต่อหน้าทุกคนในท้องพระโรง
จูอวิ่นเถิงไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยคดีหลานอวี้ และอยากให้ขุนศึกแห่งหวยซีมาเป็พวกของตน แต่พอนึกดูอีกที นี่ไม่ใช่โอกาสที่ดีในการแสดงฝีมือหรอกหรือ?
หากจูเปียวยังอยู่ เขาคงปรามหลานอวี้และคนอื่น ๆ อยู่ และคงไม่ต้องมาตาย
ตอนนี้เมื่อจูเปียวไม่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะแต่งตั้งจูอวิ่นเหวินหรือจูอวิ่นเถิง พวกหลานอวี้ก็มีชะตาต้องตายทั้งสิ้น
คิดได้ดังนั้น จูอวิ่นเถิงจึงสำรวจดูหลานอวี้ที่รูปร่างสูงใหญ่ เขาในวัย สิบสี่ปี ร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เอื้อมไปไม่ถึงใบหน้าของหลานอวี้ จึงกล่าวว่า “เหลียงกั๋วกง ก้มหัวลงมา”
“ทำไมหรือ?”
หลานอวี้ไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมก้มตัวลง
ทันใดนั้น จูอวิ่นเถิงตวัดมือตบลงไปบนใบหน้าของหลานอวี้เต็มแรง
เพียะ...
เสียงดังฟังชัดก้องไปทั่วท้องพระโรง
เมื่อััได้ถึงความเ็ปบนใบหน้า หลานอวี้ก็ถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ
คนอื่น ๆ ต่างก็ตะลึงงัน
เกิดอะไรขึ้น?
หลานชายกล้าตบหน้าท่านตาตัวเอง?
นี่มันขัดต่อกฎ์อย่างยิ่ง!
“จูอวิ่นเถิง เ้ากล้าตบข้าหรือ? เ้า...”
หลานอวี้คำรามด้วยความโกรธแค้น แต่ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกจูอวิ่นเถิงขัดขึ้น
“ที่ตบก็เพราะท่านมันสมควรโดนแล้ว!”
จูอวิ่นเถิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านเป็เพียงกั๋วกง แต่กลับกล้าขึ้นเสียงใส่เสด็จปู่? แม้แต่เสด็จพ่อข้ายังไม่กล้าทำเช่นนี้ แล้วท่านกล้าดีอย่างไร?”
“ข้า...”
หลานอวี้ได้สติ ความโกรธที่ครอบงำสติเมื่อครู่เริ่มมลายไป เขารู้ตัวว่าได้ล่วงเกินจูหยวนจางเข้าแล้ว
“ตบแค่นี้ยังนับว่าเบาไป ท่านไม่พอใจหรือ? ข้าน่ะยังอยากจะฆ่าท่านด้วยซ้ำ!”
จูอวิ่นเถิงทำหน้าตายกล่าวเรียบ ๆ “ปกติท่านจะทำตัวเหลิงแค่ไหนก็ช่าง แต่นั่นมันข้างนอก วันนี้ ที่นี่ ต่อหน้าเสด็จปู่ ท่านกลับไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าตะคอกเสียงดัง คิดจะสั่งการแทนเสด็จปู่อย่างนั้นหรือ? ข้าคือพระนัดดาแห่งต้าิ ท่านเป็เพียงกั๋วกง ยังกล้าเรียกชื่อข้าตรง ๆ อีก ที่นี่คือท้องพระโรง ท่านต้องเรียกข้าว่าพระนัดดารอง!”
บนใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์นั้นเต็มไปด้วยความจริงจัง และแรงกดดันที่ดูไม่เหมาะสมกับอายุ หลานอวี้ไม่เคยเห็นจูอวิ่นเถิงที่จริงจังขนาดนี้มาก่อนจนถึงกับตกตะลึง
“คุกเข่า!” จูอวิ่นเถิงสั่ง
ในเวลานั้น หลานอวี้รู้สึกถึงสายตาเย็นเยียบที่จับจ้องมาที่ตน เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาทันที เขารีบคุกเข่าลงโขกศีรษะแล้วกล่าวว่า
“กระหม่อมผิดไปแล้ว ที่ได้ล่วงเกินฝ่าา สมควรตายหมื่นครั้ง ขอฝ่าาทรงลงอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
เห็นหลานอวี้ที่เคยโอหังยอมคุกเข่าขอชีวิต ทุกคนต่างตกตะลึง ไม่นึกว่าจูอวิ่นเถิงจะมีความสามารถถึงเพียงนี้
ฉางเซิงยิ่งตื่นเต้นอย่างที่สุด จูอวิ่นเถิงเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนจริง ๆ
เขาเชื่อว่าในอดีตหลานคนนี้อาจจะแค่เก็บงำความสามารถไว้ และวันนี้เมื่อจำใจต้องแสดงออก นี่คือความหวังใหม่ของพวกเขา
ต่อให้วันนี้จะขัดขวางไม่สำเร็จ และยังคงมีการแต่งตั้งจูอวิ่นเหวิน แต่ในอนาคตตราบใดที่จูอวิ่นเถิงยังมีเจตนารมณ์นี้ ฉางเซิงคิดว่าตนจะลอกเลียนแบบวิธีสืบทอดอำนาจที่ประตูเสวียนอู่ของหลี่ซื่อหมิน เพื่อช่วยจูอวิ่นเถิงแย่งชิงตำแหน่งนั้นกลับคืนมา
“พอได้แล้ว!”
