บทที่ 11 จ้าวผิงรับลูกศิษย์
หลิ่วเมิ่งหรูเองก็นอนไม่หลับ เมื่อได้ยินลูกสาวพูดเช่นนั้นก็เขินอายจนใบหน้าแดง ใจอยากพยักหน้า แต่ก็กลัวว่าจ้าวผิงจะไม่อนุญาต ทั้งสองแต่งงานกันมาได้หกถึงเจ็ดปีแล้ว แต่จ้าวผิงไม่เคยแตะต้องนางเลยสักครั้ง
จ้าวผิงปฏิเสธดังคาด
“เป็เด็กเป็เล็กพูดจาเหลวไหลอะไรกัน รีบนอนเสียเถอะ”
จ้าวผิงดีดหน้าผากจ้าวเสียวเสี่ยวอย่างแ่เบาไปทีหนึ่ง ก่อนวางนางนอนลงข้างตน พลางบอกลูกสาวให้นอนหลับฝันดี
วันถัดมา จ้าวผิงตื่นขึ้นเพราะเสียงไก่ข้างบ้านขัน
แม้จะเพิ่งเช้า แต่เขากลับเห็นเหวินฮุ่ยกำลังวุ่นอยู่ในครัว ก่อนถามอย่างประหลาดใจว่า “ทำไมเ้าตื่นเช้าขนาดนี้?”
“นี่ไม่ถือว่าเช้า” เหวินฮุ่ยพลางลูบไรผมบนหน้าผากเกลี้ยงเกลา ก่อนกล่าวอย่างรู้สึกผิด “ผู้มีพระคุณตื่นแล้ว แต่ข้ากลับยังทำอาหารเช้าไม่เสร็จเลย ต่อไปข้าจะพยายามตื่นให้เช้ากว่านี้”
“นี่คือน้ำที่ต้มเสร็จแล้ว ข้าจะปรนนิบัติผู้มีพระคุณขณะอาบน้ำนะเ้าคะ”
“เ้าทำงานไปเถอะ ข้าอาบเองดีกว่า”
จ้าวผิงรับน้ำร้อนมาจากเหวินฮุ่ย หลังจากล้างหน้าและใช้กิ่งหลิวแปรงฟัน ค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นหน่อย
พลันรู้สึกว่าชีวิตในยุคโบราณก็ไม่เลวเลย
ขอแค่มีเงินก็สามารถมีชีวิตที่สุขสบายได้ แถมตอนนี้มีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติรับใช้เอาใจใส่อย่างดี
ส่วนสิ่งที่จ้าวผิงถนัดที่สุดก็คือการหาเงิน
อาศัยความรู้ล้ำสมัยในหัวและเวลาอีกสักหน่อย ไม่นานเขาจะกลายเป็มหาเศรษฐีแห่งราชวงศ์ต้าเว่ยเลยก็ย่อมได้
แน่นอนว่าจ้าวผิงไม่ได้เอาแต่เพ้อฝันไปวัน ๆ
ชายหนุ่มแบกตะกร้าหวายขึ้นไปบนเขา พลางคิดถึงกับดักกระต่ายที่วางทิ้งไว้ั้แ่เช้าวานนี้ วันนี้คงไปเก็บกลับมาได้แล้วกระมัง
แต่ปรากฏว่าพอไปถึงจุดที่วางกับดักอันแรกไว้กลับไม่พบอะไรทั้งสิ้น กระทั่งกิ่งไม้ก็ยังถูกดึงออกไปด้วย
จ้าวผิงอดทอดถอนใจไม่ได้ว่ากระต่ายบนเขาลูกนี้อ้วนพีเสียเหลือเกิน แม้แต่กับดักกระต่ายก็ยังถูกพวกมันลากไปด้วย
เมื่อไปถึงกับดักอันที่สอง ก็ไม่พบอะไรเช่นกัน
จ้าวผิงสับสนงงงวยไปหมด
ตามด้วยกับดักอันที่สาม อันที่สี่… จ้าวผิงตรวจดูกับดักทั้งเก้าอัน ทั้งหมดล้วนหายไปไร้ร่องรอย
เขาตะลึงงันอยู่ตรงนั้น
ต่อให้กระต่ายอ้วนพีมีแรงมากแค่ไหน ก็เป็ไปไม่ได้ที่กับดักจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยทั้งเก้าอัน เช้าวานนี้ยังจับกระต่ายได้ตั้งสี่ตัว
