สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 207 ผมขาว

        “มีความสุขหรือไม่?”

 

       เสียงนั้นปรากฏขึ้นในหัวของอันเจิงอีกครั้งอย่างไม่ทันตั้งตัวอันเจิงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนนักโทษในคุกที่ถูกจับตามองตลอดเวลาส่วนฝ่ายตรงข้ามก็คือพัศดี ในคุกนี้ไม่มีความลับใด ๆ ทั้งสิ้น ฝ่ายตรงข้ามรู้ทุกเรื่องของเขาแต่เขากลับไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าฝ่ายตรงข้ามคือใครระหว่างทั้งสองมีกำแพงน้ำแข็งที่เย็นยะเยือกกั้นอยู่ แต่ทว่ากำแพงนั้นกั้นเพียงแค่อันเจิงฝ่ายเดียวเท่านั้น

 

       ท่ามกลางเสียงที่ดังขึ้นมีความแปลกประหลาดปนอยู่ เหมือนความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ปนไปด้วยความไม่ใส่ใจ

 

        “แม้แต่ข้ายังรู้สึกเกินคาดว่า พลังของคนคนหนึ่งที่ปะทุออกมาจะน่ากลัวมากเช่นนี้พลังที่เจ้าสะสมมาทำให้ข้าต้องมองเจ้าใหม่อีกครั้ง ตอนนั้นข้าเลือกเจ้าเพราะเลือดของเจ้ามีความพิเศษบางอย่างแต่ดูแล้วข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไปจริง ๆ”

 

        “เจ้าเป็นใคร!”อันเจิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นก่อนจะคำรามออกมาแต่ทว่าเขาก็มองไม่เห็นเจ้าของเสียงนี้ว่าอยู่ที่ไหน

 

       เสียงนี้เกิดขึ้นในสมองอันเจิงอย่างน่าพิศวง และน้ำเสียงนั้นราวกับมีความเย้ยหยันอยู่ไม่น้อย“ด้วยพลังที่เจ้ามีในตอนนี้ เจ้าไม่มีทางทำอะไรข้าได้รู้สึกเหมือนเป็นความอัปยศที่ถูกคนจับตามองอย่างนั้นสินะ? งั้นเจ้าก็ต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ข้ารอดูเจ้าอยู่ อีกอย่าง...พลังที่ให้เจ้ายืมเมื่อครู่ข้าได้นำมันกลับมาทั้งหมดแล้ว หากเจ้าอยากได้ความรู้สึกแบบเมื่อครู่อีกครั้งเจ้าคงต้องเพิ่มความพยายามให้มากกว่านี้แล้วล่ะ”

 

        เสียงหยุดลงเพียงเท่านั้นไม่ว่าอันเจิงจะตะโกนเรียกอีกกี่ครั้ง เสียงนั้นก็ไม่ปรากฏขึ้นอีกแล้ว

 

        “เจ้า...เจ้ากำลังคุยกับใคร?” เฉินไจ่เหยียนถามขึ้นอย่างหวาดกลัว

 

        อันเจิงหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงของเฉินไจ่เหยียนจึงได้สติ “ไม่มีอะไร อาจเป็นเพราะเมื่อครู่ข้ายืมพลังมาจากอาวุธวิเศษและเมื่อพลังนั้นหมดไปร่างกายจึงอ่อนแอขึ้นมาแล้วเกิดภาพนิมิตขึ้นในสมอง แต่ตอนนี้ข้าดีขึ้นแล้ว”

 

       เฉินไจ่เหยียนไม่เข้าใจโลกของผู้ฝึกพลังวัตรฉะนั้นจึงเชื่อคำพูดของอันเจิงอย่างไม่มีข้อสงสัยเขารู้สึกว่าอันเจิงก็คงไม่มีพลังมากพอที่จะไปต่อกรกับนักฆ่าพวกนั้นได้ไม่อย่างนั้นเริ่มแรกอันเจิงจะบาดเจ็บได้อย่างไร? นี่แสดงให้เห็นว่าอันเจิงไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าตัวเองมีอาวุธวิเศษจึงปิดบังมันจนนาทีสุดท้าย แต่ถึงกระนั้น อย่างน้อยอันตรายตรงหน้าก็ผ่านพ้นไปแล้ว

