ช่วงกลางวันเจียเจียต้องช่วยงานของสำนักอย่างเต็มที่ ทั้งต้องฝึกวิชาให้ศิษย์สตรีของสำนักนับร้อยคน แต่ละวันแทบจะหมดเรี่ยวแรง แต่เมื่อถึงยามค่ำคืน นางกลับไม่อาจข่มตานอน เพราะใจประหวัดถึงบุรุษหนุ่มถือพัดหน้าตาธรรมดา ไม่โดดเด่นด้านใดเป็นพิเศษ
แต่นางรู้ว่ามันแตกต่างจากคนทั่วไป
แม้วรยุทธจัดอยู่ในระดับยอดฝีมือ แต่เสี้ยวอู่หมิงไม่อวดโอ่ เมื่อจำเป็นอาจลงมือต่อสู้ แต่ไม่นิยมการฆ่าฟัน แท้จริงมันออกจะรังเกียจการเข่นฆ่าแย่งชิงในยุทธจักรเสียด้วยซ้ำ
ตอนแรกเสี้ยวอู่หมิงไม่รู้จักนาง แต่เมื่อนางมีภัย ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ รูปลักษณ์ที่น่ากลัวของเจ้าค้างคาวยังทำให้นางมิอาจลืม
หากคืนนั้นเสี้ยวอู่หมิงไม่อยู่ด้วย มิทราบว่าชะตากรรมของนางจะเป็นเช่นไร
แต่นางไม่ใช่เหมยฮวา ที่จะตามเสี้ยวอู่หมิงไปได้โดยง่าย
หากทำเช่นนั้น บิดามารดาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด
นางมั่นใจว่าเหมยฮวาไปหาเสี้ยวอู่หมิง
นี่เป็นสัญชาตญาณของสตรี
นางดูออกว่าเหมยฮวามิได้ชมชอบเสี้ยวอู่หมิงเท่าใด แต่ระหว่างทั้งสองคล้ายมีความผูกพันชนิดหนึ่ง
หากเป็นบุรุษทั้งสองอาจกลายเป็นสหายรู้ใจ
แต่เหมยฮวาย่อมไม่สามารถเป็นสหายของเสี้ยวอู่หมิงได้
ทั้งอาจไม่เป็นเพียงคนแปลกหน้า
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งคิด
ยิ่งกังวลก็ยิ่งนอนไม่หลับ
จากหน้าต่างห้อง มองเห็นสวนดอกไม้อันใหญ่โตสวยงามของตระกูลหวง
ห้องนอนของบุตรีเจ้าสำนัก ย่อมอยู่ในจุดที่ปลอดภัยและมีทิวทัศน์ที่ดีที่สุด
นี่ออกจะต่างจากบุตรสาวตระกูลใหญ่ทั่วไป ที่ท้องนอนมักจะหลบมุมมิให้ถูกผู้อื่นพบเห็นโดยง่าย
หลวงจีนรูปหนึ่งยืนอยู่ใต้แสงดาว
เจียเจียพอคุ้นหน้าอยู่บ้าง ด้วยท่านเป็นศิษย์เส้าหลินเพียงคนเดียวที่เดินชมบริเวณตระกูลหวงด้วยความอยากรู้อยากเห็น ส่วนที่เหลือปฏิบัติตนเรียบเรียบร้อยร้อยคล้ายยังอยู่ในวัดก็มิปาน
แต่อย่างไร หลวงจีนรูปนี้ก็มิค่อยพูดจากับสตรีโดยไม่จำเป็น นางจึงจำชื่อท่านมิได้
อู่เหลาทดลองเดินชมสวนแบบหวงซิ่น
แม้ได้ความเพลิดเพลิน แต่ก็ยังไม่เห็นทางออกว่าจะแก้ปัญหาความรักของฆราวาสอย่างไร
นี่แสดงว่าหวงซิ่นมิได้ชมความงามของดอกไม้ เพียงแต่ความในใจหนักอึ้ง ไม่รู้ว่าจะไปที่ใด
หวงซิ่นมิใช่คนเหลวไหล แท้จริงเป็นผู้หนักแน่นเอาการเอางานคนหนึ่ง
หากความรักทำร้ายคนเช่นนี้ได้ แสดงว่าผลตอบแทนของมันหอมหวานน่าลิ้มลอง มิเช่นนั้นผู้คนมากมายคงไม่กระโดดลงไปในหุบเหวอันไร้ก้นบึ้ง
พลันรู้สึกว่าถูกมอง
อู่เหลาหันไปทางตึกใหญ่ก็ไม่เห็นผู้ใด
เจียเจียรีบฉากหลบจากหน้าต่างได้ทัน
แม้นางมิเกรงฟ้ากลัวดิน แต่ไม่ต้องการให้หลวงจีนรูปหนึ่งพบว่านางมองดูท่านอยู่
นี่เป็นความผิดของคนน่าหมั่นไส้นั่น
มันกลับมาเมื่อใดจะต้องถูกทำโทษ
อยู่ ๆ เสี้ยวอู่หมิงก็ขนลุก รีบหันมองไปรอบกายไม่พบเห็นงูพิษ ค่อยเบาใจลง
หลี่ไฉอดสงสัยมิได้
“ท่านเสี้ยวเกิดอันใด”
“มิได้ เมื่อครู่ข้าพเจ้ารู้สึกมีลางสังหรณ์ประหลาด เกรงว่างูจะมาอีก แต่มิใช่”