หรือจะเป็ฝีมือคน
จ้าวผิงพลันร้อนใจเสียแล้ว หากถูกคนเลียนแบบได้ วันหน้าเขายังจะได้กินเนื้อกระต่ายอีกรึ เขาจึงวิ่งตรงไปหาจุดที่วางกับดักอันที่สิบ
คนผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น หันหลังให้จ้าวผิง
เมื่อคนผู้นั้นได้ยินเสียง เขาก็หันขวับกลับมา ในมือมีธนูคันหนึ่ง พลันคว้าลูกศรขึ้นคันศรอย่างคล่องแคล่ว ก่อนเล็งมาทางจ้าวผิง แล้วส่งเสียงถามกลับมาว่า
“นั่นใครน่ะ?”
เมื่อคนผู้นั้นหันหน้ามา จ้าวผิงก็จำอีกฝ่ายได้ทันที เขาชื่ออวิ๋นหม่าน เป็นายพรานจากหมู่บ้านซีผิง พ่อแม่ตายไปั้แ่ตอนเขาอายุสิบสามปีเป็เด็กกำพร้าคนหนึ่ง
สืบทอดอาชีพนายพรานจากคนเป็พ่อ ใช้ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาจนอายุสิบเจ็ดฐานะยากจนข้นแค้น
จ้าวผิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้าเอง จ้าวผิง”
“อวิ๋นหม่าน เมื่อคืนขึ้นเขามาล่าสัตว์อีกแล้วรึ เ้าได้อะไรบ้างล่ะ?” ตอนถามว่าได้อะไรบ้าง จ้าวผิงหันเหลือบไปมองข้างกายอวิ๋นหม่านอย่างไม่คิดอะไรมาก
แต่ก็ต้องขมวดคิ้ว
นั่นมันกับดักของเขานี่ ทั้งยังมีกระต่ายอีกห้าหกตัว ไม่รอให้อวิ๋นหม่านอธิบาย จ้าวผิงตวาดขึ้นทันที “อวิ๋นหม่าน นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?”
“เ้ารื้อกับดักกระต่ายข้าทำไม?”
“กับดักกระต่าย?” อวิ๋นหม่านอึ้งไปเล็กน้อย ชี้ไปที่กับดักกระต่ายข้างเท้าพลางถาม “ท่านหมายถึงเ้านี่?”
“เป็ของท่านเองหรอกรึ ท่านไปเรียนมาจากไหนกัน?”
“เกี่ยวอะไรกับเ้าด้วย” จ้าวผิงพูดเสียงห้วน
เขายังหวังพึ่งกับดักกระต่ายพวกนี้ เพียงเพื่อจับกระต่ายมากินเนื้อ แต่กลับถูกอวิ๋นหม่านรื้อออกมาหมดแล้ว
“พี่ผิง ท่านอย่าเพิ่งโกรธกันสิ” อวิ๋นหม่านยิ้มประจบ “กระต่ายพวกนี้ยังเป็ของท่าน ข้าไม่แย่งเอามันมาหรอกน่า ข้ารื้อกับดักพวกนี้ออกมาก็เพื่อรอท่านเนี่ยแหละ”
“เมื่อคืนระหว่างล่าสัตว์ ข้าเผลอสะดุดกับดักกระต่ายอันหนึ่งเข้าโดยไม่ตั้งใจ ทำเอาล้มหัวคะมำเลยทีเดียว ตอนนั้นข้าไม่ได้สนใจ ก่อนสะดุดเข้ากับกับดักที่มีกระต่ายติดอยู่ตัวหนึ่ง มันดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด ข้าถึงค่อยค้นพบประโยชน์ของมัน”
“ข้าเลยรื้อกับดักพวกนั้นออกมาจนหมดแล้วรอท่านมานี่แหละ อยากขอเรียนรู้จากท่าน”
“เ้าอยากเรียนวิธีจับกระต่ายงั้นหรือ?” จ้าวผิงถาม
อวิ๋นหม่านพยักหน้า “พี่ผิง ท่านสอนข้าได้หรือไม่?”
