ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 54 ครั้งแรก
วันต่อมาจางหย่งที่วางแผนจะออกไปขายผักผลไม้ในเมือง ได้ไปขอยืมเกวียนจากบ้านผู้ใหญ่บ้านฝู เหมยลี่ที่เห็นจางหย่งมาก็หลบหน้าเข้าไปในบ้านทันที นางยังคงชอบบุรุษตรงหน้าอยู่มาก ทำให้รู้สึกทำใจไม่ได้ทุกครั้งที่พบเจอ ผู้ใหญ่บ้านฝูได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา
"เอาไปใช้เถอะ วันนี้ข้าไม่ได้ใช้"
"ขอบคุณมากขอรับ แล้วข้าจะรีบนำมาส่งคืน"
จางหย่งนำเกวียนกลับมาที่บ้านเพื่อบรรทุกฟักทองจำนวนเจ็ดลูกใหญ่ๆ ฟักเขียวสองลูก กับแตงโมสองลูกใส่ลงไปข้างในเกวียน มิติของเสี่ยวเหมาได้ผลผลิตสูงและเร็วกว่าภายนอกมาก ทำให้เขาเก็บบางส่วนไปลองขายดูก่อนและบางส่วนเก็บไว้ทำอาหารที่บ้าน เขาไม่รู้ราคาผักผลไม้ จึงไม่กล้านำออกไปขายเยอะมากนัก อีกทั้งผักผลไม้เหล่านี้มีน้ำหนักมาก จางหย่งต้องขนทั้งผักผลไม้และพาเด็กๆไปด้วย ทำให้เขาตัดสินใจนำไปเพียงครึ่งเดียวของที่มีในมิติ เพราะมีเกวียนทำให้การดูแลเด็กๆทำได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีเรื่องเมื่อวานที่หลิวจื้อเล่นซนจนเกือบจมน้ำที่อาเฟยเล่าให้ฟัง แม้จะอบรมเด็กๆ ไปยกใหญ่ยกหนึ่งแล้วเขาก็ไม่ไว้ใจปล่อยพวกเขาไว้ตามลำพังอีก ดังนั้นวันนี้จางหย่งจึงตัดสินใจพาพวกเขาไปด้วยกัน
"ท่านพ่อ เจ้าพวกนี้เราเอามาจากไหนหรือขอรับ เมื่อวานข้ายังไม่เห็นเลย"
อาฟู่ลูกชายคนรองที่ยังไม่รู้เรื่องมิติของจางหย่งเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย หลิวจื้อเองก็สงสัยเช่นกัน จางหย่งหยุดชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบว่า
"พอดีเมื่อคืนมีคนนำมาฝากพ่อไปขายน่ะ"
อาฟู่กับหลิวจื้อที่ได้ยินก็ไม่ได้สงสัยอะไรต่อ จางหย่งถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ โชคดีที่คนที่สงสัยยังเป็นเด็กเขาจึงสามารถหาทางออกให้ตัวเองได้ แต่ถ้าคนที่สงสัยเป็นผู้ใหญ่ละก็.... สงสัยหลังจากกลับจากตลาด เขาต้องนำเมล็ดผักผลไม้ออกมาปลูกข้างนอกเพื่อความแนบเนียนเสียแล้ว เสี่ยวเหมาเงยหน้าขึ้นมองจางหย่งทีหนึ่ง เจ้านายนี่โกหกเก่งจริงๆ มันได้แต่คิดในใจ
เมื่อขนของขึ้นเกวียนเสร็จจางหย่งก็ให้เด็กๆ ขึ้นไปบนเกวียนเพื่อเข็นออกไปที่ตลาด แต่อาเฟย อาฟู่และหลิวจื้อไม่อยากขึ้นไปบนเกวียนจึงอาสาจะเดินตามจางหย่งไป วันนี้เสี่ยวเหมาไม่ได้ตามจางหย่งไปตลาดอีกตามเคย เพราะเขาอยากอยู่กับสาวสวยของเขามากกว่า ดังนั้นบนเกวียนตอนนี้จึงมีเพียงอาฟงที่กำลังสนุกกับผักผลไม้บนเกวียน
"ฟักทองๆ"
"ใช่แล้วลูกนี้เรียกว่าฟักทอง ส่วนลูกนี้เรียกว่าฟัก และนี่คือแตงโม"
