เมื่อยามเช้าของวันรุ่ง ก่อนที่อี้เฉิน กับหลินเฟยจะออกเดินทาง เหล่าศิษย์ที่หลินเฟยให้ความรู้ ด้านการรักษา พวกเขาต่างก็มาส่งหลินเฟย ด้วยสายตาอาลัย ยังหน้าหมู่บ้านลมหวน กันอย่างพร้อมเพรียง แม้สายตาหลายคน จะไม่ค่อยชมชอบอี้เฉินเท่าใดก็ตาม ก็เนื่องมาด้วยใบหน้าอี้เฉินเหมือนคุณชายเจ้าสำราญ ทำให้ศิษย์หญิง นางหลายคนไม่ค่อยเห็นดี เห็นงามกับผู้เป็นอาจารย์เท่าใดนัก
หลินเฟยคลี่ยิ้มออกมากว้าง จับบ่าพวกเขาทีละคน ด้วยสายตาเชื่อมั่น หากพวกเขา ยังเดินในเส้นทางรักษาที่แน่วแน่ อย่างไรพวกเขาต้องออกไป ยังโลกกว้างในสักวัน “พวกเจ้าเมื่อถึงเวลา พวกเจ้าเองก็จะต้องออกไปหาประสบการณ์ ความรู้ใหม่ๆ เช่นกัน”
เหล่าศิษย์อนุชนของนาง พวกเขาต่างก็พยักหน้ารับคำ “พวกเราเข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์โปรดท่านรักษาตัวด้วย”
ครั้นหลินเฟย บอกลาเหล่าศิษย์อนุชนที่นางให้ความรู้ต่างๆ มา นางสืบฝีเท้า มาหาอี้เฉินพร้อมกับพยักหน้าให้อี้เฉินเป็นสัญญาณว่าบัดนี้ นางพร้อมจะออกเดินทางแล้ว ครั้นเห็นสายตาอี้เฉิน พยายามกวาดสายตา มองหาท่านปู่เสี่ยวปู้เตียนของเขาอย่างไม่วางตา
ก่อนอี้เฉินจะถอนลมหายใจออกมายาว เฮ้อ!! แล้วสะบัดฝ่ามือ กลางม่านพลังคุ้มกันกายคลุมร่างพวกเขาไว้ เนื่องด้วยหลินเฟย นางยังคงอยู่ในขั้นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ หากเจอแรงบีบอัด ของห้วงมิติที่พวกเขาข้ามผ่าน อี้เฉินเกรงว่ากายาของหลินเฟย จะทนรับการเคลื่อนที่ ที่รวดเร็ว ระดับนี้ไม่ไหว
“ลำบากท่านแล้ว ท่านพี่”ก่อนหลินเฟยจะคลี่ยิ้มบาง มาให้อี้เฉิน ด้วยสายตาที่ตื่นเต้น
อี้เฉินส่ายหัวออกมาน้อยๆ ครั้นม่านพลังสีทอง ในลักษณะลูกบอลทรงกลมโอบล้อมร่างพวกเขาไว้ มันก็พุ่งหายวับแหวกอากาศไปด้วยความปราดเปรียว ปานสายฟ้าฟาดในทันที
ระหว่างที่เดินทาง ขึ้นไปยังดินแดนเทพ อี้เฉินไต่ถามหลินเฟยถึงสถานที่ ที่นางอยากจะไปทันที “เจ้ามีสถานที่ ที่อยากจะไปหรือไม่น้องหญิง”
หญิงสาวคลี่ยิ้มบางส่ายหัว “ขอแค่มีท่านร่วมเดินทางไปกับข้า ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งอื่นใด”
“อืมๆ การเดินทางอาจจะไม่สะดวกสบาย แต่สิ่งนี้มันจะทำให้ข้าลืมเลือนเรื่องการฝึกฝนไปบ้าง”
ฝ่ามือหลินเฟยกุมมือแน่น เข้าหาฝ่ามืออี้เฉิน “ข้าเข้าใจ ยามนี้ท่านพี่น่าจะเจอเข้ากับคอขวด หากปล่อยวางลงไปได้ ไม่แน่ท่านอาจจะเลื่อนขั้นพลัง กลายเป็นราชันสวรรค์สำเร็จก็เป็นได้”
“อืมๆ!!” อี้เฉินเขาฝืนคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนพวกเขาจะลดการเดินทางด้วยความเร็ว ค่อยๆ เดินทางไปช้าๆ เฉกเช่นปุถุชนคนธรรมดาที่สัญจรไปมา
…หนึ่งเมืองสองเมืองที่พวกอี้เฉินเดินทาง ข้ามผ่านไปอย่างเชื่องช้า พร้อมกับวันเวลาที่ไหลผ่าน ทำให้พวกเขาทั้งสองได้ใช้ชีวิตจริงๆ เฉกเช่นสามีภรรยา ราวกับคู่รักที่ท่องเที่ยวออกไปทั่วโลกกว้าง
ช่วงเวลาที่เดินทางแม้จะแสนยากลำบาก ค่ำไหนนอนนั่น หลินเฟยก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ แถมในทุกๆ วัน ใบหน้านางยังคง แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อได้มองอี้เฉิน มีปฏิสัมพันธ์ พูดคุยกับผู้คนที่สัญจรไปมา มากหน้าลายตาตามท้องถนน
...หลายเดือนที่พวกเขาเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ พบเจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ ทำให้ชื่อของอี้เฉินกับหลินเฟย ที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วดินแดนเทพ ต่างก็เป็นที่พูดคุย ออกไปทั่วดินแดนเทพอย่างรวดเร็ว ประชาชน ชาวบ้านพวกเขาต่างก็รับรู้ว่า ผู้ใดคือจักรพรรรดิ ผู้ปกครองดินแดนเทพ อย่างแท้จริง จึงนับว่าเป็นข่าวใหญ่ไม่น้อย
เมืองหลวงยังทิศเหนือ เสียงพูดคุยหนุ่มสาว ดังออกมาระเบ็งเซ็งแซ่ ยังบริเวณย่านการค้าใจกลางเมือง เมื่อพวกเขารู้ข่าวคราว การมาเยือนของอี้เฉินกับหลินเฟย
“นั้นหรือ จักรพรรดิหนุ่มผู้ปกครองดินแดนเทพ เขาดูอายุน้อย อย่างที่ผู้คนกล่าวขานจริงๆ” โดยเฉพาะเหล่าสตรี พวกเขาต่างก็จ้องใบหน้าอี้เฉิน กันอย่างไม่วางตา ด้วยใบหน้าที่มีความเขินอาย อย่างเห็นได้ชัด
“สตรีนามว่าหลินเฟย นางเองก็งดงามเช่นกันสมแล้ว ที่เป็นคู่ครองของจักรพรรดิหนุ่ม ผู้ปกครองดินแดนเทพ”
ชายหนุ่มอีกทิศทางหนึ่ง กล่าวพูดขึ้นมาทันใด “อืมๆ!! แต่ข้าได้ยินว่า จักรพรรดิหนุ่ม ผู้นี้โอหัง เย่อหยิ่งไม่น้อย แต่เมื่อได้มาเห็นตัวจริง เขาก็ไม่ได้มีท่าทีเช่นนั้น”
ก่อนชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ จะกล่าวห้ามปราม “เจ้าระวังปากหน่อย ท่านปู่ที่ไปทำสงครามของข้าบอกว่า จักรพรรดิหนุ่มผู้นี้แหละ จะเป็นผู้ปลดปล่อยคนดินแดนเทพ”
ทว่าทันใดที่พวกเขาเห็นสายตาอี้เฉิน กวาดสายตามองพวกเขาอยู่แวบหนึ่ง พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง มันก็ทำให้พวกเขาเกือบจะล้มทั้งยืน แม้จะไม่รู้สึกถึงแรงกดดันใดๆ จากตัวอี้เฉินปลดปล่อยออกมาก็ตาม ทว่ามันก็ทำให้พวกเขา ขนลุกซู่ ชูชันขึ้นมาไม่น้อย “เป็นไปได้อย่างไร หรือว่าเขาจะได้ยินสิ่งที่ข้าพูดกัน”
หลินเฟยป้องปากขำ อมยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ก่อนจะห้ามปรามอี้เฉิน “ท่านพี่เราไปกันเถอะ ข้าไม่ต้องการของประดับสวยงามพวกนี้ ข้ามีแหวนไม้เก่าที่ท่านมอบให้ข้าแล้ว ข้าไม่ต้องการสิ่งใดอีกต่อไป”
“เช่นนั้นหรือน้องหญิง” ก่อนร่างพวกเขาจะหายวับ ไปจากความชุลมุนวุ่นวาย ของเหล่าผู้คน เดินทางไปยังดินแดนทางตะวันออกช้าๆ
...จวนย่างเข้าปีที่5 บัดนี้อี้เฉินมาปักหลักอยู่ยังหมู่บ้าน เล็กๆ ที่เงียบสงบ พร้อมกับหลินเฟย เริ่มทำการเพาะปลูกมัน บ้านท่านย่าโจ ที่อี้เฉินมาขออยู่อาศัย อี้เฉินยังคงไม่ลืมเลือน ชายวัยกลางคน ที่มอบมันเผาให้กับเขาในวันนั้น
หลินเฟยที่เห็นอี้เฉินค่อยๆ เปลี่ยนไปมากในรอบ3ปีมานี้ นางที่นั่งดูอี้เฉิน อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ ทว่าจู่ๆ รอยยิ้มของนางก็พลันต้องหุบลง เมื่อมีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ เดินทางมาบอกข่าวสาร ที่บ้านของท่านย่าโจ ก่อนชายแก่จะประสานฝ่ามือมาที่ หลินเฟย คำนับหญิงสาว ด้วยความนอบน้อม ทำให้พวกชาวบ้าน พวกเขาแตกตื่นกันไม่น้อย เมื่อรับรู้ว่าท่านเจ้าเมือง มาเยือนหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
หลินเฟยไต่ถามขึ้นมาทันที “พวกท่านมีธุระอะไรโปรดว่ามา”
พวกเขาต่างก็มีท่าทีอ้ำอึ้ง ครั้นเห็นสายตาของหลินเฟย ราวกับจะเอาเรื่อง “องค์หญิง ชิงถง คุณชายหลางซือ กำลังจะจัดงานอภิเษกสมรส ยังหุบเขาบรรพชน ข้าจึงมาบอกกล่าวให้ท่านทั้งสองได้รับทราบ” เจ้าเมืองหนาน เขารู้ถึงตัวตนของอี้เฉินตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาเหยียบย่ำ บริเวณแห่งนี้แล้ว แต่เขาไม่กล้าที่จะเข้ามาก้าวก่าย แต่เมื่อวันประชุมใหญ่ได้รับรู้ข่าวคราวว่า องค์หญิง ชิงถง คุณชายหลางซือ อยากจะเชิญ จักรพรรดิไปร่วมงานแต่ง พวกเขาจึงแบกหน้ามาเชิญอี้เฉิน กับแม่นางหลินเฟย เป็นแขกด้วยตัวของเขาเอง
หลินเฟยที่หันไปจ้องมองอี้เฉินอยู่ชั่วครู่ นางเปิดปาก บอกกล่าวอี้เฉินออกมาทันใด “ท่านพี่เป็นคนตัดสินใจเถอะ”
อี้เฉินเขามีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมาเล็กน้อย อย่างไรเขาก็ไม่ได้กลับ หุบเขาบรรพชนมานานแล้ว จึงกล่าวตอบเจ้าเมืองหนาน ยอมรับคำเชิญ ของชายชรา “ท่านช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้กับเหล่าชาวบ้าน ได้หรือไม่ หัวมันพวกนี้ ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว”
“ขอรับ ขอรับ พวกเจ้าได้ยินหรือเปล่า?” เจ้าเมืองหนานเอ่ยสั่งทหารผู้ติดตามของเขาทันที แม้พวกเขาจะมีสีหน้าไม่ยินยอม แต่จะขัดอะไรท่านเจ้าเมือง ที่มีท่าทีดีใจได้
“เช่นนั้นเชิญ”
อี้เฉินหลินเฟย กล่าวลาท่านย่าโจ อย่างนอบน้อม หญิงชราเองก็รับรู้ได้ว่า สถานที่นี้ ไม่ใช่สถานที่ ที่ทั้งสองควรจะอยู่ ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ก่อนเสียงแหบพร่าของท่านย่าโจ จะกล่าวพูดขึ้นมา “ขอให้พวกเจ้าเดินทางปลอดภัย หากเบื่อเมื่อใด ก็มาหาหญิงชรา อย่างข้าได้เสมอ”
“พวกข้าเข้าใจแล้ว ท่านย่าโจโปรดรักษาตัวด้วย” ก่อนร่างอี้เฉินกับหลินเฟย จะนั่งเกี้ยวพร้อมด้วยชุดผ้าป่านเก่า เปื้อนดินทรายไปทั้งอย่างนั้น ทว่าเจ้าเมืองหนาน เขาก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอี้เฉิน กับหลินเฟยแต่อย่างใด แถมยังพูดคุยกับทั้งสอง ด้วยความเป็นกันเอง
อี้เฉินที่ปรายตามองชายแก่ผู้นี้ปาดเดียว เขาก็รับรู้ได้ว่าชายแก่ผู้นี้ ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ก่อนเขาจะคลี่ยิ้มพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าเมืองหนาน ไปด้วยความสุภาพ ระหว่างที่พวกเขาเดินทาง กลับไปยังหุบเขาบรรพชน แม้จะรับรู้ข่าวคนดินแดนจักรพรรดิ จากปากชายแก่ที่ทำให้อี้เฉิน ไม่ค่อยสบอารมณ์ขึ้นมาก็ตาม
***วันนี้มีตอนเดียวนะครับ สู้ร้อนไม่ไหวจริงๆ