“ผู้น้อยใช้ให้คนตรวจตรารอบกระโจมอย่างดี ต่อให้แมลงเล็ก ๆ ก็เล็ดลอดเข้ามาได้ยาก”
เสี้ยวอู่หมิงแอบคิด สตรีงามเช่นเหมยฮวาแม้อรชรอ้อนแอ้น แต่ตัวใหญ่กว่าแมลงมาก ยังมาหาตนได้ถึงสองครั้งโดยเวรยามไม่พบเห็น แสดงว่าการดูแลความปลอดภัยของกองทัพมีช่องโหว่ ได้แต่หวังว่าบริเวณที่พักของเชื้อพระวงศ์จะดีกว่านี้
เสี้ยวอู่หมิงทราบว่ารอบกายของพระนางบูเช็กเทียนมีสุดยอดฝีมืออยู่หลายคน
ค่ำนี้หลี่ไฉมาตรวจดูกระโจมของเสี้ยวอู่หมิงด้วยตนเอง ด้วยความปลอดภัยของเสี้ยวอู่หมิงสำคัญกว่างานเก็บฟืน หลังกินอาหารค่ำเสร็จก็ไม่ยอมไปโดยง่าย จนเสี้ยวอู่หมิงทำท่าง่วงนอน มันจึงขอตัว
หลี่ไฉจะนำโคมมาเพิ่มให้ แต่เสี้ยวอู่หมิงปฏิเสธ อ้างว่าแสงโคมแยงตาทำให้นอนไม่หลับ
ความจริงเกรงว่าพลั้งเผลอแสงโคมต้องร่างของสตรีทอทาบกับผ้ากระโจม คงอธิบายยากยิ่ง
เสี้ยวอู่หมิงมั่นใจว่าคืนนี้เหมยฮวาต้องมา ด้วยคิดว่านางเป็นห่วงตน
ในใจอดกระหยิ่มมิได้
ถึงไม่หล่อเหลา แต่เรายังมีเสน่ห์อยู่บ้าง
รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว
เสี้ยวอู่หมิงนั่งรอจนพระอาทิตย์ขึ้น
“ท่านนอนไม่หลับหรือ”
หลี่ไฉถามเมื่อเห็นใบหน้าอิดโรยของเสี้ยวอู่หมิงในตอนเช้า
“เล็กน้อย”
หลี่ไฉแอบคิด สงสัยคนผู้นี้จะกลัวงูจนถึงกับนอนไม่ได้
คืนถัดมาเหมยฮวายังเงียบไป เสี้ยวอู่หมิงกังวลว่านางจะเป็นอันตราย
“เหตุใดท่านหน้าตาอิดโรยกว่าวันก่อน ไม่สบายหรือไร”
“ข้าพเจ้าเพียงนอนหลับไม่สนิทแต่มิได้ป่วย พี่ไฉอย่าวิตก”
เย็นนั้นหลี่ไฉพยายามบังคับเสี้ยวอู่หมิงให้รีบนอนพักผ่อน หลังจากเอนกายไปงีบหนึ่ง เสี้ยวอู่หมิงก็หลับไปจริง ๆ
ยามจื่อ (ประมาณเที่ยงคืน)
เหมยฮวาซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ อาศัยใบพุ่มหนาทึบพรางตัว เนื่องจากกองทัพทางการตั้งค่ายถึงบริเวณชายป่าเท่าที่ถากถางได้ง่าย นางจึงไม่เกรงว่าจะถูกทหารยามพบเห็น
ตอนแรกนางตั้งใจว่าหลังจากเตือนเสี้ยวอู่หมิงแล้วจะจากไป ตอนนี้กลับยังตามกองทัพมา
ความเคลื่อนไหวในช่วงหลัง คล้ายมิได้ทำเพื่อตนเอง
“เจ้าคงเป็นบุปผาเย้ยจันทรา”
เสียงสตรีแว่วมาในความมืด แยกไม่ออกว่าดังมาจากทิศใด แม้อยู่ใกล้หรือไกล ยังยากจะทราบ
เหมยฮวานิ่งเงียบ รีบผ่อนลมหายใจ ฝ่ายตรงข้ามอาจเพียงหยั่งเชิงหาทางจู่โจม
“ข้าฯ ไม่เห็นเจ้านานแล้ว ยอมรับว่ารูปวาดที่ฟางเหลาหู่ให้ดูงามน้อยกว่าตัวจริง”
“ท่านเป็นคนของพรรคปราบมังกร”
พอเอ่ยปาก รู้ตัวว่าผิดไป เพียงแค่ได้ยินชื่อฟางเหลาหู่ สติกลับหายไปครู่หนึ่ง
“เด็กเอย ความจริงเจ้ามิใช่เป้าหมายแรก แต่เมื่อสอดมือเข้ามา ก็ต้องยอมรับผลที่เกิด”
เหมยฮวาพยายามคาดเดาว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร นางมีข้อมูลบุคคลสำคัญในพรรคแทบทุกคน ยกเว้นรองประมุขสองคนที่คาดเดามิได้ ที่แม้แต่ฟางเหลาหู่ก็ยังไม่ต้องการใช้งาน
“รองประมุขอย่างท่านต้องดั้นด้นมาถึงนี่หรือ”
เหมยฮวาลองหยั่งอีกฝ่ายบ้าง
“เด็กน้อย ไม่มีอันใดจะพูดกับเจ้าแล้ว”
เหมยฮวาฉุกใจคิด พลันรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าซ้ายเหมือนถูกเข็มแทง เมื่อก้มดูก็เห็นอสรพิษสีดำหดหัวไปอย่างรวดเร็ว ผิดจากงูร้ายทั่วไปที่มักฝังเขี้ยวกับเหยื่อ นางตัดสินใจพุ่งตัวจากพุ่มไม้ทันที
“เวลาของเจ้าเหลือน้อย อย่าดิ้นรนให้เสียแรงเปล่าเลย”
เหมยฮวาไม่สนใจเสียงนั่น รีบตรงไปยังที่ตั้งค่ายทหาร นางศึกษาเวรยามมาหลายวัน ทั้งคาดว่าศัตรูไม่กล้าเปิดเผยตัวกับคนของกองทัพ
วิ่งไปไม่กี่ก้าว ขาซ้ายชาด้าน แวบหนึ่งอดคิดมิได้ว่านี่เป็นคืนสุดท้ายของตน
เสี้ยวอู่หมิงหลับสนิท
คืนนี้ไม่ฝันร้าย
แต่ทั้งที่หลับอยู่ กลับได้กลิ่นโลหิต
มันสะดุ้งตื่น พบร่างหนึ่งนอนคว่ำอยู่กับพื้น
เมื่อตั้งสติมอง เป็นเหมยฮวา จึงรีบเข้าไปพลิกร่างของนางขึ้น
เนื้อตัวของเหมยฮวาเย็นเฉียบ
เสี้ยวอู่หมิงแตกตื่น รีบจับชีพจรข้อมือของนาง แผ่วเบาจนแทบสัมผัสมิได้
มันรีบสำรวจดูจนมองเห็นเลือดที่ข้อเท้า จึงฉีกขากางเกงของนางออก
รอยเขี้ยวเล็ก ๆ สองรอย ปรากฏโลหิตไหลซึมเป็นสีดำ
เสี้ยวอู่หมิงไม่ขบคิด รีบล้วงยาจากถุงกันน้ำพอกใส่ตรงบาดแผลจนนูน แล้วหยิบยาเม็ดเล็ก ๆ สองเม็ดใส่ปากนาง ก่อนจะถ่ายทอดลมปราณผ่านข้อมืออีกทางหนึ่ง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เปลือกตาของเหมยฮวากระตุกอย่างเร็ว เสี้ยวอู่หมิงตรวจดูตัวยาที่พอกขา พบว่าจับตัวแข็งเป็นก้อนสีดำเข้ม ส่งกลิ่นเหม็นสาบพิกล
เสี้ยวอู่หมิงเปลี่ยนตัวยาเข้าไปใหม่ จนเลือดที่ซึมจากแผลเป็นสีแดง เหมยฮวาจึงได้สติ
นางนอนอยู่บนเตียงในกระโจม
ที่แท้หลังถูกงูกัด เหมยฮวาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดเล็ดลอดเวรยามเข้ามาในกระโจมของเสี้ยวอู่หมิงจนได้
แต่เมื่อมาถึงนางก็หมดสติไปในทันที
เสี้ยวอู่หมิงนั่งอยู่ข้างกาย ภาพเหตุการณ์ที่คอยดูแลนางวูบกลับเข้ามาในจิตสำนึก
“ท่านถูกงูกัดได้อย่างไร”
“เป็นฝีมือของรองเจ้าสำนักพรรคปราบมังกร”
สำหรับเสี้ยวอู่หมิง เหมยฮวาเห็นว่าไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังแล้ว
ทั้งสองต่างเคยช่วยชีวิตกันและกัน
แม้เสี้ยวอู่หมิงจะจำนางได้หรือไม่ ก็ไม่เปลี่ยนความจริงนี้
“รองประมุขพรรคปราบมังกร พวกมันมีกี่คนแน่”
เหมยฮวามองสบตาบุรุษตรงหน้า ก่อนตัดสินใจบอกเรื่องราวของเจ็ดวชิระออกไป
เสี้ยวอู่หมิงนั่งฟังจนจบ มันไม่พูดจาขัดนางแม้แต่คำเดียว ทั้งจำเรื่องของเจ้าค้างคาวเปี๋ยนฝูซี่เอ๋และจ้าวธนูไกว่เช่อเฉียวได้แล้ว
มันต้องสังหารบุคคลทั้งสอง เหตุเพราะเพื่อช่วยเหลือนางงามที่นอนอยู่ตรงหน้า
มันชมชอบนางมากขนาดนั้นเชียวหรือ
“ตำแหน่งในพรรคของข้าฯ เป็นรองเพียงเจ็ดวชิระเท่านั้น”
นี่เป็นสิ่งที่เหมยฮวาเข้าใจมาตลอด และเป็นครั้งแรกที่นางตั้งใจบอกเล่าสถานะของตนกับคนอื่น
“ข้าฯอยู่ในพรรคมาตั้งแต่เด็ก ยายผู้เฒ่าเป็นคนสอนวิชาให้ จนวันหนึ่งพบเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องออกจากพรรคมา”
“มีสิ่งใดหนักหนาเช่นนั้น”
เหมยฮวาเล่าเรื่องที่พบว่าคนในพรรคลักพาตัวเด็กให้เสี้ยวอู่หมิงฟัง
“อย่าเข้าใจว่าข้าฯเป็นคนดี เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางเช่นนี้”
เสี้ยวอู่หมิงมองใบหน้างดงามของนาง แม้อยู่ใกล้จนแทบประชิด แต่อดแปลกใจมิได้ว่านางดูไม่ถือสาเท่าใด
“นี่อาจเป็นเพราะมโนธรรมในใจท่าน”
“เรื่องผิดถูกดีชั่วของยุทธจักร ข้าฯมิแยแส ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าฯเห็นแล้วว่าผู้มีอำนาจเท่านั้นที่สุขสบาย ส่วนคนต่ำต้อยไร้วาสนา เพียงใช้ชีวิตตามยถากรรม บางครั้งอาจยังกระทำมิได้”
“แล้วบิดามารดาของท่าน”
คำถามนี้ทำให้เหมยฮวาหยุดไป เสี้ยวอู่หมิงสังเกตเห็นแววเศร้าในดวงตาของนางแวบหนึ่ง
“ข้าฯไม่รู้ว่าบิดามารดาเป็นใคร แม่เฒ่าบอกเพียงว่าเก็บข้าฯมาเลี้ยงเท่านั้น”
ยุคนั้น ศึกสงครามอาจทำให้หมู่บ้านร้าง สร้างเด็กกำพร้าหรือคนตกยากขึ้นมากมาย เสี้ยวอู่หมิงเองก็ดุจเดียวกัน
“เช่นนั้น ท่านจึงไม่มีทางไป การที่ต้องอยู่กับพรรคปราบมังกรแต่เล็ก มิใช่ความผิดของท่าน”
“ข้าฯไม่คำนึงว่าผิดหรือถูก หากพรรคปราบมังกรเป็นใหญ่ขึ้นมา สภาพบ้านเมืองจะต่างจากทุกวันนี้หรือ”
“ย่อมต่างกันมาก ท่านเคยพบประมุขหวงกับฮูหยินแล้ว คิดว่าคล้ายคนของพรรคปราบมังกรหรือ”
เหมยฮวาอับจนคำพูด ประมุขหวงแม้ยังมีความประสงค์สร้างสำนักเป็นใหญ่ในยุทธภพ แต่ก็ไม่ใช้วิธีโหดเหี้ยมทารุณ นางทราบดีว่ามีคนต้องการบีบให้นางบอกความลับของพรรคปราบมังกร แต่ประมุขหวงมิได้ทำเช่นนั้น
สำหรับหวงฮูหยิน ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบที่ไม่มีคนในพรรคปราบมังกรเสมอเหมือน แม้แต่แม่เฒ่าที่เลี้ยงนางมา
แต่ที่เหมยฮวาไม่เคยพานพบที่สุด คือคนแบบบุรุษที่อยู่ตรงหน้า
มันแสดงออกว่าชมชอบนางชัดเจน ช่วยเหลือนางจนสุดความสามารถ บางคราวแอบเอารัดเอาเปรียบนางเล็กน้อย แต่กลับไม่รู้สึกว่าต้องการครอบครองนาง เมื่ออยู่ใกล้กันนานเข้า นางรู้สึกว่านี่เป็นบุรุษที่ปล่อยตัวตามสบาย ไม่ไขว่คว้าแย่งชิง ไม่สนใจอำนาจวาสนา ไม่เคร่งเครียดกับวัตถุสิ่งของ เท่าที่เห็นมันมีเพียงพัดเล่มหนึ่ง
สายตาของฟางเหลาหู่มองไปไกลสุดขอบฟ้า
เสี้ยวอู่หมิงโบกพัดชมความงามของนาง
เหมยฮวามองออกว่าเจียเจียคิดเช่นไรกับเสี้ยวอู่หมิง และเสี้ยวอู่หมิงคิดเช่นไรกับตน
นางเล่าคิดเช่นไร
“ท่านพอเดินไหวหรือไม่”
เหมยฮวาทดลองยันกายขึ้นนั่ง กลับซวนเซเล็กน้อย เสี้ยวอู่หมิงจับแขนไว้ นางก็ยอมโดยดี
“พอไปได้”
“ไม่ได้”
“แต่ข้าฯอยู่ที่นี่ไม่ได้”
นี่ก็ถูกต้อง หากอยู่ ๆ ปรากฏสตรีนางหนึ่งในกองทัพ อย่างน้อยต้องถูกจับกุมไต่สวน เหมยฮวาอย่างไรก็เคยเป็นคนของพรรคปราบมังกร พลาดพลั้งอาจถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายต่อเชื้อพระวงศ์ สำหรับเสี้ยวอู่หมิงย่อมติดร่างแหไปด้วย
ใกล้เช้าเข้ามาทุกที เสี้ยวอู่หมิงต้องรีบตัดสินใจ
“หากท่านออกไปเผชิญศัตรูย่อมยากที่จะรอดชีวิต อย่าได้กังวล ข้าพเจ้าแม้ยากจนซอมซ่อ แต่ยังมีพี่น้อง จะขอความช่วยเหลือดู”
หากเพื่อตัวเอง เสี้ยวอู่หมิงไม่เคยคิดสร้างความลำบากให้ผู้อื่น แต่นี่เป็นเพื่อนาง
เหมยฮวาแอบสงสัยว่าเสี้ยวอู่หมิงมีพี่น้องแต่เมื่อใด
“ท่านรออยู่นี่”
เสี้ยวอู่หมิงผละจากกระโจมไป
หลี่ไฉลุกขึ้นมาตรวจตราความเรียบร้อย เร่งทหารในหน่วยเก็บฟืนเตรียมเดินทาง
“ท่านเสี้ยวตื่นแต่เช้า มีสิ่งใดให้รับใช้”
มันทักทายตามปกติ ที่ผ่านมาเสี้ยวอู่หมิงแทบไม่เคยร้องขออะไร
“รบกวนพี่ไฉส่งคนไปตามท่านเจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียน แจ้งว่าข้าพเจ้ามีเรื่องด่วนจะหารือ”
หลี่ไฉงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสั่งการทหาร
“ไม่ทราบมีปัญหาใดให้ผู้น้อยช่วยเหลือ”
เสี้ยวอูหมิงยิ้มให้
“พี่ไฉมิต้องเครียดไป ข้าฯขอปรึกษากันก่อน รับรองว่าคราวนี้ต้องพึ่งพาพี่ไฉแน่นอน”
ในกระโจม
เจิงเจิ้งจิงกับเฟิงตงเปียนมองเหมยฮวาด้วยความแปลกใจ
ยิ่งนางบาดเจ็บอ่อนแรง ก็ยิ่งงดงามน่าทะนุถนอม
เจิงเจิ้งจิงได้ทราบเรื่องของเหมยฮวาจาเฟิงตงเปียน แต่ก็มิคิดว่านางจะงามถึงเพียงนี้
หากไม่มีอคติ มันต้องยอมรับว่าแม้แต่ในวัง ก็มีผู้ที่ทัดเทียมนางไม่กี่คน
ยิ่งที่เฟิงตงเปียนบอกว่านางมีความสัมพันธ์พิเศษกับเสี้ยวอู่หมิง เจิงเจิ้งจิงยังแทบไม่อยากเชื่อ
“นางมาแจ้งข่าวต่อข้าพเจ้า จึงถูกศัตรูทำร้าย งูพิษที่เราพบเป็นฝีมือของพรรคปราบมังกร”
เฟิงตงเปียนเข้าใจ ด้วยมันรู้ถึงความร้ายกาจพรรคปราบมังกรดี
“ถึงกับใช้งูพิษ นับว่าอันตรายยิ่ง ข้าฯ จะรีบแจ้งต่อท่านเจ้ากรม ส่วนนางจะทำฉันใด”
เสี้ยวอู่หมิงรอคำถามนี้อยู่
“นางมิใช่คนของทางการ แต่นับว่าเป็นพวกเดียวกับเรา ทั้งข้อมูลที่ให้ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่บาดเจ็บก็เพราะข้าพเจ้า หากเป็นไปได้ ข้าฯจะขอดูแลนางที่หน่วยเก็บฟืนสักระยะ”
เจิงเจิ้งจิงกับเฟิงตงเปียนหันไปยิ้มให้กัน ด้วยรู้ทันความคิดของเสี้ยวอู่หมิง
“นี่ไม่ง่ายนัก หากอยู่ ๆ สตรีแปลกหน้าปรากฏตัวในกองทัพ อาจถูกระแวงสงสัย”
“ให้นางสวมชุดทหารคอยรับใช้พี่รองได้หรือไม่”
เจิงเจิ้งจิงตรึกตรองเพียงครู่เดียว
“ย่อมได้ นางสะดวกหรือไม่”
“เหมยฮวาพยักหน้า”
เจิงเจิ้งจิงเดินออกจากกระโจมไปพักใหญ่ ก็นำชุดทหารมาสองสามชุด
“นี่เป็นชุดขนาดเล็ก แม่นางคงพอใส่ได้”
เหมยฮวาลุกขึ้น บุรุษหนุ่มทั้งสามพากันออกจากกระโจมไป
“พี่รองมีเสน่ห์ยิ่ง”
“น้องเล็กพูดถูก”
น่าแปลกที่คำพูดหยอกล้อธรรมดา เพียงสองประโยคนี้ ทำให้เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกอบอุ่น
เสี้ยวอู่หมิงปราศจากเครือญาติใกล้ชิด มิเช่นนั้นด้วยคะแนนสอบระดับมัน ต้องได้รับตำแหน่งสำคัญมีหน้ามีตา
แต่นี่มิใช่สิ่งที่ทำให้ท้อใจ
มันเข้าใจดีว่าในแผ่นดินนี้ ไม่มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
สิ่งที่จะทำให้ผู้คนธรรมดาพอดำรงชีวิตอยู่ได้คือระบบแบบแผน
“เสร็จแล้ว”
เสียงเหมยฮวาเรียก
ทั้งสามกลับเข้าไปในกระโจม และต้องยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขว่า ชุดทหารปอน ๆ นั้น ไม่อาจกลบความงามของนางลงไปได้