 

        ในขณะนี้เอง นักฆ่าที่อยู่บนกำแพงหันมาเห็นว่าเฉินไจ่เหยียนยังไม่ถูกฆ่าพวกเขาจึงลงมาจากกำแพงแล้วพุ่งตรงไปทางอันเจิง

 

        ตอนนี้อันเจิงไร้เรี่ยวแรงและพลังวัตรแม้กระทั่งยืนให้นิ่งยังทำไม่ได้ ฉะนั้นจะไปมีพลังสู้กับพวกเขาได้อย่างไร

 

       อันเจิงมองนักฆ่าหลายคนที่กำลังพุ่งเข้ามา ทันใดนั้นฮวาถางถางที่เพิ่งฉีกร่างคนร้ายเป็นชิ้น ๆ สังเกตเห็นเข้า นางจึงพุ่งเข้ามาบังตรงหน้าอันเจิงจากนั้นก็ยื่นมือออกไป นิ้วมือของนางแตะสัมผัสอากาศแผ่วเบา จากนั้นกลางอากาศก็เกิดคลื่นที่ซัดออกไปเป็นระลอกๆ รอบด้าน ราวกับนิ้วมือนางแตะลงบนผิวน้ำกระนั้น ร่างของคนร้ายปรากฏฟองอากาศลูกใหญ่เริ่มแรกพวกเขายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อพวกเขารู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว

 

        ฮวาถางถางชูสองนิ้วขึ้น จากนั้นก็พูด“ทำลาย!”

 

        ฟองอากาศระเบิดและคนที่อยู่ในฟองอากาศก็ถูกทำลายกลายเป็นเศษเนื้อและเลือดกระเด็นไปทั่ว

 

        หญิงที่ดูเงียบสงบและอ่อนแอ ทว่ายามฆ่าคนกลับดูน่ากลัวอย่างที่สุดอันเจิงไม่เห็นตอนที่นางฉีกร่างคนร้ายเป็นชิ้น ๆ ไม่อย่างนั้นละก็ เกรงว่านางคงจะดูน่ากลัวมากกว่านี้

 

        คนร้ายสี่ห้าคนถูกฟองอากาศทำลายจนไม่เหลือร่างที่สมบูรณ์

 

        ในที่สุดองครักษ์หลวงก็มาถึงสักทีพวกเขามายืนเรียงเป็นแถวยาวอยู่ตรงหน้าอันเจิงและเฉินไจ่เหยียน แต่อย่างไรตอนนี้คนร้ายก็ตายไปหมดแล้วผ่านไปครู่หนึ่ง ราชามู่ฉางเยียนและคนอื่น ๆ ก็ก้าวยาว ๆ เข้ามา เมื่อราชามู่ฉางเยียนทรงเห็นขุนนางในหน่วยทหารถูกฆ่าจำนวนมากพระเนตรทั้งสองก็แดงก่ำ

 

        “เป็นข้าที่ไม่อาจปกป้องพวกเจ้าได้ข้าผิดเอง!”

 

        เฉินไจ่เหยียนรีบคุกเข่าลงทันที“เรื่องนี้จะโทษฝ่าบาทได้อย่างไร หากฝ่าบาทไม่ทรงพาตัวพวกกระหม่อมออกจากคุกในกรมราชทัณฑ์ละก็คาดว่าพวกกระหม่อมคงตายไปนานแล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงหันไปทอดพระเนตรเศษอวัยวะที่เกลื่อนพื้นจากนั้นในแววพระเนตรก็ประกายความดุร้ายขึ้น “คนพวกนี้ช่างบังอาจนัก...ดูแล้วเป้าหมายของพวกเขาคือเจ้าแต่หากมีโอกาสฆ่าข้าได้อีกคนละก็พวกเขาต้องใช้ความสามารถที่มีทั้งหมดเพื่อทำให้สำเร็จแน่ อันเฉิง! สั่งให้คนสืบเรื่องนี้อย่างเข้มงวดสืบได้หนึ่งคนก็จับหนึ่งคน ข้าอยากรู้ว่าจะมีคนอยากให้ข้าตายมากสักเท่าไหร่กัน!”

 

        อันเฉิงรับคำสั่งจากราชามู่ฉางเยียน จากนั้นก็รีบเดินไปจัดการตามที่ได้รับมอบหมาย

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงสั่งการ“คุ้มครองอันเจิงและเฉินไจ่เหยียนให้ดี แล้วพาพวกเขาไปพักที่หอตงนวลต่อไปก็ให้เขาทั้งสองอยู่ในห้องเดียวกันกับข้าข้าอยากรู้ว่าคนพวกนั้นจะบังอาจบุกเข้าหอตงนวลหรือไม่! อย่าว่าแต่ตอนนี้เฉินไจ่เหยียนยังไม่ถูกลงโทษเลยต่อให้เขาจะมีความผิดจริง แต่คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์มาฆ่าเขา หากจะฆ่าข้าต้องเป็นคนฆ่าเอง!”

 

        องครักษ์หลวงกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาประคองเฉินไจ่เหยียนและอันเจิงลุกขึ้นจากนั้นก็พาเขาทั้งสองกลับหอตงนวล

 

        ในห้องที่ว่างเปล่าอันเจิงและเฉินไจ่เหยียนนอนอยู่บนเตียงตอนนี้หมอหลวงได้เข้ามาทำแผลให้พวกเขาทั้งสองคนแล้ว จากนั้นก็ออกไปนำยาสมุนไพรมาขณะนี้ในห้องเหลือเพียงอันเจิงและเฉินไจ่เหยียนเท่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไปนาน ภายในห้องก็ยิ่งเงียบมากขึ้น

 

        “ขอบคุณ” เฉินไจ่เหยียนเงียบไปนานมาก และพูดคำว่าขอบคุณขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ต้องขอบคุณข้าต่อให้เป็นคนอื่นข้าก็ต้องช่วยเหมือนกัน”

 

        เฉินไจ่เหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง “เจ้าช่วยข้าเพื่อแผ่นดินนี้รึ?”

 

        อันเจิงยิ้ม “ใต้เท้าเฉินท่านมองข้ายิ่งใหญ่เกินไปแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนที่ใจกว้างขนาดนั้นที่ข้าช่วยท่านเพราะอยากช่วย และไม่อยากเห็นคนอย่างพวกท่านต้องตายเท่านั้นเองพูดตามความจริง ที่ข้าช่วยท่านก็ไม่เกี่ยวกับท่านข้าเพียงแค่ไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกค้างคาและนี่ก็ไม่เกี่ยวว่าท่านจะเป็นหรือไม่เป็นเสนาบดีของหน่วยทหารต่อให้จะเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง หากข้ารู้สึกว่าเขาไม่สมควรตาย อย่างไรข้าก็ต้องช่วยเขาตรงกันข้าม หากเป็นคนที่ข้าคิดว่าสมควรตาย ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหนหากฆ่าได้ข้าก็จะฆ่า”

 

       เฉินไจ่เหยียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น “เจ้าเป็นคนที่แปลกมาก...ในใต้หล้านี้คนที่เหมือนเจ้าก็อาจมีไม่มากแล้ว มีคนเคยบอกว่า เมื่อคนคนหนึ่งทำอะไรโดยคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างนั้นเขาต้องถูกธาตุไฟเข้าแทรกกลายเป็นมารแน่ แต่หากคนคนหนึ่งทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์อย่างนั้นเขาต้องเป็นคนที่แปลกมาก”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “มันไม่ได้ซับซ้อนอย่างนั้นข้าเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีความคิดและเส้นตายของตัวเองเท่านั้นเองข้าคิดว่าในใต้หล้านี้ต้องมีคนเหมือนข้าเยอะมากเพียงแค่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่แข็งแกร่งขนาดนั้น ฉะนั้นเส้นตายจึงค่อย ๆจางหายไป จากคนที่ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์หากพวกเขาแข็งแกร่งมากพอ ข้าเชื่อว่าพวกเขาก็คงไม่นิ่งดูดายยามที่เห็นความไม่ยุติธรรม”

 

        เฉินไจ่เหยียนพูดขึ้น“นิสัยคนไม่ได้งดงามอย่างที่เจ้าคิด คนส่วนใหญ่จะลุกขึ้นมาต่อต้านก็ต่อเมื่อเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับตัวเองเท่านั้นแหละต่อให้จะเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมมากก็ตาม หากไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองพวกเขาไม่มีทางสนใจ”

 

        อันเจิงไม่อยากโต้เถียงกับเขาเพราะอันเจิงรู้ดีว่าคนที่อดทนทำเรื่องเช่นนี้มีไม่มาก

 

        เฉินไจ่เหยียนถามขึ้นอย่างอดไม่ได้“เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ เพราะเจ้าช่วยข้าเจ้าอาจกลายเป็นศัตรูที่ไทเฮาไม่มีทางปล่อยไปอีกแล้ว พวกเขาต้องหาวิธีมากำจัดเจ้าก็เหมือนที่พวกเขาคิดวิธีมากำจัดข้าในตอนนี้พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้มีคนมาขัดขวางตอนที่พวกเขากำลังจะยิ่งใหญ่แน่ พวกเขาต้องทำให้ทุกคนที่ขัดขวางหรือต่อต้านตายอย่างอนาถ”

 

        “หากไม่มีคนออกมาขวางอย่างนั้นพวกเขาก็ต้องยิ่งใหญ่มากกว่านี้สิ อีกทั้งยังราบรื่นไปเสียทุกเรื่องด้วย”อันเจิงค้าน

 

        เฉินไจ่เหยียนถอนหายใจ “เจ้าไม่เหมือนข้าเจ้าคงไม่มีความรู้สึกที่ว่า...หากใต้หล้านี้ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยการตายของใครสักคนข้ายอมเป็นคนแรกที่เสียสละ แต่การตายของข้าต้องเกิดขึ้นในตอนที่สำคัญที่สุด และสามารถใช้มันมาเปลี่ยนแปลงเรื่องบางเรื่องไม่อย่างนั้น การตายของข้าจะไม่มีความหมายอะไรเลย ข้าไม่เหมือนคนอย่างเจ้าเจ้าแบ่งแยกความดีกับความชั่วอย่างชัดเจนและยังตรงไปตรงมาฉะนั้นเราทั้งสองจึงเป็นคนต่างประเภทกัน”

 

        อันเจิงนอนมองเพดานนิ่งไปแล้วในสมองเขาก็นึกถึงเรื่องบางเรื่องอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรถามเรื่องนี้หรือไม่เพราะหากเขาถามเรื่องนี้ออกไปแล้ว อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่มากขึ้น

 

        ฉะนั้นเขาจึงเงียบไป

 

        เฉินไจ่เหยียนก็มองขึ้นไปบนเพดานเช่นกัน ในแววตาราวกับมีความเจ็บปวดอยู่ภายใน“แต่คนอย่างเจ้าและข้าก็มีส่วนเหมือนกันในบางเรื่อง เจ้ากับข้าต่างเดินอยู่บนเส้นทางที่คับแคบและขรุขระ...มันไม่ใช่ถนนแต่เป็นสะพานไม้ เจ้าคอยเฝ้าความดีความชั่วในใจส่วนข้าก็วิ่งตามความแข็งแกร่งของแผ่นดิน เราต่างก็อยู่บนสะพานไม้เหมือนกันหากไม่ระวังก็อาจตกลงไปและจมหายในความมืดที่ไม่อาจหวนคืน แต่ข้าก็รู้ดีเจ้าและข้าต่างเป็นคนที่ไม่ยอมถอยเพราะเส้นทางที่เดินนั้นแคบ หรือต่อให้จะเจออุปสรรคที่น่ากลัวมากเท่าไหร่ก็ตาม”

 

        อันเจิงยังคงไม่พูดไม่จาในใจเขาเริ่มรู้สึกแย่มากขึ้นเรื่อย ๆ คำพูดของเฉินไจ่เหยียนเหมือนดั่งเข็มที่ทิ่มแทงใจเขาให้เจ็บปวด

 

        เฉินไจ่เหยียนเป็นคนดีหรือไม่?

 

        ไม่ถือว่าใช่

 

        เฉินไจ่เหยียนเป็นขุนนางที่ดีหรือไม่?