"ตันโม หร่อยมั้ย"
"อร่อยสิ ไว้กลับมาพ่อจะหั่นให้พวกลูกๆ กินกันนะ"
"เย้ๆ"
เมื่อวานแตงโมในมิติยังไม่สุกเต็มที่ เขาจึงยังไม่ได้นำออกมาให้ทุกคนลองชิม แต่วันนี้เมื่อเปิดเข้าดูอีกครั้งก็พบว่าแตงโมสุกเต็มที่แล้วจึงได้นำออกมาสองลูกเพื่อลองนำไปขายในเมือง และยังเหลือไว้ในมิติอีกสองลูก
ใช้เวลาไม่นานมากนักทั้งสี่ก็มาถึงตลาดเมืองหังโจว จางหย่งเข็นเกวียนที่มีผ้าคลุมเอาไว้ไปถามขายสินค้าของเขาที่ร้านอาหารก่อนเป็นอันดับแรก แต่ร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่สนใจพ่อค้าเร่เพราะคิดว่ามักได้ของคุณภาพไม่ดี หรือขายของหลอกลวงให้พวกเขาเสียเวลา จึงไม่คิดแม้แต่จะเปิดดูหรือสนใจสินค้าของจางหย่ง ดังนั้นจางหย่งจึงพาลูกๆ ไปหาที่เหมาะๆ ท้ายตลาดเพื่อนำของไปวางขาย แม้เขาจะมีต้นทุนที่จะเช่าที่ดีๆ ในตลาดได้ แต่จางหย่งก็ไม่ได้สนใจเช่า เขาแค่อยากมาลองขายและเรียนรู้ตลาดก่อนเท่านั้น
เมื่อได้ที่ดีๆ จางหย่งก็พาเด็กๆ มาช่วยกันปูพื้นก่อนจะลำเลียงผักผลไม้บนเกวียนลงมา ชายวัยกลางคนร้านข้างๆ ที่เห็นสินค้าของจางหย่งก็สะกิดถามเขาด้วยความสงสัยขึ้นว่า
"หลานชาย นั่นมันฟักทองไม่ใช่หรือ"
"ใช่แล้ว ท่านลุงสนใจสักลูกไหมขอรับ"
"โอ้ว ไม่หรอกผักแบบนี้ราคาแพงจะตายไป ว่าแต่นี่มันลูกใหญ่มากๆเลยนะเนี่ย"
"ปกติฟักทองนี่แพงมากเลยหรือขอรับ"
"อ้าว นี่ปลูกผักขายแต่ไม่รู้ราคาได้อย่างไรกัน"
จางหย่งได้แต่เกาหัวอย่างเขินๆ เขาปลูกต้นไม้แบบสุ่มเลยไม่รู้ว่าเมล็ดเหล่านั้นมีต้นอะไรบ้าง จึงไม่ได้ศึกษาราคาเอาไว้ก่อนล่วงหน้า
"ปกติ หนึ่งชั่งก็ราวๆห้าสิบถึงหนึ่งร้อยอีแปะเชียวล่ะ"
จางหย่งที่ได้ยินถึงกับตกใจ เจ้านี่มันขายได้แพงขนาดนี้เลยหรือนี่ ปกติแล้วผักป่าที่เคยนำมาขายชั่งหนึ่งขายได้ สามอีแปะ ราคาฟักทองเกือบจะเทียบได้กับเนื้อไก่เลยนะนั่น ฟักทองที่ปลูกในมิติขั้นต่ำลูกหนึ่งก็น่าจะเกือบๆสองชั่งได้ ถ้าเขาขายทั้งหมดนี่น่าจะเป็นเงินไม่น้อยเลย ปัญหาคือราคาแพงขนาดนี้จะมีคนซื้อไหมนะ เมื่อรู้ราคาฟักทองแล้วเขาก็ถามราคาของอีกสองอย่างกับลุงผู้ใจดี
"ฟัก ราคาพอๆ กับผักอื่นๆ นั่นแหละ ราวๆ ลูกละสิบอีแปะ แต่ฟักของเจ้าลูกค่อนข้างใหญ่ อาจขายได้ราคาดีกว่านั้น แต่ไอ้สิ่งที่เจ้าเรียกว่าแตงโมนี่มันผักอะไรกันรึ หรือมันจะคือผักป่า ถ้าผักป่าก็ชั่งละสามอีแปะ"
จางหย่งถึงกับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินว่าผู้คนที่นี่ไม่รู้จักแตงโม แล้วแบบนี้เขาจะขายอย่างไรดี ยังไม่ที่จะได้คิดอะไรต่อ ลูกค้ารายแรกก็แวะเวียนเข้ามา
"พ่อหนุ่ม ฟักทองนี่ขายอย่างไร"
"เอ่อ...ชั่งละหนึ่งร้อยอีแปะขอรับ"
"เหตุใดถึงแพงขนาดนี้"
"ฟักทองของเราไม่ใช่ฟักทองธรรมดา แต่เป็นฟักทองที่มีการดูแลด้วยวิธีพิเศษ ทำให้เนื้อด้านในมีรสหวานแม้ยังไม่ได้นำไปปรุงอาหาร พี่สาวท่านดูสิ ท่านเคยเห็นฟักทองที่ลูกใหญ่แลดูน่ากินขนาดนี้ไหม ข้าเพิ่งเด็ดสดๆ จากสวนมาเมื่อเช้านี้เอง ไม่เชื่อท่านดูที่ขั้วมันได้เลยขอรับ"
หลิวจื้อที่ได้ยินสรรพคุณของฟักทองก็หันไปสะกิดอาฟู่ก่อนจะกระซิบกระซาบกันว่า
"นี่ๆ เมื่อเช้าท่านพ่อบอกว่ามีคนเอามาฝากขายเมื่อคืนไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงเพิ่งเด็ดมาเมื่อเช้าได้ล่ะ"
"นี่มันเป็นหลักการขายของใครจะพูดความจริงกันเล่า"
"อ้าวแบบนี้ไม่เท่ากับโกหกหรือ?"
"นี่เขาเรียกว่าเคล็ดลับการค้าขาย เบาๆ ลงหน่อย เดี๋ยวเราก็ไม่ได้เงินกินข้าวกันหรอก"
หลิวจื้อที่ได้ยินดังนั้นก็เอามือปิดปากของตัวเองก่อนจะหันไปมองทางจางหย่งกับลูกค้า
หญิงสาวมีสีหน้าครุ่นคิด นิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
"ลดหน่อยได้หรือไม่"
"ท่านสนใจลูกไหนหรือขอรับ"
หญิงสาวชี้ไปทางฟักทองลูกใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า จางหย่งหยิบฟักทองลูกนั้นขึ้นมากะประมาณน้ำหนักก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ลูกนี้น้ำหนักราวๆ สองชั่ง ปกติราคาชั่งละหนึ่งร้องอีแปะ สองชั่งก็สองร้อยอีแปะ ข้าลดให้ท่านเหลือหนึ่งร้อยแปดสิบอีแปะขอรับ"
หญิงสาวมีสีหน้าลังเล ฟักทองหนึ่งลูกราคาเท่ากับเนื้อหมูเลยนะ จะไม่ให้ลังเลได้อย่างไร จางหย่งที่เห็นสีหน้าลังเลของหญิงสาวก็เอ่ยขึ้นว่า
"โอกาสเช่นนี้มีเพียงครั้งเดียว ปกติข้าไม่เคยลดราคาให้ใคร หากท่านมาคราวหน้าข้าอาจไม่ลดให้แล้วก็ได้นะขอรับ"
หญิงสาวที่ได้ยินเล่นนั้นก็ตัดสินใจซื้อไปหนึ่งลูกทันที ตอนนี้ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ผักผลไม้หาได้ยาก แม่สามีของนางเป็นคนชอบกินผักโดยเฉพาะฟักทอง ทำให้นางดีใจมากเมื่อเห็นมีคนนำฟักทองมาขาย แต่เมื่อรู้ราคาทำให้นางรู้สึกลังเลใจขึ้นมา แต่เพื่อเอาใจแม่สามีนางจึงกัดฟันจ่ายเงินแล้วถือฟักทองลูกนั้นกลับบ้าน
หลิวจื้อที่เห็นลูกค้าคนแรกจากไปก็ถามอาเฟยขึ้นว่า
"พี่ใหญ่ ปกติท่านพ่อไม่ลดราคาให้ใครจริงๆ หรือ"
"จริงสิ"
"แสดงว่าครั้งนี้ไม่ได้โกหกสินะ"
"ท่านพ่อเพิ่งขายของด้วยตนเองครั้งแรก จะเคยลดราคาให้คนอื่นได้ยังไงกันล่ะ"
"..."
ครั้งก่อนที่มาขายของ เนื่องจากจางหย่งออกไปทำธุระ อาเฟยกับลู่ต้าจึงเป็นคนขาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขายของด้วยตัวเอง ดังนั้นที่บอกว่าปกติไม่เคยลดราคาให้ใครจึงไม่ใช่เรื่องโกหกแต่อย่างใด