ระบบเร่งความเร็ว : ข้าจะกลายเป็นยอดยุทธ์ไร้เทียมทาน

    บทที่ 38 ไม่ลืมปณิธานแรกเริ่ม

            “ตาแก่ผู้นี้ต้านรับไว้ได้จริง ๆ ด้วย! พลังความสามารถของเขาเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”

     

            “เจตจำนงกระบี่อันคมกล้าปานนั้น กลับสามารถต้านรับดาบของฉู่ซิวไว้ได้ หรือว่าฉู่ซิวจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้?”

     

            “บาดเจ็บสาหัสมาหลายสิบปี พอยามหายดีกลับยังมีพลังการต่อสู้ถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะในวันวาน”

     

            “เป็นอัจฉริยะเช่นเดียวกัน แม้ซุนซานจะมีปราณโลหิตเหือดแห้ง ทว่าตบะความสามารถกลับอยู่เหนือกว่าฉู่ซิว ศึกนี้ใช่ว่าจะพ่ายแพ้เสียหน่อย”

     

            เมื่อได้เห็นพลังความสามารถของซุนซาน ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจอย่างยิ่ง พวกเขาไม่อาจคิดฝันได้เลยว่า ตาแก่ที่ดูไร้เรี่ยวแรงเหมือนไม้ใกล้ฝั่งผู้นี้ จะมีพลังความสามารถถึงเพียงนี้!

     

            “เคร้ง! เคร้ง!”

     

            เสียงดาบและกระบี่ปะทะกันดังสะท้อนขึ้นบนเวทีประลอง ท่ามกลางเสียงถกเถียงของผู้คน ฉู่ซิวและซุนซานก็ได้แลกหมัดปะทะฝีมือกันไปแล้วหลายสิบกระบวนท่า

     

            เมื่อรับรู้ถึงพลังอันดุดันของฉู่ซิวที่ฟันดาบลงมาเข้มแข็งขึ้นในทุก ๆ ดาบ ซุนซานก็ตอบโต้กลับสุดกำลัง เผยให้เห็นวิชากระบี่อันล้ำลึกอย่างยิ่ง

     

            ฉู่ซิวคิดไม่ถึงเลยว่าซุนซานจะรับมือได้ยากเย็นถึงเพียงนี้ สีหน้าพลันสลดลงทันที กระทั่งใช้วิชาดาบออกไปแล้ว ทว่าก็ยังไม่อาจเอาชนะซุนซานได้ พลังความสามารถของซุนซานผู้นี้เก่งกาจถึงเพียงใดกันแน่?

     

            ยามมองดูซุนซานผู้มีความสามารถล้ำลึกยากหยั่งถึงเบื้องหน้า ฉู่ซิวก็โคจรปราณโลหิตในกายทั้งหมดเข้าสู่ดาบถัง ดาบถังแผ่พลังอันรุนแรงออกมา ก่อนที่ฉู่ซิวจะถือดาบพุ่งเข้าสังหารซุนซานอีกคราว

     

            ยามที่กระบวนท่าบุกของฉู่ซิวรุนแรงยิ่งขึ้น สีหน้าของซุนซานก็ยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่อาจสงบนิ่งผ่อนคลายได้ดังเช่นกาลก่อนอีกต่อไป

     

            แม้การโจมตีของฉู่ซิวจะทำอะไรเขาไม่ได้ ทว่าการโจมตีของเขาก็ไม่อาจกดดันฉู่ซิวได้เช่นกัน หากยื้อกันอยู่เช่นนี้ ย่อมส่งผลเสียต่อตัวเขาอย่างยิ่ง

     

            อย่างไรเสีย เมื่อเทียบกับฉู่ซิวที่ยังหนุ่มแน่นเลือดร้อน กำลังความอดทนของเขายังคงด้อยกว่ามากนัก...

