เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 81 เดินทางกลับใต้


             “ไม่หรอก” สายตาของเฝิงเจี่ยนเต็มไปแววรักใคร่เอ็นดู กล่าวเสียงเบาว่า “ทำได้ดีมาก”

             เสี่ยวหมี่ยิ้มแฉ่ง “เจ้าเมืองสารเลวนั่น ยังคิดจะยืมมือข้าฆ่าคน”

             คนทั้งสองสนทนากันเสียงเบาอย่างยิ้มแย้ม เพียงไม่นานก็กลับมาหาอาลักษณ์คนนั้น

             พวกเขาเริ่มทำตามกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องอีกครั้ง เนื่องจากเคยจ่ายมัดจำไปก่อนแล้ว ยามนี้จึงจ่ายเงินเพียงแค่หนึ่งร้อยตำลึง ภูเขาสองลูกในหุบเขาหมีนั้นในที่สุดก็ได้เปลี่ยนมาเป็นสมบัติของสกุลลู่

             นับแต่นี้หมู่บ้านเขาหมีก็นับว่าถูกโอบล้อมด้วยปราการอันแน่นหนา หากสกุลลู่ไม่ยินยอมเปิดประตูต้อนรับ ใครก็ไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปได้ ไม่ใช่แค่ตู้โหย่วไฉ ไม่ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตมาจากไหนก็ต้องเคารพกฎหมายทั้งสิ้น 

             ลู่เสี่ยวหมี่อารมณ์ดีจนแทบจะกระโดดโลดเต้นออกมาจากศาลาว่าการ หากไม่ใช่เพราะมีเฝิงเจี่ยนคอยยื่นมือมาประคอง นางอาจจะหกล้มระหว่างก้าวลงบันไดก็เป็นได้

             เสี่ยวหมี่หน้าแดง ฉีกยิ้มอย่างตื่นเต้น “พี่ใหญ่เฝิง นับจากนี้ข้าจะทำไร่ทำสวนอย่างไรก็มีอิสระเสรีเต็มที่แล้ว ที่ของข้า ข้าจะทำอะไรก็ได้ไม่ต้องกลัวใคร”

             “ได้ ต่อไป...ไม่ว่าเจ้าอยากทำอะไรก็ตามใจเจ้าทุกอย่าง”

             เสี่ยวหมี่ฟังไม่ถนัดว่าเขาพูดอะไร ตอนที่คิดจะเอ่ยปากถามก็ได้ยินเสียงเรียกดังขึ้น “เสี่ยวหมี่ เหตุใดเจ้าไม่รอข้าก่อน มาด้วยตัวเองเลยแบบนี้เล่า”

             เถ้าแก่เฉินเดินเข้ามาหาพลางหอบหายใจ ตามมาด้วยพี่ใหญ่ลู่ที่สีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย คิดว่าคงถูกว่าที่พ่อตาบ่นมาตลอดทาง

             เสี่ยวหมี่รีบเดินเข้าไปหา ยิ้มแย้มกล่าวว่า “ท่านลุงเฉิน ท่านอย่ารีบร้อนนักสิเจ้าคะ ตอนนี้แก้ปัญหาได้แล้วเจ้าค่ะ”

             นางพูดจบก็ส่งโฉนดในมือให้เขา “ยามนี้ทั้งหุบเขาหมีล้วนเป็นของเราแล้ว”

             “จริงหรือ” เถ้าแก่เฉินตรวจสอบโฉนดอย่างละเอียด แล้วถึงได้เอ่ยขึ้นอย่างยินดี “ไม่เลยๆ ครั้งนี้เป็นเพราะข้าประมาทเอง วันหน้าหากจะซื้อที่อีกคงต้องเตรียมตัววางแผนมาให้ดีก่อนล่วงหน้าเสียแล้ว”

             พูดจบ จู่ๆ ก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ รีบลากพวกเสี่ยวหมี่ไปยังจุดลับตาคน เอ่ยเสียงเบาว่า “เสี่ยวหมี่ ศาลาว่าการไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะอยู่นาน เจ้าจัดการเรื่องที่นี่เสร็จแล้วก็รีบกลับเถอะ ต่อไปไม่ว่าใครเข้าหาก็อย่าได้เปิดใจสนทนาอะไรกับพวกเขาง่ายๆ...”

             “ท่านลุงเฉินวางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าทราบดี”

             หลังจากเกิดเรื่องคราวก่อน เถ้าแก่เฉินจึงระมัดระวังตัวและคิดเผื่อพวกนางสกุลลู่มากขึ้น นางรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก

             “เรือนหลังใหม่ที่ตีนเขาของบ้านข้าใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว สองสามวันหลังจากนี้ท่านก็ส่งคนมาวัดขนาดเรือนเถอะเจ้าค่ะ เรือนทั้งหลังนั้นวันหน้าก็คือเรือนของพี่ใหญ่และพี่เยว่เซียนแล้ว ขอแค่พวกเขาอยู่อย่างสบายใจก็พอ จะจัดวางอย่างไรคนบ้านข้าไม่มีความเห็นเจ้าค่ะ”

             “งั้นหรือ สร้างเสร็จเร็วถึงเพียงนี้เชียว ฮ่าฮ่า”

             ไม่ผิดคาด เถ้าแก่เฉินยิ้มแย้มไปถึงดวงตาทันที “เช่นนั้นอีกสักสองสามวันข้าจะไปเยี่ยมชมสักหน่อย”

             “ได้เลยเจ้าค่ะ พวกเราอีกไม่นานก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ท่านลุงมาบ้านเราก็เหมือนกลับบ้านตัวเอง อย่าได้เกรงใจเลยเจ้าค่ะ”

             “แน่นอนๆ”

             พวกเขาสนทนากันไม่นาน เถ้าแก่เฉินก็กลับบ้านไปปรึกษากับภรรยาและบุตรสาวเรื่องเครื่องไม้เครื่องเรือนและสินเดิมที่จะนำติดตัวไปอย่างสบายอารมณ์

             ที่จริงแล้ว พวกเครื่องไม้ชิ้นเล็กๆ นั้นทำเสร็จนานแล้ว แต่เตียงไม้จำเป็นต้องไปวัดขนาดให้รู้ชัดก่อนจะสั่งทำ แต่ยามนี้สกุลลู่ใจกว้างถึงขนาดสร้างเรือนแยกให้หนึ่งหลัง พวกเขาสกุลเฉินเองก็จะใจแคบไม่ได้ จะต้องสั่งทำเครื่องเรือนให้เต็มเรือนไปเลยถึงจะทำให้เห็นว่าพวกเขาสกุลเฉินเองก็ให้ความสำคัญกับงานมงคลในครั้งนี้

             ทางเถ้าแก่เฉินกลับบ้านไปปรึกษากับครอบครัว เสี่ยวหมี่เองก็ไปแลกเงิน เตรียมกลับบ้านไปป่าวประกาศเรื่องดีๆ

             ทางด้านจ้าวจื้อเกาที่หลอกใช้สกุลลู่ซึ่งนับว่าเป็นทวนชั้นดีไม่ได้ ก็รู้สึกกรุ่นโกรธอยู่ในใจไม่น้อย

             บ่ายวันนั้น ฮูหยินสุยเองก็เดินกลับเข้าจวนผ่านทางประตูหลัง...

             โรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่บริเวณเมืองทางทิศใต้ซึ่งอยู่ห่างไกล แม้ไม่ใช่โรงเตี๊ยมที่หรูหราอะไร แต่ก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนชอบมารวมตัวกันเพื่อคุยเรื่องสัพเพเหระ และเป็นสถานที่นัดพบกับสหาย

             หลี่หลินถือถ้วยชา ยิ้มให้กับเด็กรับใช้ในร้านที่เข้ามาเติมน้ำชาให้เขาอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็หันไปสนใจสิ่งที่เด็กรับใช้ของตนรายงาน

             เด็กรับใช้คนนั้นขมวดคิ้วเอ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจนักว่า “นายท่าน เจ้าเมืองแซ่จ้าวคนนั้นเป็นคนเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ไปรู้ข่าวการมาถึงของท่านจากไหนกัน ถึงได้ชิงลงมือก่อน ท่านว่าเป็นเพราะสกุลลู่นั่น...”

             “ไม่หรอก” หลี่หลินส่ายหน้า มือหมุนถ้วยชาในมือเล่นพลางเอ่ยถามว่า “เจ้าบอกว่าแม่นางสกุลลู่คนนั้นไปที่ศาลาว่าการ แล้วยังถูกจ้าวจื้อเกาเรียกไปพบด้วย?”

             “ใช่แล้ว คนในศาลาว่าการต่างก็เห็นกันหมด ได้ยินว่าหลังจากนางออกมาแล้วคนแซ่จ้าวคนนั้นก็โมโหมาก”

             เด็กรับใช้รู้สึกแปลกใจ “ไม่รู้ว่าพวกเขาเข้าไปพูดอะไร ทำให้คนแซ่จ้าวอารมณ์ไม่ดี หากว่าคนแซ่จ้าวเจ็บแค้นสกุลลู่ ไม่แน่วันหน้าอาจจะ...”

             วันนั้นบุตรชายคนรองสกุลลู่โม้กับเขาไว้เสียเยอะว่าน้องหญิงของเขาร้ายกาจแค่ไหน อีกทั้งเขาก็ยังติดใจรสชาติของขนมนั่นจนลืมไม่ลง จึงรู้สึกกังวลใจแทนสกุลลู่อยู่ไม่น้อย

             แต่หลี่หลินกลับหัวเราะออกมา “วางใจเถอะ สกุลลู่มีคนใหญ่คนโตคอยชี้นำอยู่ ที่จ้าวจื้อเกาโกรธก็คงเพราะอยากจะใช้ผู้อื่นเป็นทวนสังหาร แต่ผู้อื่นไม่ให้โอกาสเขาได้หลอกใช้ก็เท่านั้น”

             “เช่นนั้น นายท่านว่าเราควรทำเช่นไรดีขอรับ? ที่ปรึกษาคนนั้นถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว”

             เด็กรับใช้รู้สึกร้อนใจเล็กน้อย หลี่หลินเคาะศีรษะเขาไปทีหนึ่ง หันศีรษะไปมองโต๊ะรอบๆ ที่สนทนากันอย่างครึกครื้น เอ่ยด้วยเสียงเรียบเรื่อยว่า “ในคำฟ้องร้องของสกุลลู่เดิมทีก็มีแค่ชื่อของตู้โหย่วไฉ ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าเบื้องหลังเขามีที่ปรึกษาสุยคอยให้ท้าย และเบื้องหลังที่ปรึกษาสุยก็มีจ้าวจื้อเกาอยู่ แต่สกุลลู่ไม่เอ่ยถึงแม้แต่ประโยคเดียว เฉลียวฉลาดยิ่งนัก ยามนี้เหมือนว่าจ้าวจื้อเกาจะให้ที่ปรึกษาเป็นคนรับเคราะห์ในครั้งนี้แทน เขานี่มันช่าง...หึ”

             “เช่นนั้นนายท่านจะทำเช่นไรหรือขอรับ”

             “วางใจ ยามนี้ที่ปรึกษาสุยไร้ซึ่งอำนาจ ถูกปล่อยตัวไปก็ไม่ส่งผลกระทบอะไร อีกอย่างพูดตามจริง หลายปีมานี้ตัวเขาเองก็ไม่นับว่าทำความผิดร้ายแรงแต่อย่างใด แต่คนอย่างจ้าวจื้อเกาที่รับตำแหน่งมาแต่ไม่เคยทำงานทำการ เอาแต่เสวยสุขต่างหาก ที่จะปล่อยไปไม่ได้”

             “เช่นนั้นนายท่านคิดจะ...”

             “กลับเมืองหลวง ถวายฎีกาฟ้องร้องเขา พอดีเราจะได้กลับไปร่วมงานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าด้วย”

             “ดียิ่ง ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านแล้วๆ”

             เด็กรับใช้ดีใจจนร้องออกมา ทำให้คนอื่นๆ พากันหันศีรษะมามองอย่างแปลกใจ

             ฤดูกาลนี้เป็นเวลาเหมาะสมที่สุดในการล่าสัตว์ พ่อค้าผ้าจากทุกสารทิศต่างก็เร่งรีบเดินทางมากลัวจะไม่ทันการ จู่ๆ มาเจอคนที่ดีอกดีใจที่จะได้ไปจากที่นี่ ก็ให้รู้สึกแปลกใจไม่น้อย

             แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับตน เพียงไม่นานพวกเขาก็เลิกสนใจหลี่หลินนายบ่าวไปโดยสิ้นเชิง

             ที่หุบเขาหมีทุกคนพากันรับเอาโฉนดที่ดินไปดูอย่างตื่นเต้นยินดี ถึงแม้มีเพียงไม่กี่คนที่อ่านออก และต่อให้คนที่อ่านออกจะเห็นว่าบนนั้นเป็นชื่อของบิดาลู่ ก็ไม่มีใครมีปัญหาอะไร

             คนในหุบเขาหมีทั้งสิบแปดครัวเรือนถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ทั้งหุบเขาหมีมีชื่อสกุลลู่เป็นเจ้าของ ขอแค่วันหน้าทุกคนไม่คิดร้ายต่อสกุลลู่ ทุกคนก็ถือว่าเป็นผู้ถือครองที่ดินนี้ร่วมด้วย 

             คิดได้ดังนั้นพวกเขาก็วางใจ

             คูน้ำสร้างเสร็จแล้ว เรือนพักหลังใหม่สองหลังและบ่อน้ำทั้งหลายก็เหลือเพียงแค่เก็บงานขั้นสุดท้ายแล้ว

             ยามนี้หุบเขาหมีแปลกตาไปจากเดิม ดูเจริญขึ้นไม่น้อย

             บนยอดเขา เกาเหรินกำลังกระโดดโลดเต้นเอาไม้ไผ่กระบอกหนึ่งเข้าไปส่งในเรือนพักฝั่งตะวันออก เสร็จแล้วก็ออกไปหาซูอีลากเขามา ‘ฝึกซ้อม’

             เสี่ยวหมี่เดินออกมาจากห้องครัว เห็นเฝิงเจี่ยนกวักมือเรียกอยู่ข้างหน้าต่าง จึงเดินเข้าไปหา เอ่ยถามว่า “มีเรื่องใดหรือ พี่ใหญ่เฝิง”

             “วันนี้ผู้ตรวจการหลี่จะเดินทางลงใต้กลับเมืองหลวง เจ้าจะไปส่งเขาหรือไม่?”

             “อะไรนะ ผู้ตรวจการหลี่จะกลับแล้ว? เขาไม่จัดการเจ้าเมืองชั่วคนนั้นหรือ?”

             เสี่ยวหมี่ไม่เคยเป็นขุนนาง แต่เคยดูละครน้ำเน่ามาไม่น้อย นางเข้าใจว่าผู้ตรวจการมณฑลมีกระบี่อาญาสิทธิ์ ล้วนสามารถจัดการทิ่มแทงขุนนางชั่วช้าได้อย่างใจหมาย...

             เฝิงเจี่ยนได้ยินแล้วก็อดขำไม่ได้ อธิบายให้นางฟังอย่างใจเย็น “กฎหมายของต้าหยวนเข้มงวด เจ้าเมืองมีตำแหน่งเป็นถึงขุนนางฝ่ายปกครองขั้นสาม ถึงแม้ผู้ตรวจการมณฑลจะสืบความผิดของเขาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ก็ยังจำเป็นจะต้องส่งเรื่องผ่านสำนักราชเลขาธิการ และได้รับราชโองการลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ก่อน ถึงจะสามารถริบอำนาจหรือจับขุนนางเข้าคุกได้”

             “อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ข้าคิดอะไรง่ายดายเกินไปจริงๆ” เสี่ยวหมี่หน้าแดงน้อยๆ จากนั้นก็ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ว่าอย่างไร ผู้ตรวจการหลี่ก็ต้องลำบากมาถึงที่นี่เพราะเรื่องของตระกูลเรา ยามนี้เขาจะกลับเมืองหลวงแล้วจะอย่างไรก็ต้องไปส่งเสียหน่อย”

             เฝิงเจี่ยนยิ้มกว้างขึ้นเพราะคำว่าตระกูลของเรา

             “ให้เกาเหรินขี่ม้าพาเจ้าไป รีบไปรีบกลับ”

             เสี่ยวหมี่อยากถามว่าเหตุใดเขาไม่ไปด้วยกัน แต่ก็ยังรู้สึกเขินอายอยู่ นางจึงวิ่งไปเก็บของที่ห้องครัว ถือถุงใหญ่ออกมาสองถุง ไปตามเกาเหรินที่กำลังรังแกซูอีอย่างสนุกสนานมาบังคับม้า คนทั้งสองนั่งม้าตัวเดียวกันพุ่งทะยานออกไปจากหุบเขาหมี

             ถึงแม้พวกเขาจะอยู่ตอนเหนือสุดของแคว้นต้าหยวน แต่สวรรค์ก็ยังไม่โหดร้ายกับชาวเป่ยอันที่มุมานะพากเพียรมากนัก

             เรือกสวนไร่นาระหว่างทางที่พวกเขาผ่านล้วนเขียวชอุ่มงอกงาม ดูแล้วน่าจะได้ผลผลิตดี

             ส่วนทางด้านหลี่หลินนายบ่าวกำลังจะแวะพักดื่มชาร้อนๆ แล้วค่อยออกเดินทางต่อ

             สุดท้ายยังไม่ทันได้เอาถ้วยชาออกมา ก็ได้ยินเสียงเกือกม้าดังมาทางพวกเขา ลู่เสี่ยวหมี่และเกาเหรินไล่ตามมาทันแล้ว

             เดิมทีเด็กรับใช้คนนั้นยังหวาดกลัวเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่บนม้าคือแม่นางน้อยคนหนึ่งกับเด็กชายตัวอ้วนที่ผูกผมทรงชี้ฟ้า เขาก็เบาใจลง

             คิดไม่ถึงว่าเมื่อเสี่ยวหมี่กระโดดลงจากหลังม้าแล้วจะถามขึ้นว่า “ท่านคือใต้เท้าหลี่ หลี่หลินหรือไม่เจ้าคะ”

             เด็กรับใช้คนนั้นได้ยินก็ตกใจจนเกือบทำถ้วยชาตกแตก นายท่านของเขาปลอมตัวออกมาทำภารกิจแทนโอรสสวรรค์อย่างลับๆ หรือว่ายามนี้รูปเหมือนของนายท่านจะถูกแปะประกาศไปทั่วเมืองแล้วหรืออย่างไร? เหตุใดมีคนจำได้ง่ายดายเช่นนี้ หากเป็นคนชั่วช้าจะทำอย่างไร

             “เจ้าคือแม่นางสกุลลู่กระมัง”

             หลี่หลินไม่หวาดกลัว และคาดเดาสถานะของลู่เสี่ยวหมี่ได้ในทันที

             เสี่ยวหมี่ยิ้มพยักหน้า นางเดินเข้ามาในศาลาแล้วยอบกายคารวะ จากนั้นเอ่ยว่า “ใต้เท้า ขอบคุณท่านที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงอันโจวแห่งนี้เพื่อเรื่องของบ้านข้า ถึงแม้เรื่องราวจะผิดคาดไปบ้าง แต่พวกเราสกุลลู่ก็ยังคงซาบซึ้งในน้ำใจของใต้เท้าเป็นอย่างมาก วันนี้ได้ข่าวว่าใต้เท้าจะกลับเมืองหลวง บ้านข้ายากจนไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ มีเพียงเสบียงให้พวกท่านนำติดตัวไป หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจนะเจ้าคะ”

             พูดจบเสี่ยวหมี่ก็ส่งสายตาให้เกาเหรินนำถุงสองใบนั่นออกมา เกาเหรินสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นอย่างมาก เมื่อครู่เสี่ยวหมี่แทบจะย้ายครัวทั้งครัวใส่ถุงมาแล้ว นอกจากขนมแป้งทอดไส้หมูแล้ว ยังมีของกินเล่นพวกขนมเกลียวทอดกรุบกรอบ ถั่วลิสงเคลือบน้ำตาล แล้วยังถึงขั้นเอาหมูเค็มตากแห้งออกมาสองไหด้วย

             หมูเค็มตากแห้งนี่เขาเล็งเอาไว้นานแล้ว ยังคิดอยู่เลยว่าอีกสองวันข้างหน้าตอนขึ้นเขาไปล่าสัตว์จะเอาไปกินด้วย คิดไม่ถึงว่าจะเสร็จสองนายบ่าวหลี่หลินนี่เสียได้ เขาย่อมไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง

             เสี่ยวหมี่เห็นท่าทางของเขาแล้วจะไม่เข้าใจได้อย่างไร นางทั้งฉิวทั้งขัน

             “เอาล่ะ เดี๋ยวกลับบ้านไปจะทำเพิ่มให้เจ้าอีกหลายๆ ไหเลย”

             “ค่อยยังชั่วหน่อย”

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320