แม้หัวหน้าจะบอกเขาว่าไม่ต้องเป็ห่วงแต่จั๋วเหรินหาวก็มิได้วางใจเขาแสร้งเดินแยกไปโดยอ้อมกลับมาซุ่มแอบมองอยู่ข้างหลังเ้าคนสะกดรอยนั่นอีกครั้งหนึ่งแม้นางจะแต่งกายคล้ายบุรุษแต่ก็พอดูออกว่าเป็สตรีร่างแน่งน้อยของหญิงสาวที่ถือกระบี่ด้อมๆ มองๆ ตามหัวหน้าโหยวไปนั้นดูคุ้นตายิ่งเมื่อนางเอี้ยวตัวออกมาจากหลังกำแพงจังหวะหนึ่งที่แสงจากคบเพลิงหัวมุมส่องเห็นใบหน้านั้นพอดี
‘แม่นางหลูนี่นา? นางมาสะกดรอยตามหัวหน้าโหยวทำไมกัน?’
โหยวอีเหลือบมองเงาของคนด้านหลังก็เห็นว่าเป็หญิงสาวจริงอย่าง ที่คาด สังเกตจากท่าทางการเดินในเงาแล้วนางมิได้จงใจจะมาเพื่อสังหารเขาสักนิดดูเหมือนจะทำเพียงหวังสะกดรอย
ชายหนุ่มเดินซวนเซจนเอาตัวไปพิงกับกำแพงก้มหน้างุดหลูฉิงกวางที่อยู่ด้านหลังในางคิดว่าเขาเมามากจนแทบจะเดินกลับจวนไม่ไหวนางลังเลว่าตนเองควรจะเข้าไปช่วยหรือยืนดูอยู่ก่อนดี ทันใดนั้นร่างสูงใหญ่ของโหยวอีก็ทรุดฮวบลง
หลูฉิงกวางไม่ทันได้คิดก็พุ่งเข้าไปดึงแขนเขาให้ลุกทว่าร่างที่ทรุดนั่งกลับกลิ้งออกพลิกตัวรวบแขนทั้งสองข้างของนางไปไพล่หลังไว้
“ผู้ใดใช้ให้เ้าตามข้า?”
“ขะข้ากำลังจะเดินกลับบ้านข้าเหมือนกัน มิได้ตามเ้าเสียหน่อย!”
“หลูฉิงกวาง! เหตุใดจึงเป็เ้า?”เขาจำน้ำเสียงของนางได้ จึงรีบชะโงกหน้ามาดู ศีรษะของนางอยู่ระดับต้นคอของเขา
“ข้าก็จะกลับบ้านเหมือนกันนี่!” นางเถียงข้างๆ คูๆ
โหยวอีหรี่ตาเขารวบข้อมือน้อยของนางไว้ได้ด้วยมือเดียว แล้วเอี้ยวตัวออกมาเผชิญหน้า “ข้าแน่ใจว่าเ้าสะกดรอยตามข้า”
“ข้าจะสะกดรอยเ้าทำไมกัน?เรามิได้สนิทสนมกันเสียหน่อย”
หัวหน้ามือปราบมองไปรอบๆอย่างความหวาดระแวง “ดึกดื่นป่านนี้คุณหนูในห้องหอเช่นเ้าเหตุใดจึงออกมาเดินคนเดียว?หรือว่าเ้านัดพบบุรุษตามที่เปลี่ยว?”
“เหลวไหล! ข้ามิเคยทำตัวบัดสีบัดเถลิงอย่างเ้าเสียหน่อย”นางนึกถึงภาพในหออิงราตรีแล้วเผลอหลุดคำเสียดสีเขาออกมา
“เอ๋?เ้าว่าข้าทำตัวบัดสีเช่นนั้นหรือ? เ้ารู้ได้อย่างไร? หรือว่า?เ้าแอบตามข้าไปถึงหออิงราตรี”
หลูฉิงกวางส่ายหน้า“เปล่าๆ ข้าหมายถึงข้ามิเคยทำตัวไม่ดีอย่างที่เ้าคิด อย่ามาใส่ร้ายข้า!”
“เอาอย่างนี้ดีไหม?ในฐานะที่เราเป็เพื่อนกันข้าจะไปส่งเ้าที่หน้าประตูจวนแล้วบอกใต้เท้าหลูว่าบังเอิญพบเ้าตรงหัวมุมเปลี่ยวๆสงสัยว่าจะนัดพบสหายในยามดึกจึงได้นำตัวมาส่ง”
หลูฉิงกวางถึงกับผวาแม้ว่านางจะได้รับอนุญาตจากบิดาให้ฝึกวรยุทธ์ พกพากระบี่กระทั่งยอมให้แต่งกายเป็บุรุษแต่หากบิดารู้ว่านางแอบหนีออกจากเรือนในยามค่ำออกไปข้างนอกเช่นนี้มีหวังถูกสั่งโบยและขังในหอบรรพบุรุษเป็แน่
“มะไม่! ไม่ต้องยุ่งกับข้า! เ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้ากลับเองได้”
“ไอหยา! แบบนี้จะดีหรือ? อย่างไรเราก็เป็เพื่อนบ้านกันนะ”โหยวอีชะโงกหน้ามาใกล้จนนางได้กลิ่นสุราปนกับกลิ่นน้ำอบน้ำหอมของหญิงคณิกา
“ฮะฮัดเช้ย!”
“เห็นหรือไม่?เพราะเ้าออกมาเที่ยวเล่นในยามนี้ทำให้เป็หวัดไปเสียแล้ว”
“ข้าไม่ได้เป็หวัดข้าแพ้กลิ่นน้ำหอมของแม่นางไห่ของเ้าน่ะสิ!”
“จุ๊ๆเมื่อครู่ใครกันนะที่บอกว่ามิได้สะกดรอยข้า?จอมยุทธ์หลูนี่เ้า้าสิ่งใดจากข้ากันแน่จึงได้ลอบตามข้าเช่นนี้?”สายตาของโหยวอีขึ้งเครียด เขาดันตัวนางไปชิดกำแพงเรียกด้วยชื่อที่นางชอบอวดอ้างในวัยเด็ก หลูฉิงกวางที่อยากจะเป็จอมยุทธ์ผู้พิทักษ์คุณธรรมมักประกาศตัวด้วยนามนี้อยู่เสมอในยามที่ทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งกัน
แม้จะรู้สึกหวาดหวั่นกับท่าทางของบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าแต่นางต้องข่มใจมิให้เสียงสั่นตอบโต้ออกไป
“อันธพาลโหยวคนอย่างเ้าข้าก็แค่อยากตามดูให้แน่ใจว่าทำเื่เลวร้ายกี่อย่างกันแน่?” นางเชิดหน้าน้อยๆเอ่ยฉายาของเขาในตอนเด็กยามนั้นนางมักจะต้องคอยช่วยเหลือพวกเด็กและบ่าวรับใช้ที่ถูกโหยวอีคนนั้นใช้อารมณ์รังแกอยู่เนืองๆแต่ต่อมาเมื่อนางเริ่มโตและเขาไปเข้าเรียนที่สถาบันเค่อเฉิงจึงได้ห่างเหินกันไปตัวนางเองก็ไปร่ำเรียนอยู่สำนักสตรีศึกษาจึงมิได้มาเล่นที่จวนสกุลโหยวบ่อยๆเหมือนยังเด็กอีก
“เื่ของข้าเป็ธุระของเ้าด้วยเช่นนั้นหรือ?ถึงกับต้องลอบเข้าไปดูข้าในหอคณิกา คงไม่ใช่ว่าเ้าแอบหลงรักข้าอยู่หรอกนะ?”
“เชอะ! อันธพาลอย่างเ้า! ผู้ใดจะไปแอบชอบเล่า?”
“ถ้าเช่นนั้น...การที่เ้าตามไปดูข้าจนรู้ว่าข้าอยู่กับแม่นางไห่เ้ามีจุดประสงค์ใดกันแน่?”
“นี่มันเื่ของข้า! เหตุใดต้องบอกเ้าด้วย?”
โหยวอีเห็นท่าทางยียวนของสาวน้อยตรงหน้าก็นึกอยากจะแกล้งเป็กำลังเขาจึงยื่นหน้าเข้าไปแทบจะชิดแก้มนาง
“ได้กลิ่นน้ำหอมของแม่นางไห่หรือไม่?ข้าชอบนางยิ่งนัก นางทั้งงดงาม กริยามารยาทดีเยี่ยม เื่บนเตียงก็เร่าร้อน”
“ถะถอยไป ข้าจะจามอีกแล้วนะ!”โหยวอียกมืออีกข้างที่ว่างขึ้นปิดปากสาวน้อยเอาไว้
“ฮะฮัดชิ้ว!”นางถูกปิดปากปิดจมูกจนเสียงจามอู้อี้อยู่ในอุ้งมือของชายหนุ่ม เขาปล่อยมือออกเช็ดชายเสื้อไปมา
“จอมยุทธ์หลูเ้านี่ซกมกชะมัด!”
“ปล่อยข้าได้แล้ว!ข้าไม่อยากอยู่ใกล้คนหื่นอย่างเ้า!”
************************