“ทำไมข้าต้องสอนเ้าด้วย?” จ้าวผิงถาม “ตัวเ้าก็เป็นายพราน หากยังเรียนวิธีจับกระต่ายไปอีก วันหน้าข้าจะจับกระต่ายได้อย่างไร ยังจะได้กินเนื้อทุกวันอยู่หรือไม่?”
หาใช่เพราะจ้าวผิงใจแคบ แต่เป็เพราะตอนนี้เขายากจนเกินไป ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อเนื้อกินทุกวัน วิธีจับกระต่ายนี้จึงเป็ตัวช่วยให้ครอบครัวได้กินเนื้อ แล้วจะเอาไปสอนคนอื่นง่าย ๆ ได้อย่างไร
ตุ้บ!
ทันใดนั้น พริบตาถัดมา อวิ๋นหม่านพลันคุกเข่าลงตรงหน้าจ้าวผิง “พี่ผิง ข้ากราบท่านเป็อาจารย์ก็ได้ ถ้าได้เป็ลูกศิษย์ ทุกอย่างที่ล่ามาได้จะยกให้ท่านเป็คนจัดสรร ถ้าข้าเผยแพร่วิธีนี้ให้คนอื่นล่วงรู้ ต่อให้อาจารย์ตีศิษย์คนนี้จนตาย คนอื่นก็ไม่มีทางว่าอะไรท่านได้”
จ้าวผิงลูบกรามอย่างใช้ความคิด
ต้าเว่ยเป็ราชวงศ์ที่ให้ความสำคัญกับครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์ปฏิบัติต่ออาจารย์ด้วยความเคารพยิ่งกว่าพ่อแท้ ๆ ของตัวเองเสียอีก
ต่อหน้าอาจารย์ ลูกศิษย์มีสถานะเหมือนข้ารับใช้คนหนึ่ง สามารถเรียกใช้งานได้ตาม้า ถ้าหากลูกศิษย์ทำผิด แม้ถูกอาจารย์ตีจนถึงแก่ชีวิตก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย
อีกอย่าง เงินที่ลูกศิษย์หามาได้ล้วนต้องยกให้อาจารย์จัดสรรทั้งหมด ไม่อาจเก็บไว้ส่วนตัว ก็เหมือนกับโรงหมอชำนาญการ เถาจี๋อันที่เป็ลูกศิษย์ของหลินหัวไม่ว่าเขาจะทำงานหนักแค่ไหนหรือรักษาคนไปมากมายเท่าไหร่ เงินที่หามาได้ เขาไม่กล้ากั๊กไว้แม้แต่อีแปะเดียว ต้องยกให้หลินหัวไปทั้งหมด
หลินหัวจะไล่เขาไป เขายังไม่กล้าผายลมออกมาด้วยซ้ำ
ตอนนี้อวิ๋นหม่านจะกราบจ้าวผิงเป็อาจารย์ สัตว์ที่อวิ๋นหม่านล่ามาได้ทั้งหมดก็ต้องยกให้จ้าวผิงจัดสรร ตนเองไม่ต้องทำอะไร แต่กลับได้กินเนื้อทุกวัน
นับเป็วิธีที่ดีวิธีหนึ่ง
นอกจากนี้ อวิ๋นหม่านยังเป็คนซื่อสัตย์ ดูจากเื่ที่เขารื้อกับดักกระต่ายแล้วรอจ้าวผิงอยู่ตรงนี้ก็รู้ได้แล้ว
แต่จ้าวผิงไม่ได้ตอบตกลงในทันที เพียงถามกลับไปว่า “อวิ๋นหม่าน ทำไมเ้าถึงอยากเป็ลูกศิษย์ของข้า?”