     

            บนอัฒจันทร์ นายอำเภอหวังทอดสายตามองคนทั้งสองที่กำลังยื้อยุดกันอยู่ เอ่ยด้วยความเสียดาย “ซุนซานผู้นี้ไม่เพียงมีตบะความสามารถสูงกว่าฉู่ซิว การหยั่งรู้ในวิชายุทธ์ก็อยู่เหนือกว่าฉู่ซิวเช่นกัน ฉู่ซิวคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเสียแล้ว น่าเสียดายที่เขาอยู่ในวัยชราแล้ว มิเช่นนั้นความสำเร็จในวันข้างหน้าย่อมไม่ด้อยไปกว่าฉู่ซิวเป็นแน่”

     

            เมื่อได้ยินคำพูดของนายอำเภอหวัง ที่ปรึกษาที่อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าเห็นพ้อง

     

            ต่อให้ซุนซานในอดีตเคยเป็นอัจฉริยะ ทว่ายุคสมัยที่เป็นของเขาได้ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้วันนี้เขาเอาชนะฉู่ซิวได้ ในวันข้างหน้าก็คงไม่มีความสำเร็จอันใดสูงส่งนัก และจะไม่มีผู้ใดมาคอยชักชวนดึงตัวเขาไปร่วมงานด้วย

     

            หลังผ่านพ้นไปราว ๆ ครึ่งยาม ฉู่ซิวและซุนซานปะทะฝีมือกันบนเวทีประลองไปแล้วกว่าสองร้อยกระบวนท่า แม้คนทั้งสองจะเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อโชลมกาย ทว่าก็ยังไม่อาจชี้ขาดผลแพ้ชนะได้

     

            ขณะที่ทุกคนต่างคิดว่าการประลองคราวนี้จะต้องสู้รบกันไม่จบไม่สิ้น การกระทำถัดมาของซุนซาน กลับทำเอาทุกคนตื่นตระหนกตกใจอย่างยิ่ง

     

            บนเวทีประลอง ซุนซานใช้กำลังทั้งหมดปะทะกระบี่กับฉู่ซิวคราวหนึ่ง อาศัยกำลังของฉู่ซิวถอยร่นไปสิบกว่าก้าวติด ๆ กัน ถอยไปจนถึงริมขอบเวทีประลอง รักษาระยะห่างอันปลอดภัยกับฉู่ซิวไว้

     

            เมื่อเห็นฉู่ซิวทำท่าจะพุ่งเข้ามาโจมตีซ้ำ ซุนซานก็รีบยั้งมือ ตะโกนก้องใส่ฉู่ซิว

     

            “ไม่สู้แล้ว ไม่สู้แล้ว!”

     

            เอ่ยจบ ซุนซานก็เก็บกระบี่ยาวในมือเข้าสู่ฝักกระบี่ทันที

     

            ภาพฉากนี้ทำเอาฉู่ซิวแสดงสีหน้าฉงนสงสัยออกมา เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ศิษย์พี่ซุน ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

     

            “คลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่าโดยแท้ ยุคสมัยถัดไปแข็งแกร่งกว่ายุคสมัยก่อนจริง ๆ ” ซุนซานถอนหายใจยาว ทอดสายตามองฉู่ซิวด้วยความนับถือ

     

            “ข้าสั่งสมมาหลายสิบปี ค้นคว้าศึกษาวิชายุทธ์และคัมภีร์วิชาทุกวี่ทุกวัน ถึงได้มีรากฐานอย่างในยามนี้ ทว่าเจ้าอายุยังน้อย ไม่เพียงมีคัมภีร์วิชาลึกล้ำ ทว่ายังฝึกวิชายุทธ์ได้อย่างเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้ ไม่ยอมรับก็คงไม่ได้แล้ว!”

     

            ซุนซานถอนหายใจออกมาหลายคราว สายตาที่มองไปยังฉู่ซิวแฝงความอิจฉาอยู่บ้าง หากเขายังเยาว์วัย ยามนี้ก็คงมีสภาพไม่ต่างอันใดกับฉู่ซิวกระมัง!

     

            แม้ตนเองจะยังสามารถสู้รบกับฉู่ซิวได้อีกหลายร้อยกระบวนท่า ทว่ากระบวนท่าที่เขาสามารถนำมาใช้ได้ก็ถูกใช้ออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ต่อให้สู้ต่อไปก็ใช่ว่าจะเอาชนะฉู่ซิวได้

     

            ส่วนกระบวนท่าที่ไม่ควรนำมาใช้นั้น ซุนซานตระเตรียมไว้ต้อนรับพวกต่างเผ่าพันธุ์ในสนามรบ ต่อให้ต้องพ่ายแพ้ในการประลองคราวนี้ เขาก็ไม่มีวันนำมาใช้กับคนชาติเดียวกันเด็ดขาด

     

            ซุนซานรู้ดีว่าตนเองจนปัญญาหมดสิ้นหนทางแล้ว จึงไม่อยากยื้อต่อไปอีก ดังนั้นต่อหน้าสายตาอันไม่อยากจะเชื่อของทุกคน เขาจึงเปิดปากเอ่ยสามคำนั้นออกมาโดยตรง

     

            “ข้ายอมแพ้!”

     

            เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งลานประลองก็พลันโกลาหลขึ้นมาทันที ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดซุนซานถึงยอมแพ้ ส่งเสียงเอ่ยถามขึ้นมาไม่ขาดสาย

     

            “พลังความสามารถของคนทั้งสองก้ำกึ่งสูสีกันไม่ใช่หรือ? เหตุใดซุนซานถึงยอมแพ้?”

     

            “พลังความสามารถของซุนซานเห็น ๆ อยู่ว่าเหนือกว่าฉู่ซิวอยู่บ้าง เหตุใดเขาถึงละทิ้งไปเช่นนี้?”

     

            “นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? ซุนซานคิดสิ่งใดอยู่? หรือว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะชนะตั้งแต่แรกแล้ว?”

     

            ชายชราที่มีอายุไล่เลี่ยกับซุนซานคนหนึ่งลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองเงาร่างบนเวทีประลองพลางถอนหายใจ “เจ้าเห็น ๆ อยู่ว่ายังมีกระบวนท่าที่แข็งแกร่งกว่านี้ยังไม่ได้สำแดงออกมา เหตุใดถึงยอมแพ้เล่า?”

     

            ไม่มีใครรู้ว่าซุนซานคิดสิ่งใดอยู่ แม้กระทั่งฉู่ซิวที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขา ในยามนี้ก็เต็มไปด้วยความสงสัยฉงนใจ

     

            ยามที่ซุนซานประมือกับตนเขารับมือได้อย่างผ่อนคลายสบายใจ กระทั่งวิชายุทธ์ขั้นบรรลุไร้เทียมทานในวันนั้นก็ยังไม่ได้งัดออกมาใช้ ยามนี้พลันยอมแพ้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น หรือว่าเขากำลังออมมือให้ตน?

     

            “ศิษย์พี่ซุนซาน ท่านเห็น ๆ อยู่ว่ายังมีวิชายุทธ์ที่เก่งกาจกว่านี้ยังไม่ได้ใช้ออกมา เหตุใดถึงยอมแพ้ขอรับ? หรือว่าท่านดูแคลนข้า ถึงได้เจตนาตั้งใจให้ข้าเป็นฝ่ายชนะ?” ฉู่ซิวเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

     

            หากซุนซานยอมแพ้เพียงเพราะต้องการออมมือให้ตนจริง ๆ ฉู่ซิวไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด

     

