ฮ่องเต้เหวินอิ้นมีพระราชโองการประกาศต่อใต้หล้าเสาะหาแพทย์มารักษาหลงเซี่ยวหนาน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงตัวถึงขนาดที่ว่าหลังมองแวบแรกก็มิกล้ามองเป็นครั้งที่สอง
เพราะในสายตาของหมู่ราษฎรทั่วไปสามารถรักษาพิษกู่ได้ก็หมายความว่าสามารถเลี้ยงกู่ได้ ราษฎรที่เคยพบเห็นถูกหนอนกู่ทำร้ายมาก่อนล้วนชิงชังกู่ยิ่งนัก
ใครก็รู้ว่าหนอนกู่ในเมืองหลวงเป็นสิ่งต้องห้ามมิต้องพูดถึงรักษา แค่กล่าวถึงก็ต้องระมัดระวังแล้ว พลาดพลั้งเพียงเล็กน้อยศีรษะก็อาจย้ายที่อยู่ได้
ต่อให้มีคนที่รู้วิธีรักษาแต่ผู้ใดจะรับรองว่าหลังจากที่รักษาพิษกู่ให้องค์ชายห้าแล้ว ชีวิตน้อยๆ จะยังรักษาไว้ได้ต่อให้ฮ่องเต้มีพระเมตตาไม่ฆ่าชีวิตตนแต่น้ำลายของราษฎรทั้งเมืองก็ทำให้เขาจมน้ำได้
มู่จื่อหลิงเองก็ได้รู้ความร้ายแรงของกู่ที่ปรากฏตัวขึ้นในยุคสมัยนี้อย่างแท้จริงจากปากของเย่จื่อมู่
และฮ่องเต้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หนึ่งเพื่ออาณาประชาราษฎร์ สองเป็นเพราะพระสนมผู้เป็นที่รักของเขาในปีนั้น จิ่นเฟยซึ่งก็คือ อวิ๋นจิ่น หมู่เฟยของหลงเซี่ยวอวี่
อย่างไรมู่จื่อหลิงก็คาดไม่ถึงว่าหมู่เฟยของหลงเซี่ยวอวี่ไม่อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปและยังถูกพิษกู่จนเกินเยียวยามิน่าเล่าตอนแรกยามที่หลงเซี่ยวเจ๋อเอ่ยถึงจิ่นเฟยจึงได้โศกเศร้าเพียงนั้นมิให้นางพูดถึงต่อหน้าหลงเซี่ยวอวี่
เรื่องที่จิ่นเฟยสิ้นพระชนม์นั้นเป็นความลับอย่างมากมีไม่กี่คนที่รับรู้และเย่จื่อมู่คนลึกลับผู้นี้ดูเหมือนว่าเรื่องที่ควรหรือมิควรรับรู้เขาล้วนรอบรู้ทั้งหมด
ตั้งแต่เรื่องขี้ปะติ๋วในชีวิตของฮ่องเต้ไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยของประชาชนทั่วไป ดังนั้นที่เขารู้เรื่องจิ่นเฟยนี้มู่จื่อหลิงจึงไม่รู้สึกแปลกใจมากนัก
ครั้งนี้เย่จื่อมู่ยังนำข่าวดีและข่าวที่มีประโยชน์มาให้มู่จื่อหลิงอีกด้วย
ข่าวดีก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อไทเฮากลับไปถึงตำหนักโซ่วอันในวันนั้นได้ยินว่าไทเฮายังทำเกินเหตุด้วยการเชิญพระอาจารย์มาประกอบพิธีกรรมสองสามวันมานี้ตำหนักโซ่วอันทั้งตำหนักอยู่ระหว่างการสร้างขึ้นมาใหม่
ไม่รู้ว่าผู้ใดเผยแพร่เรื่องนี้ออกมาเหตุการณ์นี้จึงเป็นที่รับรู้กันไปทั่วทั้งเมืองหลวงประชาชนคนทั่วไปลอบส่งต่อกันอย่างลับๆ ว่าเป็นเพราะวันปกติไทเฮาทำชั่วไว้มากจึงได้รับคำสาปแช่งถึงทำให้มีหนอนไต่ยั้วเยี้ยทั่วตำหนักโซ่วอัน
ไทเฮาเดิมทีก็เป็นเพราะเรื่องที่ตำหนักโซ่วอันมีหนอนไต่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเหนื่อยล้าทั้งกายใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับประกอบกับประชาชนลือต่อกันอย่างไร้ความยำเกรงว่าตนเองกระทำความชั่วไว้มากมาย
จะปิดปากใครก็ปิดได้มีเพียงแค่ปากประชาชนทั่วไปที่ปิดไม่ได้ แตะต้องไม่ได้สุดท้ายไทเฮาอดกลั้นไว้ไม่ไหว ถูกทำให้มีโทสะจนหมดสติไป
หลังจากมู่จื่อหลิงได้ยินข่าวนี้ก็หัวเราะไปทั้งคืนหัวเราะจนท้องเกือบแตก
การกระทำอยุติธรรมย่อมต้องทำลายตนเอง!
นางกำลังคิดว่าใครสามารถพูดเรื่อยเปื่อยได้เพียงนี้พูดจากเรื่องหนอนไต่ตำหนักโซ่วอันยั้วเยี้ยเป็นต้องคำสาปแล้วเป็นใครที่เปลี่ยนเหตุผลจากตำหนักโซ่วอันต้องคำสาปกลายเป็นเพราะไทเฮาทำชั่วช้าไว้มากมาย
ถ้าวันหนึ่งนางรู้ว่าผู้ใดที่สามารถพูดจับแพะชนแกะได้เพียงนี้แล้วยังเผยแพร่ข่าวลือออกไปด้วยความหวังดี นางต้องขอบคุณเป็นอย่างดีแน่
ช่างสะใจจริงๆสะใจเสียเหลือเกิน เข็มที่ทิ่มนางนี้คุ้มค่าแล้ว!
ยังมีข่าวที่มีประโยชน์อีกข่าวหนึ่งก็คือฮองเฮา
ก่อนหน้านี้ฮองเฮาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับศาลต้าหลี่อยากโค่นนางในทันทีไม่คิดว่าสุดท้ายฮ่องเต้เหวินอิ้นจะทำให้ฮองเฮารับมือไม่ทันด้วยการมอบหมายคดีให้สามตุลาการ
หลายวันมานี้ฮองเฮาลอบวางอุบายอย่างลับๆคิดจะสานสัมพันธ์กับกรมราชทัณฑ์และฝ่ายตรวจการแต่สุดท้ายไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงจบไปอย่างดื้อๆ...
นางว่าแล้วสองสามวันมานี้ที่นางติดคุก จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไร้คลื่นลมได้อย่างไร
ที่แท้คนที่จะโค่นล้มนางสองสามคนยามนี้ต่างก็ยุ่งอยู่กับการเช็ดก้นตัวเอง ไม่มีเวลามาสนใจนางนี่เอง
แต่ว่าเรื่องของฮองเฮาสำหรับนางแล้วเป็นข่าวดีมหันต์จริงๆอย่างน้อยตอนนี้นางก็รู้ว่าฮองเฮาเดินหมากถึงช่องใดแล้วนางจะได้ไม่ตกลงไปอย่างโง่งม
ยามนี้สามตุลาการก็ยังหาเบาะแสอันใดไม่ได้นางมิอาจอยู่ในคุกหลวงไปได้ตลอด อาศัยก่อนที่ฮองเฮาทางนั้นยังไม่มีคลื่นลมถาโถมจะต้องคิดวิธีออกไปให้ได้
เย่จื่อมู่พูดถึงความลับของคนธรรมดาและบุคคลไม่ธรรมดาที่คนทั่วไปไม่รับรู้เป็นจำนวนมากทำให้มู่จื่อหลิงยิ่งสงสัยฐานะของเขาขึ้นเรื่อยๆ
ระหว่างนี้มีหลายครั้งที่นางคิดจะทดสอบฐานะของเย่จื่อมู่ทว่ามิใช่เย่จื่อมู่เบี่ยงเบนความสนใจไปอย่างชาญฉลาดก็ฟังเขาพูดไร้สาระเรื่องราวการประพฤติตัวดีๆ
สุดท้ายมู่จื่อหลิงจึงกลัดกลุ้มใจยิ่งนักแต่ว่าเมื่อคบค้าสมาคมกันหลายวันเข้านางก็รู้สึกว่าเย่จื่อมู่มีข้อดีอยู่สองประการ ประการแรกนำข่าวสารภายนอกมาแจ้งนางประการที่สองคือส่งของอร่อยมาให้โดยไม่คิดเงิน
นอกจากขูดรีดเงินนางตอนขายร้านค้าก็ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องขาดทุนอันใดให้นางแล้ว
โดยสรุปแล้วทำเรื่องดีย่อมหวังผล! นางตัดสินว่าเย่จื่อมู่ผู้นี้มิใช่ทั้งมิตรและศัตรู
-
คุกหลวงเงียบสงบมาสามวันในที่สุดก็ไม่เงียบสงบแล้ว!
วันนี้ในคุกหลวงมีขุนนางผู้หนึ่งที่จะบอกว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะบอกว่าเล็กก็ไม่เล็ก
คนผู้นี้คือเซ่าชิง [1] แห่งศาลต้าหลี่ สิงกู้เหวินเขาคือรองผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ ขุนนางขั้นสี่ เป็นผู้ช่วยของซื่อชิง[2] ศาลต้าหลี่ นอกจากเสิ่นซือหยางซื่อชิงแห่งศาลต้าหลี่แล้ว ก็ถือว่าคำพูดเขาเป็นสิทธิ์ขาด
สิงกู้เหวินรูปร่างอุดมสมบูรณ์เหมือนหมู ใบหน้ามันแผลบเห็นเพียงแวบแรกก็ทำให้ผู้คนรู้ว่ายามปกติคงจะขูดรีดทรัพย์ประชาชนมาไม่น้อย
เขาพาลูกน้องที่ดุดันชั่วร้ายสองคนมาในมือถือกาน้ำชาดินเผาพุงพลุ้ยอุ้ยอ้ายเดินเข้าไปในคุกหลวงอย่างเคร่งขรึมน่าเกรงขาม
ยังไม่ทันเข้าไปก็มีผู้คุมสอพลอวิ่งเข้ามาสองสามคน แสร้งปฏิบัติกับเขาอย่างนอบน้อมประจบประแจง
โดยปกติคุกหลวงแห่งนี้น้อยนักที่ใต้เท้าชั้นผู้ใหญ่จะเข้ามายามนี้เซ่าชิงแห่งศาลต้าหลี่มาเยือน พวกเขาย่อมต้องเลียแข้งเลียขาให้ดีไม่แน่ว่าหากปรนนิบัติเจ้านายผู้นี้จนสุขสำราญก็อาจจะไปเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยแห่งศาลต้าหลี่ได้
“อ้าว! ใต้เท้าสิงลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่เสียเล่า!”
“ใต้เท้าสิง ท่านเดินๆระมัดระวังบันได ผู้น้อยจะนำทางให้ท่านเองขอรับ!”
“ใต้เท้าสิงเก้าอี้ตัวนี้สกปรก ผู้น้อยจะเช็ดให้ท่านนะขอรับ!”
“ใต้เท้าสิง...”
คำสรรเสริญเยินยอและการเชิดชูบูชาเหล่านี้สำหรับสิงกู้เหวินแล้วเป็นสิ่งสำราญใจยิ่งนักยิ่งได้ยินรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่เขาฟังคำยกยอจากผู้คุมสองสามคนอยู่พักหนึ่งก็เหมือนเพิ่งจะนึกธุระขึ้นมาได้
สิงกู้เหวินหยิบกาน้ำชาดินเผาขึ้นมาจิบหนึ่งจอกอย่างจองหองโบกมือด้วยท่าทางใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่ “ไปนำตัวนักโทษหญิงที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก่อนมาให้ข้า”
“ใต้เท้าสิงผู้ที่ท่านพูดถึงคือฉีหวางเฟยหรือ?” หัวหน้าคุกหลวงซุนเอ้อร์เฮยเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจเพราะสองสามวันนี้นักโทษหญิงที่เข้ามามิได้มีเพียงคนสองคน เขาต้องรอบคอบไว้ก่อน
สิงกู้เหวินได้ยินวาจานี้ใบหน้าพลันไม่พอใจมืออวบอ้วนตบลง ตะโกนเสียงดัง “ฉีหวางเฟยอันใดกัน ฉีหวางเฟยที่ไหนเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้แม้แต่กากเดนก็ยังมิใช่ หยุดเอ่ยวาจาไร้สาระ รีบไปคุมตัวมา”
ณปัจจุบันในสถานที่แห่งนี้เขาถือเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด ฉีหวางเฟยอันใดหวางเฟยชั่วช้าอำนาจล้วนสูญเสียไปแล้วทั้งสิ้น!
ซุนเอ้อร์เฮยขวัญกระเจิงประจบสอพลอทันที “ขอรับๆ แม้แต่กากเดนยังมิใช่ผู้น้อยจะไปคุมตัวมาให้ท่านประเดี๋ยวนี้”
ซุนเอ้อร์เฮยไม่กล้าอืดอาดยืดยาดอีกพาผู้คุมลูกกะจ๊อกไปด้วยหนึ่งคนทันที ย่ำฝีเท้าไปทางห้องขังของมู่จื่อหลิง
มู่จื่อหลิงในยามนี้นอนสองขาไขว้กันสองมือรองศีรษะต่างหมอนอยู่บนเตียงเล็กๆที่แข็งกระด้างด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกเลื่อนลอยตกอยู่ในภวังค์
นางที่อยู่ในคุกหลวงมาสามวันก็รู้สึกว่าตัวตนเองจวนจะมีราขึ้นอยู่รอมร่อนอกจากเย่จื่อมู่ที่สามารถมาคุยกับนางเสียสองสามประโยคตอนค่ำของทุกวันแล้วเวลาอื่นๆแม้แต่คนให้พูดคุยก็ยังไม่มี
สิ่งใดก็มิสามารถทำได้นอกจากเหม่อลอยแล้วก็เหม่อลอย อยากนอนก็นอนไม่หลับ เตียงนี่แข็งกระด้างนางนอนหลับไม่สนิทจริงๆนอกเสียจากยามที่นางง่วงงุนมากๆ ถึงจะสามารถงีบได้ครู่หนึ่ง การติดคุกก็คือการทรมาน
ระหว่างนี้นางก็มิกล้าถอดวิญญาณเข้าไปสกัดตัวยาในระบบซิงเฉินนางเกรงว่าความผิดพลาดเพียงหนึ่ง มีคนผ่านมาเห็นเข้า จากนั้นนางก็ถูกคนคิดว่าตายแล้วนำไปฝังทั้งเป็น
บัดนี้นางหวังอย่างยิ่งว่าจะมีคนมาสนทนากับนาง ไม่ว่าจะคนดีหรือชั่วนางก็ล้วนปรบมือต้อนรับด้วยความอบอุ่นได้ทั้งนั้น!
ช่างคิดถึงสิ่งใดสิ่งนั้นก็มาจริงๆ!
มู่จื่อหลิงได้ยินเสียงปลดโซ่ตรวนห้องขังที่ปลดก็เป็นห้องขังของนางพอดี
นางเฝ้ามองดวงดาวเฝ้ามองแสงจันทร์ในที่สุดก็ได้มองเห็นว่ามีคนมาแล้ว!
“ไป คุมตัวนักโทษออก” ซุนเอ้อร์เฮยสั่งผู้คุมต้อยต่ำอย่างเย็นเยียบ
“ขอรับ ท่านเอ้อร์” ผู้คุมต่ำต้อยรับคำอย่างเคารพนอบน้อม
จากนั้นก้มเอวเข้าไปในห้องขังตะโกนอย่างหยิ่งยโส “ไป!”
พูดจบเขาก็ยกมือขึ้นทำท่าจะกดไหล่ของมู่จื่อหลิงเพื่อควบคุมตัวออกไป
มู่จื่อหลิงหาได้ให้เขาสมปรารถนาไม่คุมตัว? ในวังมีไทเฮาชราผู้แข็งแกร่งคนนั้นประทับอยู่นางจึงมิอาจกระทำการบุ่มบ่ามได้ ยามนี้อยู่ในคุกหลวงนางยังจะต้องยอมรับความอยุติธรรมเช่นนี้ทำไมกัน
น่าตลกนัก! เรื่องอัปยศอดสูได้รับเพียงครั้งเดียวก็เกินพอแล้วจะให้มีครั้งที่สองได้อย่างไร ทั้งยังต่อหน้าผู้คุมต๊อกต๋อย
แม้ในสายตาคนอื่นๆ ยามนี้นางจะเป็นผู้มีความผิดติดตัวไม่สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้
แต่นางมิได้คิดเช่นนี้ ตราบใดที่หลงเซี่ยวอวี่ไม่ทอดทิ้งนางตราบนั้นนางก็ยังคงเป็นฉีหวางเฟย มาดท่าทีจำต้องรักษาไว้ ไม่เพียงเพื่อจวนฉีอ๋องแต่เพื่อตัวนางเองด้วย
“เปิ่นหวางเฟยเดินเองได้”มู่จื่อหลิงวางท่าทีอย่างหยิ่งทระนง ระหว่างที่พูดอยู่ก็ก้าวออกมาจากห้องขังอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คุมชั้นผู้น้อยคว้าได้เพียงอากาศ
ผู้คุมชั้นผู้น้อยโซเซเล็กน้อยหงุดหงิดขึ้นมาระลอกหนึ่ง ตามออกมาทันที!
จู่ๆ มู่จื่อหลิงก็หยุดฝีเท้าหันกายกลับมาด้วยบารมีเต็มเปี่ยม กวาดตามองซุนเอ้อร์เฮยและผู้คุมชั้นผู้น้อยอย่างเย็นชาเอ่ยขึ้นมาสองคำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“นำทาง!”
นำทาง?
ซุนเอ้อร์เฮยกับผู้คุมชั้นผู้น้อยพลันชะงักค้างไปสบสายตากันอย่างอึ้งๆ ก่อนจะมีการตอบสนองขึ้นมาทำท่าจะก้าวขึ้นไปข้างหน้ากดตัวมู่จื่อหลิงลง
มู่จื่อหลิงถอยหลังไปก้าวใหญ่หลบมือปลาหมึกของทั้งสองคน พูดอย่างแผ่วเบา “พวกเจ้าต้องคิดให้ดี อย่าได้โทษว่าเปิ่นหวางเฟยมิได้เตือนพวกเจ้าก่อนหากแตะต้องเปิ่นหวางเฟย มือนั่นคงเสียของแล้ว”
ซุนเอ้อร์เฮยถ่มน้ำลายอย่างดุดัน“ถุย หวางเฟยสวะอันใด ยามนี้ก็เป็นแค่นักโทษผู้หนึ่งเท่านั้นยังกล้ามาวางอำนาจต่อหน้าบิดา บิดาล่ะอยากเห็นนักว่ามือจะเสียของได้อย่างไร”
พูดจบ ซุนเอ้อร์เฮยก็ยื่นมือปลาหมึกทั้งสองข้างมาทางมู่จื่อหลิงทว่ายกมือไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้นยังไม่ทันแตะถูกตัวมู่จื่อหลิงก็ตกลงอย่างรวดเร็ว ไร้ความรู้สึกเหมือนจะยกไม่ขึ้นอีกเลย
สีหน้าของซุนเอ้อร์เฮยเปลี่ยนไปทันทีใบหน้าตื่นตระหนก ถลึงตามองมู่จื่อหลิงอย่างโกรธๆ เตรียมจะด่าอย่างสาดเสียเทเสีย
มู่จื่อหลิงดูเหมือนกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มผินหน้าไปชำเลืองมองเขา“เจ้าต้องคิดให้ตกก่อนจะอ้าปาก หากพูดคำที่เปิ่นหวางเฟยไม่ชอบฟังเช่นนั้นปากก็คงพูดออกมามิได้อีกเช่นกัน หากยามนี้นำทางไปแต่โดยดีเปิ่นหวางเฟยสำราญใจ มือข้างนั้นของเจ้าย่อมดีขึ้น”
นางรูปร่างเล็กบอบบางใช้กำลังนางก็สู้กับผู้คุมที่บึกบึนเหมือนม้าไม่ได้ นอกจากนี้นางก็ไม่มีวรยุทธ์ แต่นางก็มียานี่นา
นางถนัดการวางยาแบบซ่อนเร้นที่สุดไม่กี่วันก่อนหน้านี้คิดค้นตัวยาใหม่ๆ ออกมาไม่น้อย ยามนี้มาฝึกมือได้พอดี
ผู้คุมขั้นน้อยได้ยินคำพูดไม่ใส่ใจของมู่จื่อหลิงแล้วก็มองมือที่ตกลงไปของซุนเอ้อร์เฮย แล้วยังดวงตาที่เหมือนจะพ่นไฟได้ถามด้วยสีหน้าสงสัยทึมทื่อ “ท่านเอ้อร์ เป็นอันใดขอรับ?”
ซุนเอ้อร์เฮยถลึงตาใส่เขาอย่างโมโหพูดอย่างไม่เต็มใจ “นำทาง ไป!”
“แต่...นี่มันสุนัข” ผู้คุมชั้นผู้น้อยที่ถูกจ้องก็ทำสีหน้าไร้ความผิดยังคิดพูดสิ่งใดต่อ
เพียงยังพูดไม่ทันจบก็ถูกซุนเอ้อร์เฮยถีบจากข้างหลังอย่างไม่คาดฝันถลาไปข้างหน้า ซวนเซเล็กน้อยก่อนจะยืนตรงๆ ได้
ผู้คุมชั้นผู้น้อยไม่กล้าเอ่ยวาจาอีกปิดปากแน่น นำทางไปแต่โดยดี
-------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เซ่าชิงคือชื่อตำแหน่งขุนนาง ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยซื่อชิง (ผู้บัญชาการ)
[2] ซื่อชิงคือชื่อตำแหน่งขุนนาง ทำหน้าที่ควบคุมจัดการแต่ละกรม กระทรวง