[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วง ได้รับค่าพลังเลือด 32ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 49]
[ยินดีด้วย โฮสต์ปลดล็อคสาขาสายวิวัฒนาการที่ยังไม่ถูกเปิดใช้งาน:เลือดมังกร]
[เลือดมังกร:ผู้ครอบครองสายเลือดมังกรทุกคนล้วนมีความหวังที่จะจุติเป็นมังกร]
[แต้มวิวัฒนาการที่ใช้ในการเปิดใช้งาน: 300]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังรัวๆทำให้ในใจของไป๋ฉางเซิงมีแต่ความตื่นเต้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆกว่าจะปลดล็อคสาขาสายวิวัฒนาการนี้ออกมาได้
แม้จะยังไม่ได้เปิดใช้งานและยังไม่รู้สึกถึงพลังแฝงจากเลือดมังกรแต่แค่อ่านคำอธิบายของระบบที่เกี่ยวกับเลือดมังกรก็ทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกอยากจะเทหมดหน้าตักเพื่อเปิดใช้งานมันเดี๋ยวนี้เลย
แต่เมื่อมองดูค่าพลังเลือดที่ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้วไป๋ฉางเซิงก็จำต้องระงับความใจร้อนนั้นไว้
เลือดมังกรน่ะดีแน่แต่ในตอนนี้ สำหรับเขาแล้วการเป็นทหารอสูรระดับสามนั้นดูจะคุ้มค่ากว่า
หลังจากกลืนกินเนื้อปลาคาร์ปมังกรครึ่งท่อนที่เหลือลงท้องไปเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วง ได้รับค่าพลังเลือด 34ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 53]
[ค่าพลังเลือดถึง 3,000 แต้มแล้วโปรดดำเนินการวิวัฒนาการโดยเร็ว]
[ระยะห่างจากการวิวัฒนาการครั้งถัดไป: ค่าพลังเลือด 3,000/3,000 แต้มวิวัฒนาการ 549/1,000]
ค่าพลังเลือดเต็มแล้วแต่แต้มวิวัฒนาการยังขาดอยู่อีกสี่ร้อยกว่าแต้ม
ไป๋ฉางเซิงเบนสายตาไปมองบรรดาปลาคาร์ปมังกรที่หงายท้องลอยตุ๊บป่องอยู่กลางทะเลสาบ
ปลาคาร์ปมังกรหนึ่งตัวราคาแค่สองร้อยเหรียญเมื่อเทียบกับเกล็ดม่วงแล้วค่าตัวต่างกันหลายสิบหลายร้อยเท่า
ทว่าสำหรับไป๋ฉางเซิงในตอนนี้พวกมันคือวัตถุดิบชั้นเลิศ
ถึงค่าตัวจะไม่สูงแต่เพราะมีสายเลือดมังกรอันเบาบางอยู่ในตัวพวกมันจึงให้แต้มวิวัฒนาการได้ไม่น้อยเลย
เมื่อลองนับดูคร่าวๆการโจมตีเพียงครั้งเดียวของเจียงจืออวี๋ทำให้ปลาคาร์ปมังกรหงายท้องไปไม่ต่ำกว่าหกสิบถึงเจ็ดสิบตัว
ถ้าเขาสามารถกลืนกินพวกมันได้ทั้งหมดก็เพียงพอที่จะทำให้แต้มวิวัฒนาการถึงเกณฑ์ในการเลื่อนระดับครั้งนี้
“จืออวี๋ ดูเสี่ยวไป๋สิ มันกำลังกินปลาคาร์ปมังกรใหญ่เลย”
หลินจิงเหยาที่เห็นไป๋ฉางเซิงว่ายไปว่ายมาเพื่อไล่กินปลาในทะเลสาบอย่างไม่หยุดหย่อนเอ่ยเตือนเจียงจืออวี๋ขึ้นมา
“กินเข้าไปเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวท้องมันก็แตกตายหรอก”
เจียงจืออวี๋ปรายตามองไป๋ฉางเซิงที่อยู่ไกลๆแวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“มันชอบกินก็ปล่อยให้มันกินไปเถอะยังไงปลาคาร์ปมังกรธรรมดาก็ขายไม่ได้กี่เหรียญ แถมยังเก็บไว้ได้ไม่นานด้วย”
หลังจากเก็บศพปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงสองตัวบนฝั่งเข้าแหวนมิติแล้วเจียงจืออวี๋ก็นั่งลงกับพื้นแล้วหยิบยาฟื้นฟูพลังจิตขึ้นมาขวดหนึ่ง
ปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงสองตัวขายได้สองแสนเหรียญแลกกับการจ่ายค่ายาฟื้นฟูพลังจิตไปเพียงขวดเดียว คำนวณดูแล้วยังไงก็กำไรมหาศาล
หลินจิงเหยามองดูเพื่อนสนิทที่กำลังปรับลมปราณโดยไม่เข้าไปรบกวนเธอหันกลับไปมองไป๋ฉางเซิงที่ยังคงว่ายน้ำกินปลาไม่หยุดจนอดไม่ได้ที่จะตะโกนเรียก
“เสี่ยวไป๋ เหลือไว้ให้ฉันสักสองตัวนะ อย่ากินหมดล่ะ!”
คนที่แย่งของกินกับงูได้ก็คงมีแต่หลินจิงเหยานี่แหละ
ไป๋ฉางเซิงมองค้อนหลินจิงเหยาที่อยู่บนฝั่งอย่างจนใจแต่เขาก็ไม่สามารถกินปลาพวกนี้ให้หมดในคราวเดียวได้จริงๆ
แม้ในตอนนี้ทักษะเสริมพลังการย่อยจะอยู่ในระดับ5และความเร็วในการย่อยจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจนนับไม่ถ้วนก็ตาม
แต่สุดท้าย‘ระดับ’ ของเขาก็เป็นตัวจำกัดขีดความสามารถหลังจากกินเข้าไปได้เพียงสิบตัวไป๋ฉางเซิงก็เริ่มรู้สึกอิ่มจนแทบจะกลืนอะไรไม่ลงอีก
เขาจึงจำต้องลากซากปลาคาร์ปมังกรที่เหลือกลับเข้าฝั่งเพื่อให้เจียงจืออวี๋เก็บเข้าแหวนมิติไป
เมื่อราตรีมาเยือนเจียงจืออวี๋ไม่ได้เลือกที่จะเดินทางฝ่าความมืด
ในตอนนี้สภาพร่างกายของเธอไม่เหมาะกับการเดินทางอีกอย่างเวลายังเหลือเฟือ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น
อากาศตอนกลางคืนไม่ถือว่าหนาวถึงขนาดที่ไม่ต้องก่อไฟก็ยังได้
หลังจากไป๋ฉางเซิงกินอิ่มเขาก็กลับเข้าไปพักผ่อนในถุงกักวิญญาณเพื่อย่อยอาหารปล่อยให้หลินจิงเหยาทำหน้าที่เฝ้ายามเพียงคนเดียว
ระหว่างนั้นมีสัตว์อสูรสองสามตัวเดินผ่านทางมาเพื่อกินน้ำอยู่บ้างแต่พวกมันเป็นเพียงสัตว์อสูรไร้ระดับด้วยฝีมือของหลินจิงเหยาจึงจัดการได้ไม่ยากนักไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋จึงไม่ได้ลงมือช่วย
ในระหว่างคืนไป๋ฉางเซิงออกมาข้างนอกเพื่อกินปลาคาร์ปมังกรเพิ่มอีกสิบกว่าตัวทำให้ได้รับแต้มวิวัฒนาการเพิ่มมาอีกร้อยกว่าแต้มจากนั้นจึงเปลี่ยนเวรให้หลินจิงเหยาได้นอนพัก ส่วนเขารับหน้าที่เฝ้ายามต่อ
ตลอดทั้งคืนผ่านไปโดยไร้เหตุไม่คาดฝันเช้าวันถัดมา เจียงจืออวี๋ออกจากการฝึกสมาธิก่อนพาหลินจิงเหยามุ่งหน้ากลับเมืองผู้ฝึกยุทธ์
ระหว่างทางเมื่อวานนี้พวกเธอสังหารสัตว์อสูรไปได้ไม่น้อยขากลับก็น่าจะล่าเพิ่มได้อีกจำนวนหนึ่ง
เมื่อรวมกับคะแนนสะสมที่มีอยู่บวกกับปลาคาร์ปมังกรจำนวนมากจากทะเลสาบเลือดมังกรคะแนนของเจียงจืออวี๋ในตอนนี้เพียงพอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ได้อย่างแน่นอน
ส่วนหลินจิงเหยานั้นหลังจากผ่านศึกครั้งนี้มาเธอได้ตระหนักถึงความด้อยกว่าในด้านพละกำลังของตนเองอย่างชัดเจน
เมื่อเทียบกับอัจฉริยะระดับมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ตัวจริงอย่างเจียงจืออวี๋แล้วเธอตามหลังอยู่ไกลโขจนไม่อาจนำมาเปรียบเทียบได้เลยเธอเลิกหวังเรื่องเข้าสุ่ยมู่ไปแล้ว เพราะต่อให้เข้าไปได้เธอก็คงถูกทิ้งไว้ข้างหลังและกลายเป็นนักศึกษาหางแถวอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยพรสวรรค์ของเธอ เธอคงตามจังหวะการเรียนการสอนของสุ่ยมู่ไม่ทันแน่เมื่อถึงเวลานั้น สถานะ ‘นักศึกษาสุ่ยมู่’ นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังจะกลายเป็นภาระฉุดรั้งเธอเสียมากกว่า
แต่ถ้าสละสิทธิ์สุ่ยมู่แล้วใช้ความสามารถของเธอเข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้อันดับรองลงมาที่อยู่ในเกณฑ์ดีสักแห่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เมื่อเจียงจืออวี๋ได้ยินคำพูดของหลินจิงเหยาเธอก็ไม่ได้เอ่ยห้ามหรือโน้มน้าวอะไร หรืออาจพูดได้ว่าเธอรู้ดีว่าหลินจิงเหยาเหมาะกับชีวิตแบบไหน
ทว่าไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกเหมือนมีคำพูดติดอยู่ที่คอ
หลินจิงเหยาไม่รู้แต่เขามีหรือจะไม่รู้?
ด้วยพรสวรรค์ระดับเจียงจืออวี๋ที่มีศักยภาพจะบรรลุมรรคาระดับจักรพรรดิได้ในอนาคตต่อให้เป็นในมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ เธอก็คือตัวตนระดับพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง
คนที่จะเทียบพรสวรรค์กับเจียงจืออวี๋ได้นั้นเรียกได้ว่ามีแค่หนึ่งในร้อยล้าน
ขนาดเขามีพรจากสวรรค์เป็นตัวช่วยยังไม่กล้ารับประกันเลยว่าจะกดเจียงจืออวี๋ให้ลงได้ตลอดรอดฝั่ง
ไป๋ฉางเซิงเหลือบมองเจียงจืออวี๋ที่มีท่าทีเรียบเฉยสิ่งเดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้คือพยายามยัดอาหารลงกระเพาะให้เต็มที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อกลับมาถึงเมืองผู้ฝึกยุทธ์พวกเธอก็ส่งวิดีโอบันทึกการต่อสู้ที่เหลือก็แค่รอเวลาเพื่อขึ้นรถไฟข้ามเมืองกลับไปยังเมืองของตนเอง
นอกจากนี้เจียงจืออวี๋ยังนำปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงสองตัวนั้นไปขายให้ร้านอาหารด้วย
ราคาที่ได้รับต่ำกว่าที่พนักงานเสิร์ฟเคยประเมินไว้เมื่อวานเล็กน้อยโดยขายได้ตัวละเก้าหมื่นเหรียญพันธมิตร รวมเป็นเงินหนึ่งแสนแปดหมื่นเหรียญเพราะทางร้านเองก็ต้องเอากำไรเช่นกัน
เมื่อเทียบกับรายได้จากราชันหมาป่ากระดูกเหล็กแล้วเงินที่ได้จากปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงถือว่าไม่มากนักแต่น่าเสียดายที่เรื่องโชคดีแบบราชันหมาป่าไม่ได้มีมาบ่อยๆ
และหากวัดกันที่ความเสี่ยงทั้งสองเหตุการณ์ก็เทียบกันไม่ได้เลย
ความเสี่ยงไม่เท่ากันผลตอบแทนย่อมไม่เท่ากันเป็นธรรมดา
แต่ถ้าพูดถึงงานประจำวันทั่วไปปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงสองตัวนี้ก็นับว่าเป็นลาภก้อนใหญ่แล้ว
อย่างไรก็ตามหากเทียบกันแล้ว ในการเดินทางเข้าสู่ทุ่งร้างครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงต่างหากที่เป็นผู้กอบโกยผลประโยชน์มหาศาลที่แท้จริง
ค่าพลังเลือดและแต้มวิวัฒนาการจำนวนมากนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับสาขาสายวิวัฒนาการอย่าง ‘เลือดมังกร’ที่มีมูลค่าประเมินค่าไม่ได้
เพราะในเมื่อมีโอกาสจะได้เป็นมังกรใครล่ะจะอยากเป็นแค่ ‘งูสวะพลังรบห้า’ ไปตลอดชีวิต?
แต่สรุปสุดท้ายแล้วเขาก็ยังขาดแต้มวิวัฒนาการอยู่ดีนั่นแหละ
แค่ลำพังการเปิดใช้งานเลือดมังกรก็ต้องใช้แต้มวิวัฒนาการถึงสามร้อยแต้มแล้วและพอจะเดาได้เลยว่ายิ่งระดับสูงขึ้นไปแต้มที่ต้องใช้น่าจะยิ่งมหาศาลกว่านี้หลายเท่าตัวถ้าคิดจะอัปเกรดเลือดมังกรให้เต็มพิกัดเพื่อผลัดเปลี่ยนสายเลือดให้สมบูรณ์ละก็ความยากคงไม่ด้อยไปกว่าการก้าวขึ้นเป็นราชาอสูรเลยแม้แต่น้อย!