            ซุนซานส่ายหัวให้ฉู่ซิว เอ่ยตอบอย่างเปิดเผย “ข้ายังมีวิชายุทธ์ที่ยังไม่ได้ใช้จริง ๆ ทว่ากระบวนท่าเหล่านั้น หากไม่สามารถใช้รับมือเจ้าไม่ได้ ก็โหดเหี้ยมทารุณเกินไป เป็นสิ่งที่ข้าตั้งใจเก็บไว้ต้อนรับพวกต่างเผ่าพันธุ์ ดังนั้นข้าหมดสิ้นกระบวนท่าจะใช้แล้วจริง ๆ ”

     

            “อีกอย่าง ตาแก่เช่นข้ามีปณิธานตั้งใจจะรับใช้แผ่นดิน อุทิศชีวิตในสนามรบ ครึ่งชีวิตแรกเพราะบาดแผล ทำให้ข้าต้องนอนป่วยอยู่บนเตียงสูญเสียเวลาไปหลายสิบปี ยามนี้ยากนักกว่าบาดแผลจะหายดี ไม่อยากจะได้รับบาดเจ็บเพราะการประลองบนเวทีอีกคราว”

     

            “สู้เอาแรงไปทุ่มเทสู้รบกับศิษย์น้องเพียงเพื่อรางวัลเล็กน้อย ข้าอยากจะเก็บเอาเรี่ยวแรงไปสังหารพวกต่างเผ่าพันธุ์ในสนามรบเสียยังจะดีกว่า!”

     

            เมื่อได้ยินคำพูดของซุนซาน นอกเหนือจากความประหลาดใจแล้ว ความเคารพยำเกรงสายหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมาในใจของฉู่ซิว

     

            ก่อนการประลอง เพื่อที่จะรู้เขารู้เรา ฉู่ซิวเคยไปสืบหาข่าวคราวของซุนซานจากเหลียวสิงเป็นพิเศษ จึงได้รู้ข้อมูลบางอย่างที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน

     

            ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป้าหมายของซุนซานคือการเข้าร่วมสนามรบ สังหารพวกต่างเผ่าพันธุ์มาโดยตลอด ทว่าใครจะไปคาดคิด ในยามที่เขากำลังชนะและได้สิทธิของแดนเร้นลับเยี่ยนอู่ในสำนักถงซื่อ เขากลับถูกมิตรสหายที่ดีที่สุดในอดีตลอบวางยาพิษ สุดท้ายถูกตีจนบาดเจ็บสาหัส ต้องนอนป่วยอยู่บนเตียงมาหลายสิบปี ไม่อาจทำให้ความปรารถนาในใจเป็นจริงได้อีก

     

            หลังจากฉู่ซิวรู้เรื่องราวที่ซุนซานเผชิญมา เดิมทีคิดว่าการปรากฏตัวของซุนซานในคราวนี้ ก็เพื่อตามหามิตรสหายที่เคยทรยศตนในอดีตเพื่อสะสางหนี้แค้น

     

            ทว่าเมื่อเขาได้ประมือกับซุนซานจริง ๆ ถึงได้พบว่าซุนซานปล่อยวางเรื่องราวไปนานแล้ว ในดวงตาปราศจากรังสีความแค้น

     

            และที่ทำให้ฉู่ซิวคาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือ เป้าหมายของซุนซานตั้งแต่ต้นจนจบไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ชีวิตนี้เขายังคงคิดจะปกป้องบ้านเมืองอุทิศชีวิตในสนามรบอยู่เช่นเดิม!

     

            ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมถึงเพียงนี้ กลับยังคงมีจิตใจกว้างใหญ่ปานนี้ ฉู่ซิวถูกเสน่ห์ทางบุคลิกภาพของซุนซานสยบโดยสิ้นเชิง

     

            เขานอบน้อมคารวะคำนับซุนซานด้วยความเคารพ เอ่ยชมจากใจจริง

     

            “ศิษย์พี่ซุนซานหลายสิบปีไม่เคยลืมปณิธานแรกเริ่ม สมเป็นแบบอย่างแก่พวกเราโดยแท้!”

    คล้ายกับเรื่องระบบเร่งความเร็ว : ข้าจะกลายเป็นยอดยุทธ์ไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน