จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 ตำนานรักวีรบุรุษช่วยหญิงงามมิอาจเชื่อถือ

                ทันทีที่ไป๋หยุนเฟยได้ยินว่านางกำลังจะกล่าวถึงสำนักช่างประดิษฐ์ก็รีบละทิ้งความคิดในสมองและตั้งสมาธิเตรียมรับฟัง

                หากว่าชิวลู่หลิวเป็นอาจารย์สอนหนังสือคงพอใจต่อท่าทีของไป๋หยุนเฟยยิ่งนางกระแอมเบาๆและกล่าวอย่างแช่มช้า “สำนักใหญ่ของสำนักช่างประดิษฐ์ตั้งอยู่บนเขาชีเสียอันเป็นเขาที่สูงที่สุดในมณฑลผิงชวนทางภาคเหนือ”

                “และเป็นเช่นเดียวกับสำนักชะตาลิขิตเหล่าสำนักใหญ่ไม่กล้าแตะต้องตอแยสำนักช่างประดิษฐ์ มิหนำซ้ำยังพยายามผูกมิตรด้วยนั่นเพียงเพราะสิ่งหนึ่ง --- วัตถุวิญญาณ!”

                “สำนักช่างประดิษฐ์นับว่ามีฝีมือในการจัดสร้างวัตถุวิญญาณซึ่งถือเป็นสิ่งล้ำค่าเกินเอื้อมสำหรับผู้ฝึกปรือวิญญาณทั่วไปแต่ข้าได้ยินมาว่าศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ทุกคนล้วนมีวัตถุวิญญาณไว้ในครอบครองควรทราบว่าการครอบครองวัตถุวิญญาณที่ทรงพลังสามารถเสริมพลังฝีมือของผู้ฝึกปรือวิญญาณได้อีกหลายส่วนหรือกระทั่งอีกหลายเท่าตัว!วัตถุวิญญาณที่มีชื่อเสียงทั้งหลายในแผ่นดินวิญญาณสวรรค์นี้ล้วนมาจากสำนักช่างประดิษฐ์แม้แต่ผู้ได้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักวิญญาณสวรรค์หรือก็คือองค์จักรพรรดิแห่งอาณาจักรก็ยังใช้วัตถุวิญญาณที่จัดสร้างเฉพาะตัวโดยสำนักช่างประดิษฐ์อีกทั้งผู้ยิ่งใหญ่และยอดฝีมือทั้งหลายในโลกผู้ฝึกปรือวิญญาณก็หวังอย่างยิ่งว่าสำนักช่างประดิษฐ์จะจัดสร้างวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวให้จึงไม่ลังเลที่จะเสนอวัตถุล้ำค่าหรือให้คำมั่นว่าจะทำงานตามที่สำนักต้องการเป็นการตอบแทน”

                “ในแผ่นดินแห่งนี้มีกลุ่มคนหรือบุคคลมากหลายที่สามารถสร้างวัตถุวิญญาณได้แต่หากวัตถุวิญญาณชั้นเดียวกันสองชิ้นชิ้นที่สร้างจากสำนักช่างประดิษฐ์ยังเหนือกว่าไม่น้อยกระนั้นสำนักช่างประดิษฐ์กลับไม่เร่งรัดสร้างวัตถุวิญญาณแก่ผู้คน หนึ่งเพราะความยากเย็นในการจัดสร้างวัตถุวิญญาณและสองเนื่องเพราะพวกมันไม่อาจปล่อยให้วัตถุวิญญาณแพร่หลายเกินไปแน่นอนหากกล่าวว่า'แพร่หลาย'ออกจะเกินเลยไปบ้างแต่หากมองจากอีกมุมเมื่อสำนักช่างประดิษฐ์สามารถควบคุมปริมาณของวัตถุวิญญาณระดับต่ำในโลกผู้ฝึกปรือวิญญาณเอาไว้ย่อมกล่าวได้ว่าสำนักของพวกมันเป็นหนึ่งในสิ่งค้ำยันสมดุลอำนาจในโลกผู้ฝึกปรือวิญญาณนั่นเอง”

                “เงื่อนไขการรับศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์นั้นเข้มงวดอย่างยิ่งเพียงรับผู้ฝึกปรือวิญญาณที่แก่นวิญญาณสื่อกับธาตุไฟได้อีกทั้งยังต้องมีพรสวรรค์สูงส่งในงานสร้างประดิษฐ์เพื่อรับการถ่ายทอดวิธีสร้างประดิษฐ์อันเร้นลับของสำนักไม่เช่นนั้นพวกมันก็ต้องกลายเป็นศิษย์สายนอกที่ฝึกฝนการสร้างประดิษฐ์สิ่งของทั่วไปแต่กระนั้นยามที่ศิษย์ของสำนักลงจากเขาเพื่อหาประสบการณ์ไม่ว่าพวกมันจะเป็นศิษย์สายนอกหรือศิษย์สายใน คนที่กล้าตอแยพวกมันกลับมีน้อยนิด เนื่องเพราะท่านไม่อาจทราบว่าผู้ฝึกปรือวิญญาณอ่อนแอเบื้องหน้าจะครอบครองวัตถุวิญญาณมากมายเพียงใดการต่อสู้และสังหารศัตรูที่ฝีมือสูงกว่าด้วยวัตถุวิญญาณหลากหลายนับว่าไม่ยากเย็นสำหรับศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แม้แต่น้อย”

                หลังจากกล่าววาจาไปมากมายดูเหมือนชิวลู่หลิวจะเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างหลังจากหยุดชั่วครู่จึงกล่าวอย่างยิ้มแย้มอีกครา“นั่นเป็นเรื่องราวโดยรวมของสำนักช่างประดิษฐ์ เช่นนั้น...ท่านเจตนาจะไปขอเข้าสำนักช่างประดิษฐ์กระมัง?”

                “โอ? ไฉนท่านทราบได้?”ไป๋หยุนเฟยโพล่งวาจาโดยไม่รู้ตัวหลังจากได้ยินคำถาม ที่จริงมันกลับกำลังแยกแยะข้อมูลมากมายที่เพิ่งจะได้รับ

                “ท่านมุ่งความสนใจกับสำนักช่างประดิษฐ์ถึงเพียงนี้หากข้ายังไม่อาจคาดเดา มิใช่กลายเป็นตัวโง่งมหรือ?” ชิวลู่หลิวเพ่งมองไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีขุ่นข้องอยู่บ้างราวกับนางตำหนิว่ามันดูถูกไหวพริบของตน

                ไป๋หยุนเฟยก้มศีรษะเงียบงันไปเนิ่นนานอีกคราขณะที่ชิวลู่หลิวทนไม่ไหวยื่นมือหมายสะกิดมันก็พลันเงยหน้าประสานมือคารวะหญิงสาวทั้งคู่และกล่าวว่า“แม่นางชิวขอบคุณท่านมากที่อธิบายเรื่องเหล่านี้แก่ข้าคาดว่าในไม่ช้าทั้งเมืองต้องตกอยู่ในความโกลาหล ข้ายังมีเรื่องอื่นต้องกระทำอีกท่านทั้งสองสมควรจากไปแต่เนิ่นๆ”

                ราวกับไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มจะแนะนำให้จากไปชิวลู่หลิวจึงงงงันวูบก่อนจะกล่าวว่า “ตกลงถึงเวลาที่ข้าสมควรกลับสำนักแล้วเช่นกันออกจากสำนักมาหาประสบการณ์ครานี้ข้าค้นพบศิษย์น้องที่พรสวรรค์เลิศล้ำก็นับว่าไม่เสียเที่ยวข้าก็หวังจะนำนางกลับสำนักโดยเร็วเพื่อให้ท่านอาจารย์ได้ยลโฉมศิษย์อันยอดเยี่ยมที่ข้ารับไว้ในนามของนาง”

                ที่แท้เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยพบว่าประหลาดนักที่ฉู่อวี้เหอกลับเป็นเช่นคนธรรมดาแม้จะเป็นศิษย์ของสำนักหลิวขจีก็ตามที่แท้นางยังไม่ได้เริ่มฝึกปรือวิชา กระนั้นมิคาดว่าพรสวรรค์ของคนทั่วไปในการฝึกปรือวิญญาณกลับสามารถทดสอบได้? มันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะสามารถกระทำได้

                “ประเสริฐเช่นนั้นก็ได้เวลากล่าวคำอำลา! ภายหน้าหากมีโอกาสหวังว่าจะได้พบพวกท่านทั้งสองอีกครั้ง!” กล่าวจบไป๋หยุนเฟยก็หันหลังเดินไปตามตรอกมุ่งหน้าไปด้านนอก

                “ชะ...ช้าก่อน! คุณชาย ท่านยังไม่ได้บอกชื่อกับพวกเรา!”ฉู่หวี้เหอวิ่งออกไปเบื้องหน้าสองก้าวตะโกนไล่หลังเงาร่างไป๋หยุนเฟยขณะอยู่ด้านหลังชิวลู่หลิวเห็นมันกล่าวคำอำลานางก็พลันกลายเป็นไม่ยั้งคิดไป

                ร่างไป๋หยุนเฟยชะงักกึกแต่มันก็ไม่ได้หันกายกลับมา มันชูมือขวาขึ้นโบกไปด้านหลังพลางกล่าวว่า“ข้าเรียกว่าไป๋หยุนเฟย แม่นางอวี้เหอหลังจากกลับสำนักท่านต้องตั้งใจฝึกปรือภายหลังจะได้ไม่มีใครรังแกท่านได้อีก!”

                ขณะมองเงาหลังไป๋หยุนเฟยค่อยๆลับตาไปฉู่อวี้เหอก็ดูซึมเซาไปบ้างใบหน้าปรากฏร่องรอยความหม่นหมองจางๆ

                ชิวลู่หลิวเดินมาถึงข้างกายนางแล้วยื่นมือลูบศีรษะอย่างนุ่มนวลพลางกล่าวว่า“มีอันใดหรือศิษย์น้อง?หรือเจ้าชมชอบคุณชายท่านนี้?”

                “ไม่...ไม่จริง! ศิษย์พี่อย่าได้กล่าวเหลวไหล...”ฉู่อวี้เหอหันศีรษะมองด้วยท่าทีไม่ยอมรับพลางกล่าวอธิบายด้วยใบหน้าแดงฉาน“ข้าเพียง เพียงสำนึกบุญคุณที่ช่วยชีวิต...ยามนั้นคนเลวผู้นั้นกำลังจะขึ้นมายังชั้นบนแต่ท่านก็ยังไม่มาในใจข้าเกือบสิ้นหวังแล้ว กระทั่งยังเตรียมฆ่าตัวตายเพื่อรักษาความบริสุทธิ์...”

                สีหน้าชิวลู่หลิวพลันแข็งค้างนางประคองกอดฉู่อวี้เหอเข้าสู่อ้อมอกและกล่าวด้วยสีหน้ารักเวทนา “ข้าขอโทษเป็นความผิดข้าเองหากข้าไม่ยืนยันให้เจ้าอยู่ที่นี่ส่วนข้าเดินทางไปสืบเสาะการล่มสลายของค่ายไม้ดำเจ้าก็คงไม่ถูกคนพวกนั้นคร่าตัวไป กระทั่งสุดท้ายข้าก็ยังมาช้าไปโชคดีที่เจ้าปลอดภัยไม่เช่นนั้นข้าคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”

                ฉู่อวี้เหอเงยหน้าหน้าเรียวเล็กบอบบางขึ้นและส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า“ไม่ ไม่ใช่ความผิดของศิษย์พี่ แต่เป็นเพราะข้าไม่เชื่อฟังท่านออกไปเดินเตร็ดเตร่บนถนนคนเดียวจึงถูกคร่าตัวไปอีกอย่างไม่ใช่ข้าปลอดภัยแล้วหรือ?ศิษย์พี่ ท่านอย่าได้ตำหนิตัวเองอีกเลย...”

                กล่าวถึงตรงนี้นางก็อดไม่ได้ต้องเอียงคอมองไปยังทิศที่ไป๋หยุนเฟยจากไปพลางกล่าวพึมพำ“โชคดีที่เขาปรากฏตัวยามที่ข้าแทบจะสิ้นหวัง... เขาราวกับลงมาจากสวรรค์อาศัยผู้เดียวต่อสู้กับผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสาม...”

                ได้เห็นสีหน้าศิษย์น้องชิวลู่หลิวก็อดห่วงใยไม่ได้นางพยุงตัวศิษย์น้องขึ้นจากนั้นวางสองมือบนไหล่พลางกล่าวอย่างจริงจัง “ศิษย์น้องข้าจำต้องเตือนเจ้าว่าไม่อาจเชื่อถือในตำนานรักวีรบุรุษช่วยหญิงงาม!คุณชายกรุ้มกริ่มและผู้ฝึกปรือวิญญาณเสเพลมากมายเคยใช้อุบายเช่นนี้ล่อลวงหัวใจหญิงสาวมานักต่อนักแล้ว”

                กล่าวถึงตรงนี้เมื่อได้เห็นสีหน้าขุ่นเคืองปรากฏบนใบหน้าฉู่อวี้เหอนางจึงรีบกล่าวต่อ “เอ่อ...แน่นอนว่าข้าไม่ได้กล่าวว่าไป๋หยุนเฟยเป็นคนเช่นนั้นมันนับเป็นวีรบุรุษอย่างแท้จริงทั้งยังเป็นสุภาพบุรุษอย่างยิ่งมันกลับไม่เรียกร้องค่าตอบแทนเหมือนผู้อื่นอย่างที่ข้าคิด กระนั้น...เนื่องเพราะมันไม่ได้ใส่ใจเรื่องช่วยเหลือเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องใส่ใจมันนี่อันตรายยิ่ง เจ้าไม่อาจตกหลุมรักมัน... เจ้าทราบนามมันแล้วกระมัง? ไป๋หยุนเฟยมันเป็นดั่งเมฆขาวที่ล่องลอยในฟ้ากว้าง ไม่อาจรั้งมันไว้กับที่...”

                “ศิษย์พี่ท่านพูดอันใด? ข้าไม่ได้ชมชอบมัน...ท่านคิดมากไปแล้ว...”ฉู่หวี้เหออธิบายด้วยท่าทีขวยเขินหลังจากถูกชิวลู่หลิวตักเตือน

                “อนิจจา...ข้าก็หวังเช่นนั้น จากนี้พวกเจ้าทั้งคู่คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเจ้าก็สมควรลืมเลือนมันไป” เมื่อทราบว่ากล่าวมากความก็ไม่มีประโยชน์ใดชิวลู่หลิวจึงได้แต่ถอนใจส่ายศีรษะ

                ฉู่อวี้เหอมองไปที่ตรอกว่าเปล่าด้วยท่าทีซึมเซาอีกคราแต่ตัวนางเองก็ไม่อาจบ่งบอกได้ชัดเจนว่าในใจนางรู้สึกเช่นไร

                “ข้าจะไม่ได้พบเขาอีกจริงหรือ...?”