“หากเป็นเช่นนี้ให้แต่งชุดสตรีไปเสียเลยดีกว่า”
เจิงเจิ้งจิงพูดพลางส่ายศีรษะ
“ผู้ใดใช้ให้นางงามขนาดนี้”
เฟิงตงเปียนคล้อยตาม
เจิงเจิ้งจิงเดินออกจากกระโจมไปอีกครั้งก็กลับมาพร้อมหลี่ไฉ
ดูจากสีหน้าของหลี่ไฉก็รู้ว่าชุดทหารนั้นหลอกใครไม่ได้
“เจ้ามาขับรถม้าให้ท่านเสี้ยวกับสายข่าวคนพิเศษของท่านเจ้ากรม ส่วนสารถีเดิมให้ไปทำหน้าที่อื่น จำไว้ว่าอย่าให้ใครมาวุ่นวายกับสายข่าว”
ทุกคนรู้ดีว่าเหตุผลของเจิงเจิ้งจิงแทบไม่น่าเชื่อถือ แต่ด้วยตำแหน่งของมันและบารมีของเจ้ากรมสิงปู้ หลี่ไฉต้องพยายามเชื่ออย่างสุดใจ
ยามสาย
เหมยฮวาในชุดทหารนั่งอยู่ในรถม้ากับเสี้ยวอู่หมิง โดยหลี่ไฉทำหน้าที่สารถีจำเป็น
“ยาแก้พิษวิเศษ คงเป็นของหวงฮูหยิน”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่มีปัญญาปรุงทิพโอสถได้เอง”
“ท่านมียาเหลืออีกเท่าใด”
“ไม่มากนัก แต่เชื่อว่าพอรับมือกับศัตรู”
“พวกเราต้องระวังไว้ รองประมุขผู้นี้เป็นคนที่ข้าฯไม่ค่อยได้พบ ยากจะหยั่งฝีมือได้”
“แต่ตอนนี้พอทราบว่ามันใช้งูเป็นอาวุธ”
“ทั้งยังหมายหัวท่านอีกด้วย”
“ไม่นึกว่าข้าพเจ้าเป็นคนสำคัญในสายตาพรรคท่าน”
“ไม่ใช่พรรคของข้าฯแล้ว”
“ขออภัย แล้วรองประมุขที่เหลืออีกผู้หนึ่ง”
“แทบไม่เคยพบเช่นกัน”
“ยากจะรับมือจริง ๆ”
“ท่านกังวลด้วยหรือ”
ข้าฯเป็นห่วงท่านต่างหาก เสี้ยวอู่หมิงคิดในใจ
เบย์ซาหน้าตาสดชื่นแจ่มใส จดบัญชีด้วยความกระตือรือร้น นางช่วยงานหวงฮูหยินทั้งวัน ไม่ยอมเหน็ดเหนื่อย
ประมุขหวงอดแปลกใจมิได้ ต้องแอบถามฮูหยินคู่ใจ
“เหตุใดนางดูเบิกบานขึ้น”
“จะเป็นเพราะใคร ถ้ามิใช่รองเจ้าสำนักของท่าน”
“หวงซิ่นมีฝีไม้ลายมือเพียงนี้เชียวหรือ”
เท่าที่ประมุขหวงจำได้ ไม่กี่วันก่อนเบย์ซายังทำท่าจะขอลากลับไปนอกด่านอยู่เลย
เบย์ซาเห็นท่านประมุขก็หันมาคารวะแล้วทำงานต่อ
ถ้อยคำของหวงซิ่นยังอยู่ในใจนาง
“ข้าพเจ้าโง่เขลา ปั้นแต่งวาจาไม่เป็น แต่จะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด”
แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับนาง
วิถีชีวิตชนเผ่านอกด่าน ไม่สุขสมบูรณ์เหมือนคนภาคกลาง ขอเพียงรู้ว่าหวงซิ่นดีต่อนาง แม้ภายหน้าต้องจากกันแสนไกล ก็จะเก็บมันไว้ในความทรงจำ
“ประสกหวง”
หวงซิ่นสะดุ้ง หันไปมองหลวงจีนอู่เหลาที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“ขออภัย ซือเฮียมาเมื่อใด”
“อาตมายืนเรียกท่านอยู่ครู่หนึ่ง”
หลวงจีนอู่เหลามองใบหน้าเปื้อนยิ้มของคู่สนทนา ก็เดาได้ไม่ยากว่าหวงซิ่นแก้ปัญหาหัวใจได้แล้ว
ความผันเปลี่ยนของมนุษย์ที่น่าค้นคว้า
หากปราศจากอารมณ์ความรู้สึก มนุษย์จะเป็นเช่นไร
จะนิ่งแข็งเช่นหินศิลาหรืออ่อนโยนดังดอกไม้
สำหรับศิษย์เส้าหลิน มีไม่กี่คนที่สละอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ได้ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้อาวุโส
สำหรับตน ยอมรับว่ายังคงต้องใช้คำสอนของอาจารย์และการฝึกสมาธิเข้าช่วยกล่อมเกลา
“ประสกมีวิธีใดหลุดพ้นจากความทุกข์”
หวงซิ่นมองตรงมาที่หลวงจีนอู่เหลา
“ย่อมเป็นคำแนะนำของซือเฮีย”
คราวนี้ผู้ที่งุนงงกลับเป็นอู่เหลาเสียเอง
“อาตมายังคาดไม่ถึงว่าจะได้ผลขนาดนี้”
“อย่าหาว่าจาบจ้วง หากซือเฮียลาสมณเพศ คงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรัก”
อู่เหล่านึกขบขัน แต่ไม่หัวเราะออกมา อารมณ์ของหวงซิ่นวันนี้ต่างจากวันก่อนมาก ตอนนี้ท่านสงสัยว่าระหว่างทำตามอารมณ์และเหตุผล อย่างไรจะเป็นผลดีกับมนุษย์กว่ากัน
ขบวนเสด็จพักทานอาหารกลางวัน
เว่ยกงกงรับฟังรายงานจากสี่ทัพ
กองทัพหน้าเป็นกันชนคอยจัดการสะสางพื้นที่ไว้สำหรับขบวนเสด็จ ปีกซ้ายและขวาอยู่ห่างออกไปไม่มาก ส่วนทัพหลังคอยระวังภัยและตรวจตราความเรียบร้อยของกองทัพที่เดินทางผ่านไป สภาพเช่นนี้ยากที่จะมีศัตรูจู่โจมใส่ทัพหลวงได้โดยตรง
แต่สำหรับยอดฝีมือ การเคลื่อนไหวอยู่ในป่าทึบระหว่างกองทัพขนาดใหญ่ มิใช่เรื่องยากเย็นกระไร
เสี้ยวอู่หมิงและเหมยฮวาทราบเรื่องนี้ดี
เย็นนี้ทั้งสองอยู่ในรถม้า เหมยฮวามองผ่านม่านหน้าต่าง แสงอาทิตย์สีแดงส่องผ่านเมฆรำไรต้องใบหน้าของนาง เสี้ยวอู่หมิงกลับไม่สามารถละสายตาออกจากรถไปได้
“ข้าฯ ชมชอบท่านหรือ”
พอคำพูดหลุดจากปาก จึงคิดได้ว่านี่เป็นสิ่งที่อยู่ในใจ ไม่ต้องการกล่าวออกมา
เหมยฮวาคล้ายได้ยินคล้ายไม่ได้ฟัง มองไปนอกรถ หันแก้มด้านข้างให้
เสี้ยวอู่หมิงต้องหักห้ามใจ ไม่เอนกายไปหอมนาง
แต่จมูกของมันได้กลิ่นคล้ายดอกไม้ทะลุมาจากชุดทหารที่นางสวมอยู่
มันจดจำกลิ่นกายของนางได้แล้ว
ทั้งยังสามารถแยกจากกลิ่นกายของเจียเจีย
กลิ่นของเหมยฮวาหอมหวาน
กลิ่นของเจียเจียสดชื่น
ขณะที่เสี้ยวอู่หมิงจมอยู่ในห้วงความคิดแยกแยะ ฟ้าด้านนอกก็เริ่มมืดลง เหมยฮวารั้งสายตากลับมาในรถ ก็พบว่าเสี้ยวอู่หมิงเหม่อมองนางอยู่
เหมยฮวามิได้ขัดเขินแต่ประการใด
นางก็รู้สึกแปลกใจ
นี่เป็นเพราะนางมิได้รักมัน
หรือเป็นเพราะนางคุ้นเคยกับบุรุษผู้นี้กันแน่
รถม้าหยุดลง
“ท่านเสี้ยวรอสักครู่”
หลี่ไฉกระโดดลงจากรถม้าไปสั่งการ
ไม่นานนักกระโจมก็ถูกกางออกเรียบร้อย
“ท่านเสี้ยวกับผู้ติดตามไปรอด้านใน ข้าฯจะให้คนจัดอาหารมา”
“ขอบคุณพี่หลี่”
เมื่อเข้ามาในกระโจม ทั้งสองพบที่นอนถูกปูไว้คนละด้าน แม้ไม่หรูหราแต่ก็ดีที่สุดที่หน่วยเก็บฟืนจะทำได้
เสี้ยวอู่หมิงเพิ่งคิดได้ว่ายากที่จะจัดกระโจมแยกให้เหมยฮวา
มันหันไปมองนาง
เหมยฮวานั่งลงกับที่นอน ไม่มีท่าทางลำบากใจ
เสี้ยวอู่หมิงต้องยิ้มให้กับตนเอง ก่อนเอนกายครึ่งนั่งครึ่งนอน สะบัดพัดออกตามความเคยชิน สายลมที่สัมผัสเย็นยะเยียบ
ความหนาวเริ่มทำหน้าที่ของมัน
ทั้งสองไม่พูดจา จนทหารนำอาหารมาให้ เป็นข้าวต้มกับเนื้อแห้ง ซึ่งเสี้ยวอู่หมิงทราบว่าตอนนี้ทหารผู้น้อยส่วนใหญ่อาจมีเพียงข้าวต้ม
เหมยฮวารับประทานอย่างรวดเร็ว
อาการบาดเจ็บทำให้นางหิวกว่าปกติ
เสี้ยวอู่หมิงเดินมานั่งกินข้าวต้มใกล้ ๆ
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
“เกือบเป็นปกติแล้ว”
นางมองไปยังรอบกระโจม นอกจากโคมหนึ่งดวง ไม่มีสิ่งใดน่ามองอีก
สำหรับเสี้ยวอู่หมิง มีสิ่งที่งามกว่าแสงโคมมากนัก
มันทำจมูกฟุดฟิด
เหมยฮวาส่งสายตาค้อน
เสี้ยวอู่หมิงแย้มยิ้ม
“ข้าฯจำท่านได้แล้ว”
เหมยฮวาพยายามบังคับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
“จำสิ่งใด”
“เกือบทั้งหมด”
“ท่านรู้ได้อย่างไร อาจมีสิ่งที่ยังจำไม่ได้”
“ไต้ซือฟางเว่ยบอกว่าหากมีสิ่งนั้นจริงก็ไม่ต้องวิตกกังวล”
เหมยฮวามองใบหน้าธรรมดาของมัน แม้ในแสงโคมรำไร บุรุษผู้นี้ก็ไม่นับว่าน่าดู แต่ตอนนี้นางสัมผัสถึงความกรุ้มกริ่มของมันเล็กน้อย
“ข้าฯอยากอาบน้ำ”
“ที่นี่มิใช่วังหลวงฉางอาน หรือเราจะลองลอบไปยังกระโจมของพระจักพรรดินี”
เสี้ยวอู่หมิงสาบานกับตนว่าเห็นแววตาดุที่น่ารักขมึงทึงใส่ ก่อนที่นางจะขยับหนีไป
“ท่านพักผ่อนอยู่ในกระโจม ข้าฯจะไปตรวจตราด้านนอกสักครู่”
เมื่อเสี้ยวอู่หมิงเดินออกจากกระโจม ลมหนาวเสียดใบหน้าจนแสบ ทหารบางส่วนพากันก่อก่องไฟเพิ่ม
หลี่ไฉผละจากกองไฟเดินเข้ามา
“คืนนี้อากาศเย็นลง ท่านเสี้ยวมิควรออกมา”
มันพูดเปื้อนยิ้ม
เสี้ยวอู่หมิงไม่ถือสา
“มีสิ่งผิดปกติหรือไม่”
“ไม่มี ทหารเวรยามเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ยากจะมีสิ่งใดรอดหูตา”
เสี้ยวอู่หมิงมองที่กองไฟ ภายใต้อากาศเช่นนี้ จะให้เวรยามขันแข็งคงลำบากสักหน่อย
“รบกวนพี่หลี่ให้ทหารเก็บถ้วยชาม”
เสี้ยวอู่หมิงกลับเข้ามาในกระโจม เหมยฮวาห่มผ้านอนหันหลังให้ คล้ายหลับไหลไปแล้ว
เสี้ยวอู่หมิงนั่งลงกับที่นอน พยายามทำใจให้สงบ แล้วโคจรลมปราณตามแนวทางใหม่ที่ไต้ซือฟางเว่ยสอน
ช่วงที่ผ่านมา มันสามารถควบคุมกำลังภายในได้อย่างดี ไม่พยศจนทำร้ายตนเอง ไม่อ่อนแอจนยากใช้สอย ความมั่นใจในฝีมือนับกว่ากลับมาเกือบสิบส่วน
ทั้งนี้ลมปราณและจิตใจของชาวยุทธ เป็นสิ่งที่เชื่อมต่อกันไม่อาจแบ่งแยกได้โดยแท้ แม้จะมีตัวอย่างเรื่องเล่าของจอมยุทธวิปลาศไม่สามารถควบคุมตนเอง แต่มีกำลังภายในลึกล้ำพิสดาร ย่อมนับเป็นข้อยกเว้นอย่างจำกัด สำหรับคนทั่วไป หากจิตใจอ่อนแอไร้สติสัมปชัญญะ เมื่อประมือกับผู้คนย่อมเสียเปรียบเพลี่ยงพล้ำโดยง่าย
แต่สำหรับยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ย่อมเป็นการยากที่จะใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปมาคิดคำนวณ
ปัญหาคือเสี้ยวอู่หมิงยังมิใช่ระดับปรมาจารย์
แม้จะอยู่ในสมาธิ แต่สติกลับติดอยู่ที่ร่างสตรีงามที่นอนอยู่ในกระโจมเดียวกัน
หูได้ยินเสียงลมหายใจ จมูกสูดได้กลิ่นหอม
ลมปราณพุ่งทยาน
กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่นแข็งเกร็ง ราวกับเป็นตะคริวทั้งตัวพร้อมกัน
เสี้ยวอู่หมิงรีบบังคับลมปราณ
แต่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที สายตาพลันพร่ามัว สติหลุดลอย แล้วโลกทั้งใบก็มืดลง
“อู่หมิง ท่านเป็นไร”
เสียงอ่อนหวานดังมาจากแสนไกล
เสี้ยวอู่หมิงหมดสติไป