“อย่าลืมว่าถ้าเ้าเป็ลูกศิษย์ข้า สัตว์ทุกตัวที่เ้าล่ามาได้ก็ต้องยกให้ข้าเป็คนจัดสรร หากข้าไม่แบ่งให้เ้า แล้วเ้าจะใช้ชีวิตอย่างไรกัน?”
“นอกจากนี้ ข้ายังได้ชื่อว่าเป็พวกเสเพล การที่เ้ามากราบข้าเป็อาจารย์เช่นนี้ ไม่กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะเอารึ?”
“เฮ้อ!”
พูดถึงตรงนี้ อวิ๋นหม่านพลันถอนหายใจออกมา “พี่ผิง ข้าบอกท่านตามตรงก็ได้ ข้าไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว”
“ตอนนี้เป็่ฤดูใบไม้ร่วง พวกสัตว์ออกมาน้อยมาก ตอนกลางวันจับไม่ได้สักตัว ตอนกลางคืนมองอะไรไม่ค่อยเห็นล่าได้ยากเช่นเดียวกัน”
“กราบท่านเป็อาจารย์ อย่างน้อยได้ข้าวสักมื้อ คงไม่ถึงกับอดตายหรอกกระมัง จะสนไปทำไมว่าจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ อีกอย่างวันนี้ข้าได้พบอาสะใภ้สี่ นางบอกว่าท่านเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งยังรู้วิธีล่าสัตว์ ข้ากราบคนมีความรู้เป็อาจารย์ก็ถือว่าชอบด้วยเหตุผล”
เป็คนซื่อสัตย์มากจริง ๆ ตัวเองใกล้อดตายเพราะไม่มีข้าวกินเื่แบบนี้ยังกล้าบอกต่อคนอื่น
จ้าวผิงพยักหน้า “ได้ ข้าตกลงรับเ้าเป็ลูกศิษย์”
“อาจารย์โปรดรับการคำนับจากศิษย์ด้วย” อวิ๋นหม่านซาบซึ้งจนแทบน้ำตาไหล โขกศีรษะคำนับจ้าวผิงสามครั้ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน ปลดธนูบนหลังส่งให้จ้าวผิง
“อาจารย์ ทั้งเนื้อตัวข้ามีแค่ธนูอันนี้ที่พอมีค่าอยู่บ้าง ขอยกให้ท่านเป็ของไหว้ครู”
จ้าวผิงมองธนูคันนั้น เป็ธนูที่ทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ สายธนูยังทำมาจากด้ายของแบบนี้เอาไปใช้ล่าสัตว์ได้จริงหรือ คิดได้เพียงว่าแม้แต่กระต่ายก็ไม่อาจยิงทะลุได้มิน่าเล่าอวิ๋นหม่านถึงล่าสัตว์ไม่ได้สักตัว เพราะขาดธนูที่ใช้งานได้จริงนี่เอง
จ้าวผิงกล่าวอย่างรังเกียจ “ข้าจะเอาธนูนี่ไปทำอะไร ยิงไก่ยังไม่ตายเลย กลับไปหากมีเวลา ข้าจะทำหน้าไม้ให้เ้าสักอัน อันนั้นใช้ล่าสัตว์ได้ดีกว่าธนูพัง ๆ ของเ้าเป็ไหน ๆ”
“ยิงออกไปครั้งเดียวก็สามารถฆ่าหมูป่าได้แล้ว”
“อาจารย์ยังทำอาวุธเป็ด้วย?” อวิ๋นหม่านกล่าวอย่างอัศจรรย์ใจ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจ้าวผิงมีความสามารถแบบนี้ด้วย
“เื่ที่ข้าทำเป็มีเยอะแยะ เ้าค่อย ๆ เรียนรู้ไปเถอะ” จ้าวผิงแสร้งวางมาดเข้ม ตบไหล่อวิ๋นหม่านเบา ๆ “หยุดพล่ามได้แล้ว กลับบ้านข้ากันเถอะ”
“กลับบ้าน?”
อวิ๋นหม่านอึ้งไป “อาจารย์ ท่านกลับบ้านก่อนเถอะ ข้าจะล่าสัตว์ต่อ เย็นนี้จะได้เอากระต่ายกลับไปหลายตัวหน่อย”
“เ้าไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปล่าสัตว์” จ้าวผิงชักไม่สบอารมณ์ “กลับไปกินข้าวก่อน กินข้าวอิ่มแล้วค่อยตามข้าขึ้นเขาไปทำงาน”
อวิ๋นหม่านได้ยินว่าขึ้นเขาไปทำงาน ดวงตาพลันเกิดประกายขึ้น
ดูจากความฉลาดของอาจารย์ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจได้ผลรับเป็กอบเป็กำก็เป็ได้ อวิ๋นหม่านแอบตั้งตาคอย ตามจ้าวผิงกลับบ้านไปด้วยใจที่ตื่นเต้น
ระหว่างทางกลับบ้าน พวกเขาก็เห็นว่ามีผู้หญิงหลายคนมาออกันอยู่หน้าประตู แต่ละคนชี้มือชี้ไม้ คำพูดคำจาระคายหูเป็อย่างมาก
โดยเฉพาะคนที่แต่งกายหรูหรายืนอยู่ตรงกลางผู้นั้น พูดได้ถึงพริกถึงขิงเป็ที่สุด
“พวกเ้าไม่รู้อะไร จ้าวผิงคนนี้เป็พวกสุรุ่ยสุร่าย เพียงแค่วันก่อนโชคดีหน่อย จับกระต่ายได้หลายตัว ก็เอาไปขายแลกเงิน ไม่ทันไรเขาก็เอาเงินไปซื้อข้าวขาวกับไขมันหมู ได้ยินว่ายังซื้อผ้าใหม่มาอีกด้วย มิหนำซ้ำยังซื้อน้ำตาลก้อนให้นางเด็กนี่อีกต่างหาก”
“แบบนี้มันสิ้นเปลืองเงินทองไม่ใช่หรือ?”
“นั่นเป็เงินหลายร้อยอีแปะเชียวนะ เอาไปซื้อข้าวเปลือกกับรำข้าวก็เพียงพอเลี้ยงพวกเขาทั้งบ้านให้ผ่านฤดูหนาวไปได้แล้ว”
“เขาใช้เงินไปจนหมดแบบนี้ วันหน้าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร?”
“ทำแบบนี้คิดจะให้คนทั้งบ้านอดตายอย่างนั้นรึ?”
“น่าสงสารน้องสาวเมิ่งหรูจริง ๆ”
จ้าวผิงรู้จักนาง เป็อนุคนที่ห้าของหัวหน้าหมู่บ้าน มีชื่อว่า อวี๋ซิ่วอิง ในอดีตเคยส่งคนมาทาบทาม บอกว่าตน้าเป็ภรรยาของจ้าวผิง แต่เ้าของร่างเดิมไร้สมรรถภาพจึงปฏิเสธไป
นางคงแค้นฝังใจ หลังแต่งกับหัวหน้าหมู่บ้านแล้วจึงมาเยาะเย้ยถากถางเ้าของร่างเดิมอยู่บ่อย ๆ
จ้าวผิงในตอนนี้ย่อมไม่ปล่อยให้นางทำตามใจต่อไป กำลังจะก้าวออกไปก็เห็นว่าเงาร่างบอบบาง พุ่งไปเร็วกว่าเขาเสียอีก
เป็เหวินฮุ่ยนั่นเอง
นางปราดไปตรงหน้าอวี๋ซิ่วอิง ไม่พูดจาพร่ำเพรื่อ ก่อนเงื้อมือขึ้นตบฉาดทันที