จูหยวนจางถอนจิตสังหารกลับมา แล้วมองไปยังจูอวิ่นเถิง
เขาเข้าใจทันทีว่าจูอวิ่นเถิง้าทำอะไร
เด็กคนนี้้าแสดงความสามารถต่อหน้าเขา พิสูจน์ว่าตนสามารถกำราบหลานอวี้ได้ ในขณะเดียวกันก็เพื่อช่วยชีวิตหลานอวี้และซื้อใจหลานอวี้ไปในตัว
แต่เป้าหมายสูงสุดที่แท้จริงนั้น คือการขัดขวางการแต่งตั้งในวันนี้
‘ก่อนหน้านี้ทำไมข้าถึงไม่เคยสังเกตว่าอวิ่นเถิงมีความสามารถ
เช่นนี้นะ?’
จูหยวนจางครุ่นคิดในใจ พลางรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยว่าที่ผ่านมาเขาสนใจแต่จูอวิ่นเหวินจนมองข้ามเด็กคนนี้ไป
ที่ผ่านมา จูอวิ่นเหวินมีความอ่อนน้อมถ่อมตนคล้ายจูเปียวมากที่สุด เมื่อเห็นจูอวิ่นเหวินแสดงความโศกเศร้าอย่างแท้จริงตอนเฝ้าศพ เขายิ่งรักใคร่เอ็นดู
ทว่าเมื่อมองไปยังจูอวิ่นเหวินที่กำลังตัวสั่นด้วยความกลัวในตอนนี้ เขาก็ขมวดคิ้ว
จูอวิ่นเหวินเหมือนจูเปียวก็จริง แต่ใจไม่กล้าพอ แค่ถูกจูอวิ่นเถิงขู่สองสามคำก็เป็เช่นนี้ แล้วจะกำราบขุนนางบุ๋นบู๊ได้อย่างไร?
เมื่อหันมามองจูอวิ่นเถิง ผู้กล้าถือกระบี่บุกเข้ามาขัดขวางการแต่งตั้ง
จูหยวนจางไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับรู้สึกชื่นชม
นี่สิคือความกล้าหาญที่ลูกหลานสกุลจูควรมี!
หากเปลี่ยนเป็จูอวิ่นเหวิน เขาคงไม่มีทางกล้าทำเช่นนี้แน่
จูหยวนจางมองไปยังราชโองการที่วางอยู่บนโต๊ะ ไม่รีบร้อนอีกต่อไป เพราะเขามีทางเลือกมากขึ้นแล้ว จึงกล่าวว่า “เื่การตายของอดีตพระชายาในองค์รัชทายาทและสยงอิง ข้าเสียใจยิ่งกว่าอวิ่นเถิงเสียอีก แต่ในตอนนั้นข้าได้จัดคนไปสืบแล้ว ไม่พบปัญหาใด ๆ และไม่เกี่ยวข้องกับพระชายาในองค์รัชทายาทในปัจจุบัน ห้ามพูดจาไร้สาระอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
จูอวิ่นเถิงตอบรับ เป็การเปิดทางลงให้แก่จูหยวนจาง
เื่นี้คงทำได้เพียงวางไว้ก่อนชั่วคราว แต่จูอวิ่นเถิงจะต้องสืบต่ออย่างแน่นอนในภายหลัง
เมื่อเห็นว่าจูหยวนจางไม่ได้มีท่าทีจะตำหนิตน จูอวิ่นเถิงก็เข้าใจว่าตนเดิมพันชนะแล้ว แต่เขาวางแผนที่จะกดดันฮ่องเต้เพิ่มขึ้นอีก เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแย่งชิงบัลลังก์
หากเป็ไปได้ เขาจะคว้าตำแหน่งผู้สืบบัลลังก์มาให้ได้ในวันนี้ เพื่อไม่ให้จูอวิ่นเหวินมีโอกาสใด ๆ อีก
จูหยวนจางกล่าวอีกว่า “เ้ากลับไปก่อน เื่อื่นข้าจะคุยกับเ้าในภายหลัง”
“ไม่!”
จูอวิ่นเถิงไม่ยอมไป ยืนกรานว่า “หลานมาเพื่อขอความตาย ขอเสด็จปู่ประทานความตายแก่หลานด้วย!”
จูหยวนจางถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห จึงถามว่า “ถ้าข้าไม่ฆ่าเ้า เ้าก็จะขอตายไม่ยอมไปอย่างนั้นหรือ?”
“หากเสด็จปู่ไม่ฆ่า หลานขอเสด็จปู่ อย่าได้แต่งตั้งจูอวิ่นเหวิน”
จูอวิ่นเถิงวางกระบี่ในมือลง นี่คือเป้าหมายสูงสุดของเขา
เขากล่าวว่า “หลาน้าตำแหน่งผู้สืบบัลลังก์ ขอเสด็จปู่โปรดแต่งตั้งหลานเป็พระนัดดารัชทายาท ั้แ่โบราณกาลมา การแต่งตั้งรัชทายาทควรยึดหลักสายตรง หลานเป็บุตรชายคนรองของอดีตพระชายาในองค์รัชทายาท และเป็บุตรสายตรงคนรองของเสด็จพ่อซึ่งก็คืออดีตรัชทายาท ย่อมถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่มีใครเหมาะสมที่จะสืบราชบัลลังก์ไปมากกว่าหลานอีกแล้ว”
*อวี๋ไหวอ๋อง คือ จูสยงอิง พี่ชายคนโตของจูอวิ่นเถิง
*วิธีสืบทอดอำนาจที่ประตูเสวียนอู่ของหลี่ซื่อหมิน คือ การที่หลี่ซื่อหมินทำรัฐปะาสังหารพี่น้องเพื่อชิงบัลลังก์ที่ประตูเสวียนอู่