ตอนที่ 149 โฮมุนคูส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ศิลานักปราชญ์ วัตถุต้องห้ามที่สร้างโศกนาฏกรรม
บันทึกประวัติศาสตร์หลายชิ้นเคยเขียนไว้ว่ามีผู้คนมากมายเท่าใดที่ต้องการสร้างศิลานักปราชญ์ขึ้นมา และการทดลองเหล่านั้นต้องสังเวยผู้คนเป็นจำนวนมาก
แต่ก็ใช่ว่าศิลานักปราชญ์จะเป็นสิ่งที่ทำกันขึ้นมาได้ง่ายๆ และผลของความผิดพลาดของพวกมันมักจะเกิดสิ่งมีชีวิตประหลาดขึ้นมา ลักษณะของมันเหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีอวัยวะมากมายถูกตัดแปะตามร่างกาย
สิ่งมีชีวิตนั้นถูกเรียกว่าโฮมุนคูส
ทว่าต่อมาความนิยมในการทำศิลานักปราชญ์กลับหมดไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปราบปราม
โฮมุนคูสครั้งหนึ่งที่เคยเป็นสิ่งผิดพลาด ทว่าในเวลาต่อมามันกลับมีคนวิปลาสที่ชื่นชอบโฮมุนคูส
ฆาตกรหลายคนถึงขั้นเรียนแบบการทำโฮมุนคูส แต่น่าเสียดายที่ศาสตร์วิญญาณนั้นสูญหายไปนาน มันจึงไม่มีวิธีทำที่ถูกต้อง แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าคนวิปลาสก็ยังพยายามที่จะทำมัน
เมอร์ลินเริ่มสงสัยแล้วว่าห้องทดลองอาจจะไม่ได้ทำการศึกษาเพื่อสร้างศิลานักปราชญ์ แต่อาจเป็นการพัฒนาการสร้างโฮมุนคูสขึ้นมามากกว่า
หุ่นเชิดสังหารที่มีความแข็งแกร่งของกายเนื้อเหมือนอัศวินและสามารถใช้เวทมนตร์ได้เหมือนกับนักเวท
“ที่นี่ต้องเป็นห้องทดลองที่ใช้สร้างโฮมุนคูสแน่ๆ”
เมอร์ลินประเมินจากสภาพห้องทดลองและศิลปะบนผนังเหล่านี้ ไม่ว่ามองยังไงมันก็คือโฮมุนคูสเหมือนที่เขาเคยเห็นในหนังสือ
“ดูเหมือนว่าที่นี่จะน่าสนใจมากกว่าที่คิด” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือกริ่งเกรงในศาสตร์วิญญาณเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้ยังให้ความสนใจมากกว่าเดิมเสียอีก
แน่นอนว่าเมอร์ลินไม่ได้บ้าคลั่งคิดจะจับคนเป็นๆ มาทำการทดลองเหมือนพวกวิปลาสแน่ แต่เขาสนใจในตัวของศาสตร์วิญญาณมากกว่า
“บางทีอักขระบนกระดูกอาจจะเป็นอักขระวิญญาณ น่าเสียดายที่วิญญาณเป็นศาสตร์ต้องห้าม แม้แต่อักขระวิญญาณมันก็ยังไม่ปรากฏในห้องสมุด มีเพียงประวัติบอกเล่าเท่านั้น คงกลัวว่าคนจะแอบลอบเรียนรู้แล้วไปทดลองศาสตร์วิญญาณด้วยตัวเอง”
สิ่งที่เมอร์ลินคิดนั้นไม่ผิดนัก เพราะในช่วงเวลาหนึ่งแม้ศาสตร์วิญญาณจะถูกประนามว่าเป็นศาสตร์ต้องห้าม ทั่วทั้งมหาทวีปได้มีการทำลายบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับศาสตร์นี้ไปจนหมด แต่พวกเขายังหลงเหลือบางอย่างให้ชนรุ่นหลังไว้ศึกษา อย่างอักขระวิญญาณที่คล้ายกับอักขระรูน
ทว่านั่นกลับเป็นความคิดที่ผิด เพราะมีคนเรียนรู้อักขระวิญญาณแล้วนำไปทดลองจนฟื้นฟูศาสตร์วิญญาณขึ้นมา แน่นอนว่าในครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เหล่าคนวิปลาสดั่งผู้เสพความตาย คนบริสุทธิ์มากมายต้องสังเวยชีวิตให้กับเหตุการณ์เหล่านั้น
ดังนั้นต่อมาผู้คนจึงกำจัดต้นตออย่างอักขระวิญญาณจนสิ้นซาก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอักขระวิญญาณจึงหายสาปสูญ ภายหลังแทบไม่มีใครเรียนรู้ได้
ทว่าในตอนนี้อักขระวิญญาณได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าของเมอร์ลิน
เมอร์ลินใช้มือลูบผนังอย่างไม่รังเกียจ รอยนูนที่เหมือนสิ่งมีชีวิตจริงๆ นั้นทั้งน่าเกลียดน่ากลัว แต่เขาไม่รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย
“เป็นไปได้ว่าผนังอัปลักษณ์เหล่านี้คือค่ายกลวิญญาณที่ปกปิดห้องนี้เอาไว้ ทำให้คนนอกไม่สังเกตเห็น หรือไม่แต่พลังจิตก็ไม่อาจตรวจสอบได้ ส่วนตัวฉันเองมันปฏิเสธไม่ได้ว่าก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตของพลังวิญญาณแล้ว นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันเห็นประตูบานนั้น” เมอร์ลินกล่าวถึงความเป็นไปได้
บ้านหลังนี้เคยรีโนเวทไปแล้ว และมันเป็นไปไม่ได้ที่นายช่างหรือพนักงานธนาคารที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการจะไม่สังเกตเห็นประตูบานนั้น
แต่เมอร์ลินได้แตะต้องกับดวงวิญญาณของตนเองไปแล้ว
มันจึงอาจคาดเดาได้ว่ามีแต่ผู้ที่มีพลังวิญญาณเท่านั้นถึงจะสามารถสังเกตเห็นประตูบานนี้ได้ แม้แต่มาร์เทลที่เข้าห้องครัวบ่อยที่สุดก็ไม่สามารถสังเกตเห็น แต่กลับเป็นเด็กน้อยที่พบมันและลงมาที่นี่
ยิ่งคิดเมอร์ลินก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ เขาที่ต้องการสถานที่ที่ลับตาผู้คนเพื่อทำห้องทดลองอยู่แล้ว ดังนั้นที่นี่จึงเหมาะสมเป็นอย่างมาก
“หากมีโอกาสฉันจะหาเงินซื้อบ้านหลังนี้จากธนาคาร”
เมอรืลินคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“หรือฉันจะบอกให้พ่อซื้อบ้านหลังนี้ให้ฉันดี?”
ที่นี่เมอร์ลินไม่ได้โดดเดี่ยว แต่เขาก็คิดว่าออสตินมีความสามารถมากพอที่จะซื้อบ้านหลังเล็กๆ หลังนี้ได้
ว่าแล้วเมอร์ลินก็คิดหาเหตุผลที่จะเกลี้ยกล่อมชายชราในทันที
ระหว่างนี้เมอร์ลินยังได้ทำการเก็บกวาดห้องโถงนี้ เขานำโครงกระดูกที่ไม่แตกสลายลงมาทั้งหมด จากนั้นก็นำหินเวทชิ้นหนึ่งออกมา ก่อนจะวาดค่ายกลแล้วทำการกระตุ้นมันให้ฝุ่นทั้งหมดถูกดูดมาที่ค่ายกลจนจับกันเป็นก้อน
เมอร์ลินใช้เวลาครู่ใหญ่ทำความสะอาดห้องโถงแห่งนี้ เขาโยนท่อนไม้และก้อนฝุ่นขนาดใหญ่ไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง
ก่อนจะมองไปที่ทางเข้าของห้องเล็กสามห้อง แน่นอนว่ามันมืดมากและเขายังไม่ได้เข้าไปสำรวจห้องพวกนั้นด้วยตัวเอง
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าการกวาดผ่านด้วยพลังจิตนั้นไม่มีประสิทธิภาพ สาเหตุเพราะพลังของเขายังอ่อนแอเกินไป
“มันอาจมีอะไรอยู่ที่ห้องพวกนั้น”
แต่ในขณะที่เมอร์ลินกำลังจะก้าวเข้าไปสำรวจเขาก็ส่ายศีรษะไปมา
“ฉันใช้เวลาทำความสะอาดที่นี่ไปไม่น้อย เกรงว่านี่ก็ใกล้จะเช้าแล้ว หากฉันขึ้นไปตอนมาร์เทลกำลังตื่นคงจะไม่ดี”
เมอร์ลินไม่เดินเข้าไปสำรวจอีกสามห้อง นั้นเพราะเขามีลางสังหรณ์ว่าจะเจออะไรบางอย่างที่ห้องพวกนั้นเป็นแน่
ตอนนี้เขามีเวลาน้อยเกินไป ยังไงที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ ดังนั้นเขาจะเข้ามาค้นหาความลับของที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้
“แต่ก่อนจะไป ฉันควรทดสอบพลังอักขระซักเล็กน้อยเสียก่อน”
ก่อนหน้านี้เมอร์ลินพยายามมองหาสถานที่ที่จะให้เขาทดสอบพลังอักขระมาตลอด แต่ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้ยังไม่มีอำนาจมากพอที่จะหาสถานที่ที่เป็นความลับ ดังนั้นจึงเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
ตอนนี้เมื่อมีโอกาสแล้ว เขาจึงไม่ลังเลที่จะทดสอบมัน
“ปลดปล่อยพลังอักขระ!”
วูม ~~~
ระลอกคลื่นพลังสีฟ้าแผ่พุ่งออกมาจากร่างกายของเมอร์ลินในรัศมีสิบเมตร
เมอร์ลินรู้สึกว่าพลังที่ครอบคลุมรัศมีสิบเมตรนี้เหมือนก้อนน้ำขนาดใหญ่ เขาทดลองสะบัดมือออกไปเบาๆ
ครืน ...
คลื่นพลังสีฟ้าราวกับจะเคลื่อนที่ตามเจตจำนงของเขา
“หืม?”
เมอร์ลินลองทดสอบบังคับพลังนี้ให้เคลื่อนออกไปอีกครั้ง
ครืน ...
มันเป็นอย่างที่เขาคิด พลังอักขระนี้เขาสามารถควบคุมมันได้ตามใจคิด
แต่ถึงอย่างนั้นเมอร์ลินก็ยังสังเกตสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว และพบว่าการเคลื่อนที่ของพลังอักขระนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อวัตถุอื่นๆ รอบข้าง มันคล้ายกับวิญญาณที่พุ่งทะลุผ่าน
“มันไม่สามารถสัมผัสวัตถุอื่นได้จริงๆ หรอ?”
ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็ยกมือขึ้นมาแล้วกดมันลงไปกลางอากาศ
ปัง!
ครั้งนี้พลังอักขระพลันเปลี่ยนรูปร่างเป็นรูปฝ่ามือแล้วกระแทกเข้ากับพื้นดิน
เศษดินฝุ่นพาดกระจายอย่างตลบคละคลุ้ง
เมื่อมองให้ดีก็จะพบว่าพื้นดินในตอนนี้ได้ปรากฏเป็นรอยประทับรูปฝ่ามือที่มีความลึกถึงหนึ่งนิ้ว!