 

        คาดว่าใช่

 

        เพราะมีคนอย่างเฉินไจ่เหยียน แผ่นดินที่ควรล่มสลายถึงยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้และหากอำนาจทั้งหมดตกไปอยู่ในมือของไทเฮาละก็ เกรงว่าแผ่นดินก็คงจะล่มสลายไปนานแล้วจนถึงตอนนี้อันเจิงเพิ่งรู้ว่าเป้าหมายของไทเฮาคืออะไรนางเป็นหญิงที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจที่สุด เป้าหมายของนางคือครอบครองอำนาจในแคว้นเยี่ยนจากนั้นก็ใช้อำนาจนั้นกลับไปต่อกรกับแผ่นดินเกิดสิ่งที่นางจะทำลายไม่ใช่เพียงแคว้นเยี่ยน แต่ยังเป็นแคว้นจ้าวอีกด้วย

 

        ส่วนทางด้านแคว้นจ้าวคิดว่าพวกเขาคงไม่รู้ว่านางกำลังจะทำอะไร แคว้นจ้าวคิดว่าสิ่งที่ซูไทเฮาทำอยู่เป็นการตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินเกิดฉะนั้นในเทศกาลใบไม้ร่วง แคว้นจ้าวถึงส่งทหารหลายร้อยคนมาเข้าร่วมเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับไทเฮา

 

        เฉินไจ่เหยียนยังคงพูดพึมพำกับตัวเอง อาจเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลต่อเขาอย่างมากยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจคิดว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเหตุการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ คาดว่าชีวิตคนเราคงเจอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

 

       อันเจิงไม่ได้ยินสิ่งที่เฉินไจ่เหยียนกำลังพูดเลยสักคำเพราะตอนนี้สมองของเขากำลังวุ่นวาย เรื่องราวและผู้คนมากมายที่ซ่อนอยู่ในสมองเขาผุดขึ้นมาอีกครั้ง

 

        เฉินไจ่เหยียนที่พูดพร่ำไม่หยุดทำให้อันเจิงรู้สึกเบื่อมาก

 

        เขายังคงพูดถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองความรับผิดชอบของตัวเอง และความคิดเกี่ยวกับอนาคตของเขา เขาอยากเปลี่ยนแปลงแผ่นดินเยี่ยนให้แข็งแกร่งขึ้นอยากเป็นผู้ร่วมเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด แต่ทว่าอันเจิงไม่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูดแม้แต่คำเดียวคำพูดของเขาเหมือนกลายเป็นเส้นด้ายเล็ก ๆ ที่ล่องลอยเข้าไปในสมองอันเจิง และเส้นด้ายเหล่านี้ก็เรียงร้อยเป็นใบหน้าของคนคนหนึ่ง

 

        ใบหน้านั้น...ช่างมีความเมตตาและแน่วแน่

 

        ในที่สุดอันเจิงก็อดใจไม่ได้เขาหันหน้าไปทางเฉินไจ่เหยียน “มีเรื่องหนึ่ง...ข้าอยากถามท่านมานานมากแล้ว แต่ข้าก็ไม่เคยถามออกไปตอนนี้เราทั้งสองอาจต้องตายด้วยกันทั้งคู่ ในเมื่อจะตายอยู่แล้ว เรื่องบางเรื่องจึงไม่สำคัญอีกต่อไปฉะนั้นข้าอยากได้คำตอบจากท่าน”

 

        เฉินไจ่เหยียนถาม “เรื่องอะไร?”

 

        อันเจิงมองไปยังดวงตาของเฉินไจ่เหยียนจากนั้นก็พูดขึ้นทีละคำ “เสนาบดีคนก่อนห่าวผิงอัน ท่านเป็นคนฆ่าใช่หรือไม่?”

 

        สีหน้าของเฉินไจ่เหยียนเปลี่ยนไปอย่างมากเพียงครู่เดียวก็ราวกับเขาแก่ขึ้นหลายสิบปี แววตาเขาสั่นไหวและไม่กล้าสบตากับอันเจิงเขาทั้งสองราวกับอยู่ท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ

 

        เวลาผ่านไปนานมาก ทันใดนั้น สีผมของเฉินไจ่เหยียนก็เปลี่ยนเป็นสีขาว

 

        เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ “ใช่” 

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน