สร้างความเ็ปให้แก่พิมพิลาไลย จะลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่ไหว ทำได้ก็เพียงพยายามขมิบตูดให้แแ่เพื่อกันไม่ให้ควยผ่านเข้าไปเท่านั้นเอง แต่กลับยิ่งสร้างความเสียวให้แก่ขุนช้างอย่างยิ่ง
ขุนช้างก็ค่อยๆ ดันควยแทรกผ่านรูตูดเข้าไปอย่างยากเย็น เมื่อผ่านเข้าไปได้ครึ่งอัน ขุนช้างก็สุดจะทนทานด้วยความเสียวจากความคับแน่นของรูตูด ประกอบกับความเสียวที่ได้เย็ดคนที่ตนรัก ขุนช้างก็รีบกระแทกควยเข้าไปเต็มแรง แค่วก แค่วก รูตูดฉีกขาดเืไหลซึมออกมาจากรอยฉีกนั้น ขุนช้างเมื่อควยได้เข้าไปตุงอยู่ในรูตูดของพิมพิลาไลยเต็มที่แล้ว ก็ฉีดน้ำรักพุ่งพรวดๆ เข้าไปอยู่ในรูตูดของพิมพิลาไลยจนล้นออกมาจากรูตูด
เมื่อเสร็จกิจแล้ว ขุนช้างก็รีบเอาผ้ามาเช็ดรูหี รูตูดของพิมพิลาไลยจนเรียบร้อย ก็แต่งตัวให้พิมพิลาไลยจนเหมือนเดิม แล้วค่อยๆ ย่องปีนออกทางหน้าต่าง ะโตุ้บ ลงไปเค้เก้ จุกแอ้ดอยู่บนพื้นบ้านด้านล่าง แต่ความกลัวโดนฤทธิ์จากตีนของชาวบ้านมีเหนือกว่าความจุก ทำให้ขุนช้างพยายามลุกขึ้นเดินกระย่องกระแย่งออกจากเรือนหอเพื่อกลับไปบ้านของตนเองด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้เย็ดหี เย็ดตูดเ้าสาวก่อนไอ้เ้าบ่าวหน้าโง่นั่น หุหุ
ใน่ขณะนั้นเอง ทางกรุงศรีอยุธยาก็ได้ทราบข่าวว่า เมืองเชียงใหม่ ได้เข้ามาตีเมืองเชียงของซึ่งเป็เมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา สร้างความขุ่นเคืองให้แก่สมเด็จพระพันวษาเป็อย่างมาก
ณ ห้องท้องพระโรง
"บัดซบ บัดซบจริงๆ ไอ้เ้าเมืองเชียงใหม่จอมตระบัดสัตย์ กูจำได้ว่ามันเคยบอกกับกูว่าจะขอสันติเพื่ออยู่ร่วมกัน แต่ตอนนี้มันกล้าดี ยังไง มาตีเชียงของเมืองขึ้นของกู" สมเด็นพระพันวษากริ้วอย่างมาก หน้าแดงก่ำ พลางยกพระแสงขึ้นลงเหมือนดังกับจะฟันเ้าเมืองเชียงใหม่ให้ด่าวดิ้นไปกับพระแสงของพระองค์เหล่าขุนนางใหญ่น้อยนั่งเงียบ ไม่มีใครกล้าเพ็จทูล ด้วยเห็นว่าพระเ้าแผ่นดินทรงกริ้วอยู่ถ้าขืนทูลอะไร
ตอนนี้ดีไม่ดีจะหัวขาดเอาง่ายๆ จึงพากันนั่งเงียบ แต่กลับยิ่งทำให้พระองค์ทรงกริ้วยิ่งขึ้นอีก
"พวกมึงก็เหมือนกัน นั่งเงียบกันหมด พอถึงเวลาบ้านเมือง้าใช้คน กูไม่เห็นมีใครอาสากูซักคน ทีเวลากูไม่อยากฟังอะไรละก็ แต่ละคนรีบกันนัก เฮ้อ เห็นอย่างนี้แล้วกูคิดถึงขุนไกรจริงโว้ย เออ มีใครรู้ข่าวครอบครัวของมันบ้างไหมวะหา"
ขุนช้างซึ่งฟังอยู่ถึงตอนนี้ ก็บังเกิดไอเดียใสปิ๊งขึ้นมาทันที รีบคลานกระดุ๊บๆ ออกมาแล้วทูลทันที
"ข้าพระพุทธเ้าทราบพระเ้าข้า ขุนไกรพลพ่ายนั้นมีบุตรชายชื่อ พลายแก้ว ซึ่งบัดนี้ได้เติบใหญ่เป็หนุ่มแล้ว และมีความเก่งกาจในเื่วิชาอาคม และเชี่ยวชาญในเื่อาวุธ รวมถึงกลศาสตร์ในการรบ ไม่ผิดอันใดกับขุนไกรพลพ่ายผู้เป็บิดาเลย พระเ้าข้า"
สมเด็จพระพันวษาได้สดับตรับฟัง ก็ให้รู้สึกดีพระทัยยิ่งนัก รีบตรัสสั่งขุนช้างไปว่า
"เออ ดี งั้นเอ็งรีบไปบอกพลายแก้วให้มาหาข้า ข้าจะสั่งให้มันไปรบ แล้วจะปูนบำเหน็จให้มันอย่างถึงทีเดียวถ้ามันทำได้สำเร็จ"
ขุนช้างนั้นแสนจะดีใจที่แผนการชั่วช้าสามานย์ของเขาใกล้จะสัมฤทธิ์ผลแล้ว รีบส่งเสียงรับคำแล้วคลานกระดุ๊บๆ ออกจากท้องพระโรงในทันที เมื่ออกจากท้องพระโรงแล้ว ก็เดินร้องเพลงเสียงดังลั่น พลางะโโลดเต้นไปตามทางเดินอย่างมีความสุข เหมือนกับคนบ้าก็ไม่ปาน
ณ เรือนหอของพลายแก้ว ซึ่งขณะนี้ได้ถูกบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าเข้าครอบงำ อันเนื่องมากจากข่าวที่ขุนช้างนำมาแจ้งว่า พลายแก้วนั้นต้องไปรบกับเมืองเชียงใหม่เพื่อตีเอาเมืองเชียงของคืนมาแก่กรุงศรีอยุธยาให้ได้ สร้างความโศกเศร้าให้แก่คู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานอยู่กินได้แค่ 2 วัน แต่พลายแก้วนั้นก็รู้สึกดีใจลึกๆ ที่จะได้กอบกู้ชื่อเสียงของบิดาคืนมา และมีโอกาสได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเอง จึงปลอบกับพิมพิลาไลยเมียรักจนค่อยคลายความโศกเศร้า
"น้องพิมจ๊ะ พลายแก้วรู้ว่าน้องพิมเป็ห่วง เอายังงี้ เดี๋ยวเราให้บ่าวไปหาต้นโพธิ์มาสองต้น แล้วอฐิษฐานกันคนละค้น ถ้าต้นใดต้นหนึ่งมีอันเป็ไปก็จะรู้ทันที เพราะต้นโพธิ์จะเหี่ยวเฉาและตายไป น้องพิมคอยมาดูต้นโพธิ์นี้ได้นะจ๊ะ แล้วก็จะได้ไม่เป็ห่วงพลายแก้วมากไปไงนะ"
พิมพิลาไลยก็พยักหน้า พลางกอดพลายแก้วไม่ปล่อยด้วยความรักและคิดถึง พลายแก้วก็ะโบอกบ่าวไพร่ให้ออกไปหาต้นโพธิ์มาสองต้น แล้วก็ประคองพิมพิลาไลยเมียรักออกเดินช้าๆ มาหน้าบ้านเพื่อเตรียมจะออกไปปลูกต้นโพธิ์
ณ ทุ่งร้างนอกเมืองเชียงของ การรบระหว่างพระนครศรีอยุธยากับเมืองเชียงใหม่ กำลังถึงจุดวิกฤติ โดยที่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยานั้น กำลังตกอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง ด้วยเมืองเชียงใหม่นั้น ได้ทราบข่าวการมารุกรานของทางกรุงศรีอยุธยา จึงได้เตรียมการขุดหลุมพรางไว้ ขณะที่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาเดินทางมาถึงยังหมู่บ้านแสนทอง ก็มีชาวบ้านมาขอความช่วยเหลือว่าพวกกองทัพเชียงใหม่ กำลังล้อมฆ่าชาวบ้านอยู่ที่ทุ่งร้างนอกเมืองเชียงของ พลายแก้วซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็แม่ทัพจากสมเด็จพระพันวษา แต่งชุดแม่ทัพดูสง่างามน่าเกรงขาม
ก็รีบสั่งการให้กองทัพเร่งรีบตามไปช่วยเหลือชาวเมืองจากการฆ่าหมู่ของพวกเมืองเชียงใหม่ เมื่อมาถึงยังทุ่งร้างนี้ กลับไม่พบกับการฆ่าหมู่แต่อย่างใด แต่กลับถูกล้อมโดยกองทัพของเมืองเชียงใหม่
"ได้ข่าวว่าทางกรุงศรีอยุธยากำลังสิ้นคนดีแล้ว จึงส่งเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมารบแทน ฮ่า ฮ่า ขำขำ ไม่นึกว่าจะส่งมาจริงๆ อย่างนี้เขาเรียกสมัน" แม่ทัพของทางเมืองเชียงใหม่ที่กำลังคิดว่าตนเองกำลังได้เปรียบอย่างสุดๆ แล้ว ก็ชักม้าออกมาอยู่หน้ากลุ่มพลธนูที่กำลังจ่อยิงมาทางกองทัพของกรุงศรีอยุธยา พลางหัวเราะเยาะจนน้ำลายกระเซ็นซ่าน
"เฮ้ย พวกมึง ถ้าแม่ทัพพวกมึง ยอมแก้ผ้าเต้นรำ ต่อหน้ากู กูจะยอมปล่อยพวกมึงให้รอดชีวิตกลับไปหาลูกเมีย แต่พวกมึงต้องตัดมือให้พวกกูคนละข้าง เป็ค่าไว้ชีวิตเข้าใจไหม" แม่ทัพของเมืองเชียงใหม่ประกาศอย่างโอหังลำพอง พลางจ้องไปยังหน้าของพลายแก้วแม่ทัพของกรุงศรีอยุธยา
พลายแก้วได้ฟังดังนั้นก็นิ่งสงบ ไม่แสดงอาการโกรธแต่ใดๆ แต่บรรดาทหารหาญของพระนครศรีอยุธยา ได้ฟังคำหยามของแม่ทัพของเมืองเชียงใหม่ หยามแม่ทัพของพวกตน ก็โกรธแค้นยิ่งนัก พากันะโด่าตอบเสียงขรมไปหมด แต่ไม่มีใครกล้าจะเข้าไปทำอะไรด้วยเกรงธนูของฝ่ายเมืองเชียงใหม่ที่จ่อมายัง พวกของตนอยู่
"เฮ้ย เงียบทำไม มึงจะเอายังไงหา ไอ้อ่อน ถ้ามึงไม่ตอบ กูจะให้ทหารยิงพวกมึงให้ตายไปทีละคนละนะ ได้ยินไหมไอ้แก้วหูแตก"
นายทัพเมืองเชียงใหม่ตวาดสำทับมาด้วยเห็นว่าพลายแก้วเงียบ ไม่ตอบคำ จึงเข้าใจผิดคิดว่า พลายแก้วนั้นคงกลัวตายจนพูดไม่ออกเป็แน่
ฉับพลันนั้น พลายแก้วก็เงยหน้าขึ้น ตาเบิกโพลง พลางตวาดว่า "หยุด" ฉับพลันนั้นนายทัพเมืองเชียงใหม่ ก็ชะงักค้างเหมือนดังกับเวลาได้หยุดนิ่ง ค้างไปซะเฉยๆ พลายแก้วก็ก้มลงรูดใบไม้มาหนึ่งกำมือ พลางนั่งลงบริกรรมพระคาถา จากนั้นก็โปรยใบไม้สู่อากาศ น่าอัศจรรย์ยิ่ง ใบไม้เ่าั้กลับกลายเป็ตัวต่อเสือ ตัวใหญ่มหึมา บินแตกฮือ ออกไปไล่ต่อยบรรดานายกอง ทหาร พลธนู จนแตกพ่าย วิ่งหนีกันอลหม่าน ทิ้งอาวุธไว้มากมาย
รวมทั้งนายทัพที่ยืนปากอ้าตาค้างอยู่เฉยๆ ให้กองทัพของกรุงศรีอยุธยาจับกุมได้อย่างง่ายดาย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของบรรดาทหารหาญของกรุงศรีอยุธยาที่ชื่นชมในความ เก่งกาจของแม่ทัพฝ่ายตนที่ชนะศึกนี้ได้อย่างง่ายดายไม่สูญเสียเืเนื้อแต่อย่างใดข้างฝ่ายทัพที่แตกพ่ายของเมืองเชียงใหม่ ก็ล่าถอยกลับไปรวมตัวกันอยู่ในเมืองเชียงของเพื่อเตรียมในการรับมือกับกองทัพของพระนครศรีอยุธยา แต่เวลาผ่านไป 3 วัน กองทัพของเมืองพระนครศรีอยุธยา นอกจากตั้งกองทัพไว้เฉยๆ แต่บางครั้งก็จุดไฟสว่างไสว และอยู่ๆ ก็ตีฆ้องร้องป่าวดังขึ้นกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง สร้างความโกลาหลให้แก่กองทัพที่แตกพ่ายของเมืองเชียงใหม่ จนไม่ได้หลับได้นอนมาถึง 3 คืน จวบจนคืนที่ 4 ก็มีการจุดไฟสว่างไสว และเสียงตีฆ้องร้องป่าวดังขึ้นอีกเหมือนเดิม